| แฟชั่นอบรม |
....๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๖.... |
|
| |
ในกลุ่มที่มีความแตกต่างกันมากนั้น
วิทยากรประจำกลุ่มจะเป็นคนที่สำคัญมาก กลุ่มใดที่มีท่าทีว่าผู้นำกลุ่มไม่สามารถนำกลุ่มได้
หรือสมาชิกในกลุ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้น วิทยากรประจำกลุ่มจะต้องเข้ามาช่วยผู้นำในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น
หรือชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง |
ที่หายหน้าไปนานหน่อยเพราะไปอบรมมาคะ นับเป็นช่วงเวลาที่ทรมานสุดๆ
เลยต้องขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องของเรื่องก็คือ มีการโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ว่ามีจัดอบรมทั้งเพื่อเพิ่มพูนความรู้บ้าง พัฒนาความคิด ทักษะ ไปจนถึงบุคลิกภาพ
สารพัดจะมีการจัดอบรมกัน หน่วยงานที่จัดก็มักจะเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงบ้าง องค์กรอิสระบ้าง
บริษัทฝึกอบรมหรือสมาคมต่างๆ ที่มีอยู่กันทั่วประเทศจนจำไม่ไหว ปีหนึ่งๆ
มีเรื่องเวียนเข้ามาให้ทราบเกี่ยวกับการจัดอบรมมากมาย เห็นคนโน้นคนนี้ไปอบรมกันคนละหลายหลักสูตร
คราวนี้ก็เลยขอไปบ้าง
การอบรมที่เลือกไปนี้ จัดโดยองค์กรอิสระ
กว่าจะเข้าไปอบรมได้ต้องผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ดูจากประวัติและประสบการณ์การทำงาน
รอบแรกนี้ได้ข่าวว่าคัดออกไปกว่าร้อยละ 60 ของคนที่สมัคร พอรอบสองก็ต้องสอบคัดออกอีกประมาณครึ่งหนึ่งคะ
จากนั้นจึงจะได้เข้าอบรม ช่วงแรกลำบากนิด แต่รู้สึกดี
เพราะดูเหมือนองค์กรอิสระนี้จะคัดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาอบรม
เนื่องจากมีผู้ที่อยากเข้ามาอบรมจำนวนมาก พอเห็นโปรแกรมการอบรมก็ยิ่งทึ่ง เพราะอบรมเจ็ดวัน
ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสามทุ่ม คิดว่าคงจะต้องการให้ผู้อบรมมีคุณภาพประมาณล้นแก้วกระมัง
ผู้เข้าอบรมเลยต้องเปิดห้องนอนที่โรงแรมที่จัดการอบรม
เมื่อเข้ารับการอบรมแล้ว ถึงได้รู้ซึ้งถึงความอึดอัด และทรมาน จะว่าไปแล้ว ความรู้ที่ได้จากการอบรมนั้น ก็ได้บ้าง
แต่ไม่มากอย่างที่คาดหวังไว้ ประสบการณ์ที่ได้จากการอบรมก็สุดแสนจะเลวร้าย
เสียสุขภาพจิตชนิดที่ไม่เคยพบในการอบรมที่ไหนมาก่อน ชักอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่ามันเป็นยังไง
คืออย่างนี้คะ ผู้เข้าอบรมมีความรู้ไม่เท่ากัน ข้อสอบที่สอบเข้ามานั้นเป็นข้อสอบที่เน้นความจำ
มากกว่าการวิเคราะห์ ทั้งๆ ที่การวิเคราะห์เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดของผู้ที่จะทำงานให้กับองค์กรนี้เมื่อจบการอบรม
ทีนี้ก็เลยเกิดความแตกต่างกันชนิดสุดโด่ง ครึ่งหนึ่งรู้เรื่องดี อีกครึ่งไม่รู้เรื่อง
ตอนที่ฟังวิทยากรบรรยาย และมีคำถามจากผู้ไม่รู้เรื่องบ้างนั้น
ยังพอจะทนได้บ้างเพราะวิทยากรพยายามตัดบทและมีข้อจำกัดเรื่องเวลา
แต่ตอนที่มีการแบ่งกลุ่มทำงาน กลุ่มหนึ่งมีสิบคน อย่างน้อย ครึ่งหนึ่งจะมีคนที่ทำงานไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง
ประเภทที่ไม่รู้เรื่องแล้วพยายามทำให้รู้เรื่องนั้นเป็นผู้ที่น่ายกย่อง แต่ประเภทที่ไม่รู้เรื่อง
สอนแล้วก็ยังเถียง ทำงานก็ไม่ได้ คิดว่าตนเองถูก ดีแต่พูด
งานของคนอื่นเสร็จหมดยกเว้นของตัวเอง ทำให้กลุ่มเสียหายไปด้วย เรียกว่าฉุด กระชาก ลาก ถู
ให้เดินในแนวทางที่ถูกต้องก็แล้ว ยังดึงดันจะไปเดินทางอื่นเสียงั้นแหละ
ทำให้มีหลายกลุ่มต้องเสียสมาชิกไปก่อนที่การอบรมจะสิ้นสุดอย่างน่าเสียดาย
เพราะผู้ที่ออกไปนั้น มักเป็นผู้มีคุณสมบัติดีกว่าคนที่ยังอยู่ เนื่องจากทนการเถียงข้างๆ คูๆ
หรือความเป็นเผด็จการไม่ไหว
ความจริงการที่สมาชิกในกลุ่มต้องจากไปแบบให้เหตุผลว่า
เพื่อรักษาสุขภาพจิตตนเอง นั้นน่าจะบ่งบอกอะไรบ้างแก่ผู้ที่จัดการอบรม โดยเฉพาะวิทยากรประจำกลุ่ม
ซึ่งมิได้เข้ามามีบทบาทอะไรที่จะทำให้กลุ่มสามารถทำงานไปด้วยกันได้
ในการจัดการอบรมที่ไม่มีความแตกต่างกันมากของผู้เข้าอบรม วิทยากรประจำกลุ่มอาจไม่ต้องทำงานมากนัก
แต่ในกลุ่มที่มีความแตกต่างกันมากนั้น วิทยากรประจำกลุ่มจะเป็นคนที่สำคัญมาก
กลุ่มใดที่มีท่าทีว่าผู้นำกลุ่มไม่สามารถนำกลุ่มได้ หรือสมาชิกในกลุ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้น
วิทยากรประจำกลุ่มจะต้องเข้ามาช่วยผู้นำในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น หรือชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง
ไม่ใช่มานั่งชวนสมาชิกในกลุ่มคุยเรื่องสัพเพเหระ อะไรจะเกิดในกลุ่มฉันไม่สนใจ
เป็นหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มจะจัดการกันเอง
งานที่มอบหมายให้กลุ่มทำไม่ควรเป็นงานที่ต้องทำซ้ำซาก ประเภทคัดลอกอันโน้นมาใส่ฟอร์มอันนี้
หรือปริมาณงานต้องไม่มากเกินไป ชนิดที่กำหนดการฝึกอบรมเขียนไว้ถึงสามทุ่ม แต่พอทำจริงปาเข้าไปเที่ยงคืน
ตีหนึ่งทุกวัน อบรมเสร็จก็มีการสอบด้วยนะ ข้อสอบก็ไม่ได้วัดการวิเคราะห์
แต่วัดความจำอีกเช่นเคย ไม่ต้องถามถึงเวลาดูหนังสือ เวลานอนยังไม่พอเลย
หลายคนทำไม่ได้เพราะหัวสมองไม่แล่นแล้ว อยากนอนอย่างเดียว เสร็จการอบรมแล้ว
ผู้เข้าอบรมที่ไม่รู้เรื่องก็ยังคงไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่ได้เพราะวิเคราะห์ไม่เป็น
รู้สึกเสียดายเงินทองที่ใช้จัดอบรมเหมือนเอาเงินไปทิ้งเปล่า
หลังจากการอบรมแล้วจะมีการประกาศว่าใครสอบผ่านบ้าง โดยดูจากการทำงานรายบุคคล
และการสอบร้อยละ 40 ส่วนงานกลุ่มนั้นให้ร้อยละ 60 ผู้เข้าอบรมหลายคนรู้สึกท้อแท้กับวิธีการประเมิน
เพราะลักษณะงานที่ผู้ผ่านการอบรมจะต้องไปทำ คืองานวิเคราะห์ ซึ่งเป็นความสามารถระดับบุคคล
จากนั้นจึงจะมาอภิปรายกันในกลุ่มเพื่อหาข้อตกลง ซึ่งกลุ่มที่จะทำงานด้วยกันจะเป็นคนที่เราเลือกแล้ว
ส่วนกลุ่มในการฝึกอบรมเป็นใครไม่รู้ ไม่มีความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์
เวลาทำงานคนที่ทำเป็นก็จะทำเป็นส่วนมาก ที่เฉยๆ ไม่ทำอะไรก็มี ที่คอยทำให้กลุ่มเสียก็มี
หากให้คะแนนยกกลุ่มก็จะทำให้มีพวกที่ไม่มีความสามารถติดไปด้วย
หรือไม่พวกที่มีความสามารถแต่ถูกคนในกลุ่มดึงลงมาทำให้ไม่ผ่าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ผ่านการอบรมแล้ว เวลาที่ออกไปปฏิบัติงานให้องค์กรอิสระนั้น
ผลงานก็จะไม่มีคุณภาพทั้งยังสร้างปัญหาตามมาอีกด้วย
ขอฝากไว้กับหลายๆ คนที่คิดจะจัดการอบรม
ควรคำนึงถึงคุณสมบัติของผู้เข้าอบรม ว่าอยู่ในระดับที่พัฒนาได้แค่ไหน ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานอะไร
เนื้อหาในการอบรมจะต้องเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมจากสิ่งที่ผู้เข้าอบรมรู้แล้ว
และที่สำคัญเป็นสิ่งที่ผู้จัดการอบรมต้องการให้เกิดในตัวผู้เข้าอบรม
วิทยากรประจำกลุ่มต้องมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตน และมีความสามารถในการจัดการปัญหา
ส่วนผู้ที่คิดจะเข้าอบรมคงต้องทำใจ เพราะบางทีหน่วยงานที่ได้ชื่อว่ามีความเชี่ยวชาญในการอบรมแล้ว ก็ยังทำอะไรแตกต่างจากหลักการได้อย่างสุดๆ
เหมือนกัน คงต้องแล้วแต่ดวง ที่แน่ๆ งานนี้ผู้เขียนถูกอบจนทั้งกรอบ และไหม้เลยล่ะคะ
|
|
|
|
|
|