| ช่างจำนรรจา |
....๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๖.... |
|
| |
เวลาคนญี่ปุ่นทำงาน เขาจะไม่คุยกันในเวลางาน
แต่ถ้าเป็นไกด์จะตรงกันข้าม ไกด์ญี่ปุ่นต้องพูด ไม่ต่ำกว่า 80 % ของเวลาที่พาไป พูดจนลูกทัวร์ (คนไทย)
เบื่อมาก เขาถือว่าการไม่พูดคือการไม่ทำงาน ดูเหมือนว่าเมื่อไรควรพูด
และเมื่อไรไม่ควรพูดของคนไทยกับคนญี่ปุ่นจะมีแนวคิดที่ต่างกัน |
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองใหม่ เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่หลายท่านออกมาพูดขอร้องแกมบังคับ
ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือ พูดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่บ่อยๆ
ทำให้นึกถึงคำปรารภของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เคยได้มีโอกาสต้อนรับท่านเมื่อครั้งท่านไปเยือนประเทศญี่ปุ่น
จำได้ว่าท่านชี้ให้ดูพนักงานต้อนรับสาวสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องจัดเลี้ยง
คอยต้อนรับแขกที่มาก่อนให้นั่งรอเพราะห้องยังจัดไม่เสร็จ ท่านบอกว่ามองดูอยู่นานแล้ว
ไม่เห็นพนักงานสองคนนั้นคุยกันเลย ถ้าเป็นคนไทยละก้อ ช่วงที่ไม่มีแขก
จะหันหน้าเข้าหากัน คุยกันจนกว่าแขกจะเดินมาที่ประตูนั่นแหละถึงจะหยุดคุย
ในฐานะคนที่ทำงานที่ญี่ปุ่นมานาน ก็เลยตอบท่านไปว่า เวลาคนญี่ปุ่นทำงาน
เขาจะไม่คุยกันในเวลางาน แต่ถ้าเป็นไกด์จะตรงกันข้าม ไกด์ญี่ปุ่นต้องพูด ไม่ต่ำกว่า 80 %
ของเวลาที่พาไป พูดจนลูกทัวร์ (คนไทย) เบื่อมาก เขาถือว่า การไม่พูดคือ การไม่ทำงาน ดูเหมือนว่าเมื่อไรควรพูด
และเมื่อไรไม่ควรพูดของคนไทยกับคนญี่ปุ่นจะมีแนวคิดที่ต่างกัน
ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การประชุม ผู้บริหารของไทย
หลายคนบ่นเสมอว่า ประชุมบ่อยจนไม่มีเวลาทำงาน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
เมื่อทราบอยู่แล้วว่า การประชุมบ่อยๆ ทำให้งานไม่เดินไปข้างหน้า
แล้วยังประชุมกันอยู่ได้ แถมใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้เกือบทุกครั้ง
การทำงานกับคนญี่ปุ่นมักจะมีการประชุมบ่อย อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง แต่จะไม่นานเกินกว่าที่กำหนด
ส่วนมากจะพยายามไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมง เนื้อหาในการประชุมจะถูกเตรียมอย่างดี
เวลาประชุมจะให้ผู้ร่วมประชุมออกความเห็น และสรุปความเห็นนั้นๆ
หรือมอบหมายให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น งานจะเดินไปข้างหน้าทุกครั้งที่การประชุมสิ้นสุดลง
แต่การประชุมของคนไทย เนื้อหาที่ประชุมกับเวลามักจะไม่สอดคล้องกัน บ่อยครั้งที่เนื้อหามาก
แต่เวลาในการประชุมมีน้อยเกินไป หรือบางครั้งผู้เข้าร่วมประชุมชอบพูดออกนอกเรื่องจนกลับเข้าเรื่องเดิมไม่ถูกก็มี
การประชุมเพื่อพิจารณาบางเรื่องก็ไม่มีการเตรียมรูปแบบให้ผู้เข้าร่วมประชุมพิจารณา
หวังแต่จะให้ที่ประชุมออกแบบงานและทำให้เสร็จเดี๋ยวนั้น ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้เสียเวลามาก
บางทีก็แยกไม่ออกว่าประชุมระดับบริหารกับประชุมระดับดำเนินงาน นั้นต่างกันอย่างไร
ดูเหมือนจะใช้กันมั่วไปหมด ประชุมเสร็จ แต่ผลไม่เคยเสร็จตามการประชุมสักที
เรื่องล่าสุดที่มีการปรามเกี่ยวกับการพูดคือ เรื่องโรค SARS
ด้วยผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกรงว่าจะเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทย และชาวต่างประเทศ
จนทำให้การท่องเที่ยวของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ในขณะนี้ ต้องแย่ลงไปอีก
แต่อีกมุมมองหนึ่งของผู้ใหญ่ที่มีความห่วงใยต่อชีวิตคนไทยเห็นว่า
การบอกกล่าวซึ่งความจริงจะทำให้ประชาชนได้เตรียมตัวป้องกันล่วงหน้า
ไม่ประมาท ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายมีจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการให้เกิดสิ่งที่ดีกับคนไทย
และประเทศไทย แต่วิธีการต่างกัน วิธีไหนเหมาะสมมากกว่ากัน คงต้องให้ประชาชนเป็นคนพิจารณาเอาเอง
แต่ขอให้ข้อคิดว่า ถ้าคิดเหมือนเพื่อนบ้านเราประเทศต้นกำเนิดเชื้อนี้
ผลก็อาจออกมาเหมือนกับสภาพของประเทศเขาตอนนี้ก็ได้นะ
อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของเชื้อ SARS
ในเมืองไทยมีไม่มากถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ หากพิจารณาตามหลักแล้ว
คงเป็นเพราะได้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดจากกลุ่มเสี่ยงได้ดีพอสมควร
บวกกับเป็นระยะหน้าร้อนที่ทำให้เชื้อไวรัสมีอายุอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเป็นหน้าฝนหรือหน้าหนาว
ประเภทอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นบางประเทศที่มีการระบาดที่ค่อนข้างรุนแรง
เชื้อโรคจะมีโอกาสที่จะมีอายุนานขึ้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการแพร่ระบาด
จึงขอส่งความปรารถนาดีมาเตือนใจให้ทุกท่านกรุณาระมัดระวังดูแลรักษาสุขภาพให้ดี
การสร้างภูมิต้านทานต้องใช้เวลา ดังนั้น ที่คิดว่าถึงหน้าฝนแล้วค่อยทำ อาจช้าไปแล้ว
เริ่มออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเสียวันนี้
เพื่อที่จะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงในช่วงหน้าฝนที่จะถึงและในอนาคตต่อไป ด้วยคะ |
|
|
|
|
|