| เตรียมรับนักท่องเที่ยวกันหรือยัง |
ดร.ปิยะรัตน์ นุชผ่องใส ....๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๕.... |
|
การจะวัดว่าประเทศใดพัฒนาแล้วนั้นไม่ใช่วัดกันที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
แต่จะวัดกันที่การตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในประเทศนั้นๆ
ว่าเป็นไปในระดับใด และตอบสนองทั่วถึงกันทุกกลุ่มหรือไม่ |
|
การโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทยให้กับชาวต่างประเทศยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีการเฉื่อยชาลงบ้างเป็นช่วงๆ การเชิญชวนให้ชาวต่างประเทศมาเที่ยวเมืองไทยนั้น
เริ่มจากการโฆษณาเกี่ยวกับความสวยงามของธรรมชาติ โบราณวัตถุ
สิ่งประดิษฐ์ทางด้านหัตถกรรมที่เป็นรูปแบบของวัฒนธรรมไทย
ต่อมาอาหารไทยก็ถูกนำเข้ามาให้มีบทบาทในการเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวเมืองไทย
และในปัจจุบันรัฐบาลกำลังโฆษณาให้ชาวต่างประเทศหันมาพำนักระยะยาวในประเทศไทย เพิ่มจากการท่องเที่ยวระยะสั้น
ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนชาวต่างประเทศให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยในรูปแบบใดก็ตาม
สิ่งที่รัฐบาลหรือประเทศไทยต้องจัดเตรียมเพื่อสนองตอบความต้องการของชาวต่างประเทศ
(ซึ่งความจริงควรคำนึงถึงความต้องการของคนไทยก่อน) ให้เกิดความชื่นชอบ และกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก
หรือนำสิ่งดีๆ ไปเล่าให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ ก็คือ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันนั่นเอง
เช่น การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร ที่พัก แหล่งข้อมูล รวมไปถึงความสะอาดและความปลอดภัย
ความจริงเรื่องพวกนี้มิใช่เฉพาะชาวต่างประเทศเท่านั้นที่มีความต้องการ คนไทยหลายล้านคนก็ต้องการเช่นเดียวกัน
เพราะว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนต้องการ การจะวัดว่าประเทศใดพัฒนาแล้วนั้นไม่ใช่วัดกันที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
แต่จะวัดกันที่การตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในประเทศนั้นๆ ว่าเป็นไปในระดับใด และตอบสนองทั่วถึงกันทุกกลุ่มหรือไม่
ก็คงต้องขอบคุณชาวต่างประเทศที่ทำให้คนไทยพลอยได้รับความสะดวกสบายไปด้วย
หากมีการเตรียมการต้อนรับชาวต่างประเทศเกิดขึ้นอย่างจริงจังขึ้นมา
การเดินทางไปไหนในกรุงเทพนั้น อย่าว่าแต่ชาวต่างประเทศเลย แม้คนไทยเองยังรู้สึกลำบากทั้งที่อ่านออกเขียนได้
ทั้งคนที่มาจากต่างจังหวัดและคนในกรุงเทพ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับรถเมล์ว่าคันไหนวิ่งไปที่ไหนโดยผ่านเส้นทางใดบ้าง
ตารางเวลารถยนต์ที่วิ่งไปตามจังหวัดต่างๆ ตารางเวลารถไฟ เป็นต้น หาแหล่งที่จะได้ข้อมูลแทบจะไม่มี
หรือกำหนดการไม่เป็นไปตามตารางเวลาก็พบบ่อยๆ เรื่องรถเมล์ รถตู้ขับเร็ว
ป้ายจอดรถก็ไม่มีชื่อเรียก เวลาจะลงก็ลงไม่ถูกว่าควรจะลงป้ายไหน อธิบายทางให้ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศเข้าใจลำบากเป็นที่สุด
นอกจากนี้การที่รถเมล์ยังจอดป้ายบ้างไม่จอดบ้างก็เห็นจนแทบเป็นเรื่องธรรมดาของคนไทยอยู่แล้ว
แต่ไม่ธรรมดาสำหรับชาวต่างประเทศ หลายคนจึงหันมาพึ่งแท็กซี่ เพราะน่าจะปลอดภัยคือถึงที่หมายได้ทันเวลาและแน่นอนกว่า
แต่ก็ยังมีปัญหาจนได้ว่าคนขับแท็กซี่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยกลัวไม่กล้ารับผู้โดยสารต่างชาติ
อย่างเช่นเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เรียกรถแท็กซี่ที่แถวบางลำภู คันแรกเปิดประตูแล้วบอกว่าไปโรงแรม Oriental
คนขับก็โบกมือไล่ลงให้ไปคันหลัง คันที่สองคนขับส่ายหัว แล้วให้ไปถามคันอื่นอีก
จนกระทั่งคันที่สามคนขับก็พยายามฟังว่าสถานที่ที่ต้องการไปนั้นคือที่ไหน
เอาแผนที่มากางดูแล้วชี้ก็ยังไม่รู้อยู่นั่นเอง สุดท้ายคนขับแท็กซี่แกหยิบมือถือขึ้นมาโทรไปถามคนที่พอรู้ภาษาอังกฤษบ้าง ก็เลยเข้าใจแล้วบอกว่า
อ้อ
โรงแรมโอเรียนเต็ล งานนี้คนขับแท็กซี่ก็ได้ค่าจ้าง
เพื่อนชาวอังกฤษก็ได้ไปถึงที่หมายบวกกับความประทับใจในความพยายามและความรู้จักคิดแก้ปัญหาของคนขับแท็กซี่
อย่างไรก็ตามการที่ต้องขึ้นลงแท็กซี่บ่อยๆ กับการเสียเวลาเจรจาทำความเข้าใจว่าจะไปไหนก็หมดไปเกือบชั่วโมง
การติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ มีใช้กันแพร่หลายในคนเกือบทุกระดับแม้จะราคาจะแพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วก็ตาม
ทุกคนก็พยายามหามาไว้ใช้กันด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ กันไป และชาวต่างประเทศก็สามารถหาซื้อโทรศัพท์มือถือได้
แต่ซื้อแล้วใช้งานได้แค่ไหนนั้นอีกเรื่องหนึ่ง การบริการหลังการขายหรือความซื่อสัตย์ในการขายของคนไทยยังเทียบไม่ได้กับประเทศพัฒนาแล้ว
เวลาซื้อโทรศัพท์มือถือผู้ขายจะต้องบอกคุณสมบัติหรือการทำงานของเครื่องและระบบว่าทำอะไรได้บ้าง
และระบบหรือการบริการใดที่ลูกค้าต้องการเป็นพิเศษเนือ่งจากวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือใช้งานในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ซึ่งมักจะเน้นการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ การส่งข่าวสาร (message) ทางโทรศัพท์
ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่าไปซื้อมือถือของบริษัทยี่ห้อใหญ่และดังที่สุดในเมืองไทยมาใช้
ปรากฏว่าส่งข่าวสารไปออสเตรเลียไม่ได้ โทรไปถามที่ฝ่ายบริการของโทรศัพท์ที่ซื้อมา เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม
ในขณะที่เพื่อนทางออสเตรเลียแจ้งว่าเป็นเพราะระบบของเมืองไทยกับระบบที่ออสเตรเลียเข้ากันไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามันช่างเป็นเรื่องที่แย่มากเลยนะกับการบอกว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มถ้าต้องการส่งข่าวสารทางโทรศัพท์ไปออสเตรเลีย
หากเป็นที่อเมริกาแล้วบริษัทมือถือต่างหากที่จะต้องให้บริการหรือให้ทางเลือกอื่นเป็นการขอโทษลูกค้าในฐานะที่ไม่ได้บอกข้อมูลก่อนที่จะซื้อ
หรือการไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญเคยมาถามว่าหากจะโทร collect call
โดยใช้มือถือจะต้องหมุนเบอร์อะไร ด้วยความที่ไม่เคยใช้ก็ต้องพึ่งการบริการของ 1133
โทรไปคนแรกรับสายก็ไม่สามารถตอบได้ ต้องอธิบายอยู่พอสมควร เธอจึงให้รอเพื่อไปสอบถามผู้รู้คนอื่น
กว่าจะได้เบอร์ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่า collect call คืออะไร ต้องอธิบายเป็นภาษาไทยจึงได้เข้าใจ
และให้เบอร์โทรศัพท์ของศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ พอโทรไปศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ
เขาก็ให้เบอร์โทรศัพท์ของศูนย์โทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบ collect call ได้อีกที
กว่าจะได้เบอร์ที่ต้องการ ต้องหมุนโทรศัพท์ไปหลายแห่ง
มาถึงเรื่องที่พักสำหรับชาวต่างประเทศ ในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็แถวถนนข้าวสาร เพราะถูก ปลอดภัย มักจะเป็นกลุ่มวัยรุ่น
ชอบธรรมชาติ มากกว่าแสงสีเสียง ส่วนแถวสุขุมวิทนั้นที่พักจะมีราคาสูงกว่า และกลุ่มที่ไปพักหรือเที่ยวจะเป็นพวกที่ชอบแสง สีเสียง
และนารี มักจะเป็นพวกมีอายุประมาณกลางคนขึ้นไป ชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทยมีหลายกลุ่ม
แต่ละกลุ่มจะมีทัศนคติหรือระดับความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้จากการมีเงินมากหรือความร่ำรวยของบุคคล
ดังนั้นการจัดสร้างที่พักหรือแหล่งให้ชาวต่างประเทศพำนัก ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือระยะยาวจะต้องคำนึงถึงระดับความคิดด้วยมิใช่กำลังเงินเพียงอย่างเดียว
เดี๋ยวบ้านพักระยะยาวที่จะสร้างขึ้นจะกลายเป็นศูนย์ full moon party ไป
เชิญชวนชาวต่างประเทศเขามาเที่ยว แต่ไม่บอกวิธีการหรือให้ข้อมูลที่จะช่วยในการท่องเที่ยว ก็คงไม่มีใครอยากมา
ศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เอกสารที่จะช่วยนำทางแหล่งท่องเที่ยว มีน้อยมาก คนไทยมักจะใช้วิธีถามทางคนที่เคยไป
หรือไม่ก็ขับเดาไปเรื่อยๆ ส่วนชาวต่างประเทศมักจะมีคู่มือการเดินทางที่ซื้อมาจากประเทศของตนแล้ว แต่ก็ยังไม่ละเอียดมากนัก
ข้อมูลที่ลงรายละเอียด เช่นเส้นทางการเดินทางซึ่งควรจะหาได้ในประเทศไทยก็ไม่มี
หรือมีก็ไม่ละเอียด คู่มือที่ซื้อจากประเทศอื่นยังละเอียดกว่าของไทยเลย ส่วนเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
แม้แต่คนไทยไปไหนมาไหนยังต้องระวังตัว ชาวต่างประเทศก็รู้สึกเช่นกัน เพื่อนชาวอเมริกาบอกว่ากรุงเทพ สกปรกมาก
เขาชอบต่างจังหวัดมากกว่า อากาศดีกว่ากรุงเทพฯมาก
เวลาผ่านเลยมาสิบปีได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นว่าการต้อนรับนักท่องเที่ยวของไทยจะมีอะไรคืบหน้าหรือเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
การโฆษณา ประชาสัมพันธ์เมืองไทย หรือการให้รัฐมนตรีเดินทางไปประชาสัมพันธ์ในประเทศต่างๆด้วยตัวเอง
ต้องเสียเงินหลายสิบล้านกับการประชาสัมพันธ์นั้น จะไม่เกิดประโยชน์อันใดในระยะยาว
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในประเทศและนักท่องเที่ยว
ที่พูดว่า คิดใหม่ทำใหม่ นั้นยังมองไม่เห็นเลยว่าเป็นอย่างไร.

|
|