Gulliver Travels
๕ เม.ย. ๔๔
อัธยา โกมลกาญจน
ผู้แต่งคือ Jonathan Swift (1667-1745) นักวิจารณ์เชื้อสายแองโกล-ไอริช (Anglo-Irish) ที่ชอบเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมือง
และสังคม สวิฟท์เป็นกวีร้อยแก้วผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอังกฤษ งานเขียนของเขามักเป็นงานเขียนเป็นชุด บรรยายความเจ้าเล่ห์
และความเป็นนักเสแสร้งของมนุษย์ จนผู้อ่านที่ช่างสังเกต และชอบศึกษาชีวิตอาจจะรู้สึกได้ว่า เขาคงจะไม่มีความสุขนักในท่ามกลางผู้คน
เขาน่าจะชอบอยู่คนเดียวโดยมีสตรีที่เขาไว้ใจเพียงสองนางที่เขาเขียนชื่อไว้ในบทประพันธ์ของเขาว่าวาเนสซา (Vanessa)
กับสเตลลา (Stella) เมื่อทั้งสองนางนี้เสียชีวิตไป สวิฟท์จึงคลุ้มคลั่ง และยิ่งปลีกตัวหนีผู้คนไปอยู่โดดเดี่ยว จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
ร้อยแก้วเรื่องแรกของเขาคือ The Battle of the Books (1697) และต่อมาคือ Tale of a Tub (1704) งานเขียนของเขามักจะแทรกบทวิจารณ์บุคคล
และการเมืองแบบผู้สันทัดกรณี เนื่องจากเขาเคยเป็นนักการเมืองสังกัดพรรควิก (Whig )และต่อมาด้วยเหตุผลบางประการ
เขาก็ลาออกจากพรรคนี้ มาสังกัดพรรคทอรี (Tory) และเขียนหนังสือวิจารณ์พรรควิกอย่างเผ็ดร้อนใน Examiner (ค.ศ.1710)
และต่อมาคือ The Conduct of the Allies (November 1711) กล่าวหาว่าพรรควิกเป็นผู้พยายามยืดเวลาในสงครามสืบราชสมบัติสเปนทั้งๆ
ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศเลย ส่วนเรื่องต่อมาของสวิฟท์คือ Stella and Vanessa
ที่มีผู้กล่าวถึงว่าทั้งสองชื่อน่าจะเป็นนามแฝงของสตรีสองนาง ในชีวิตของสวิฟท์ก็ได้
เรื่องการผจญภัยของกัลลิเวอร์ ถือเป็นงานชิ้นเอกของสวิฟท์ที่เขียนโดยใช้นามปากกา มีลักษณะเป็นบันทึกการเดินทาง
ที่ถือโอกาสบรรยายเชิงวิจารณ์สังคมไปในตัว กำหนดเนื้อเรื่องประมาณค.ศ. 1669-1713 ดำเนินเรื่องในอังกฤษกับดินแดนสมมติหลายแห่ง
พิมพ์ครั้งแรกระหว่างค.ศ.1726-27 และเพราะสวิฟท์ยังไม่ต้องการเปิดเผยตัว เขาจึงใช้ฃื่อเรื่องว่าTravels into Several Remote Nations
of the World, by Lemuel Gulliver" ผู้อ่านเรื่องนี้พอจะจับได้ว่าผู้เขียนใช้โอกาสของตนเขียนเชิงวิจารณ์มนุษย์
แต่ก็พอจะมีคนที่ตนรักอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งความเกลียดนี้ถูกดึงออกมาเขียนในเชิงวิจารณ์การเมือง
และสังคมพุ่งเป้าไปที่ชาวอังกฤษที่จะเป็นเสมือนตัวแทนของมนุษย์ทั่วไป (เน้นที่พรรคการเมือง Whigs เป็นพิเศษ)
เขาพยายามให้รายละเอียดอย่างถี่ยิบ เพื่อให้ผู้อ่านจับประเด็นได้ นับว่าเป็นผลงานวิจารณ์สังคมที่ดีเป็นงานชิ้นเอกของโลกชิ้นหนึ่ง
เนื้อเรื่อง
 |

เลมูลเอล กัลลิเวอร์ นักฟิสิคส์ทำหน้าที่เป็นหมอประจำเรือ Antelope ออกเดินทางจากเมืองบริสตอลมุ่งสู่ทะเลใต้ในเดือนพฤษภาคม |
ค.ศ.1699 ขณะที่เรือแล่นมาถึงบริเวณใกล้เกาะทัสมาเนีย เรือก็ล่มเพราะถูกพายุ กัลลิเวอร์พยายามว่ายน้ำเข้าฝั่ง
ซึ่งแม้ในที่สุดเขาจะรอดตายแต่ก็หมดสติไปนานเท่าใด ก็คงไม่สามารถจะจดจำได้ แถมเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
เขาก็พบว่าตัวเองนั้นถูกมัดกลิ้งอยู่บนพื้นทราย ในฐานะเป็นเชลยของมนุษย์ตัวเล็กสูงเพียง 6 นิ้วเสียแล้ว
มนุษย์ตัวเล็ก หรือคนแคระเหล่านั้นช่วยกันลากกัลลิเวอร์ขึ้นรถเทียมม้า(ที่ตัวเล็กเหมือนกัน) ถึง15,000 ตัว
พากันเดินทางไปถึงเมืองลิลลิพุท (Lilliput) บรรดาคนแคระเหล่านั้นช่วยกันจับกัลลิเวอร์ล่ามโซ่ไว้ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่สุดของเมือง
ในระหว่างที่ถูกขังอยู่ กัลลิเวอร์ไม่ได้ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขาได้เรียนรู้ภาษาของคนแคระ
และต่อมาเมื่อถูกนำตัวไปเฝ้าพระราชา กัลลิเวอร์ก็สามารถพูดภาษา และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของคนแคระได้
นับเป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับคนแคระที่เห็นว่าควรจะให้เสรีภาพแก่กัลลิเวอร์ ฝ่ายกัลลิเวอร์เองก็ได้พบว่าเมืองน้อยๆ
นี้มีสภาพไม่ต่างไปจากบ้านเมืองในยุโรปเลย
ต่อมาเมืองลิลลิพุทก็ตกอยู่ในอันตรายจากการรุกรานของเพื่อนบ้าน แห่งอาณาจักรเบลฟัสคู (Blefuscu)
กัลลิเวอร์อาสาสมัครช่วยเหลือพระราชา เขาบุกตะลุยเข้าไปที่กองเรือศัตรูที่จอดรอกระแสลมอยู่กลางทะเลประมาณ 800
หลา จากฝั่งเมืองลิลลิพุท กัลลิเวอร์ใช้สายเคเบิลผูกโอบลากกองเรือเหล่านั้นเข้าฝั่ง และฝ่ายเบลฟัสคูต้องยอมแพ้
กัลลิเวอร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนาง และก็คงจะเป็นที่พอพระทัยของพระราชาตลอดไป
ถ้าไม่บังเอิญได้เกิดขัดแย้งกัน เมื่อพระราชาต้องการกดพวกเบลฟัสคูลงเป็นทาส แต่กัลลิเวอร์ต้องการปลดปล่อยพวกนั้นไป
ฝ่ายสนับสนุนกัลลิเวอร์พากันไปที่รัฐสภา เพื่อเจรจาสงบศึก ทำให้ฝ่ายราชสำนักไม่พอใจกัลลิเวอร์
 |
กัลลิเวอร์ตัดสินใจเดินทางไปเมืองเบลฟัสคู พระราชา และชาวเมืองนั้นให้การต้อนรับกัลลิเวอร์อย่างดี
จนวันหนึ่งเขาได้พบเรือเล็กลอยมาติดชายฝั่ง ช่างฝีมือของเบลฟัสคู ช่วยกันซ่อมแซมเรือนั้น
จนสามารถใช้เดินทางกลับไปยังเมืองศิวิไลซ์ของเขาได้ กัลลิเวอร์ขนวัว และแกะจำนวนหนึ่งไปด้วย
ระหว่างการเดินทางเขาก็ได้รับความช่วยเหลือ จากขบวนเรืออังกฤษรับตัวเดินทางกลับไปอังกฤษ
แต่คงจะเป็นด้วยใจรักการเดินทาง ทำให้กัลลิเวอร์สามารถอยู่กับครอบครัวได้ไม่นานก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อไปกับเรือชื่อแอดเวนเจอร์
(Adventure) มุ่งไปอินเดีย กระแสลมพัดพาเรือไปถึงดินแดนส่วนหนึ่งของไซบีเรีย (Great Tartary)
และขณะที่ลูกเรือพากันขึ้นฝั่ง เพื่อเตรียมจัดหาเสบียงเพิ่มเติม ยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งไล่ตามคนเหล่านั้นวิ่งกลับไปที่เรือ
ส่วนกัลลิเวอร์ที่แยกกลุ่มไปเดินเล่นบนท้องนากลับถูกชาวนาตัวใหญ่สูงถึง 40 ฟุตจับตัวไว้
เขาต้องเปลี่ยนสภาพเป็นเสมือนสัตว์เลี้ยงของครอบครัว ชาวนาที่พากันเห็นเขาเป็นตัวตลกขบขัน
มีลูกสาวชาวนาอายุ 9 ขวบที่ยังสูงไม่ถึง 40 ฟุตทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล
ชาวนาพากัลลิเวอร์ไปเปิดการแสดงครั้งแรกที่ตลาด แล้วต่อจากนั้นก็เข้าไปในเมืองใหญ่ในฐานะเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยๆ
การแสดงซ้ำๆ หลายครั้งทำให้สุขภาพของกัลลิเวอร์ย่ำแย่ใกล้ตาย ชางนาจึงขายเขาให้พระราชินี พระนางจัดหาหมอมารักษา
และทดลองเล่นกับเขาอย่างเป็นตัวประหลาด กัลลิเวร์ต้องเผชิญกับหนูที่ตัวเท่าสิงห์โต และคนแคระที่สูงถึง 30 ฟุต
มดตะนอยที่ตัวใหญ่เท่านกกระทา แอปเปิลที่ลูกใหญ่เท่าลูกตุ้ม และก้อนกรวดที่ลูกใหญ่เท่าลูกเทนนิส
ต่อมา กัลลิเวอร์ได้เข้าเฝ้าพระราชาที่ทรงซักถามเรื่องราวของประเทศอังกฤษ เขาก็เล่าไปเท่าที่รู้
และเวลาก็ผ่านไปถึงสองปีที่อาณาจักรโบรบดิงนัล (Brobdingna) เมืองยักษ์แห่งนั้น กัลลิเวอร์จึงสามารถหลบหนีออกมาได้ราวปาฎิหารย์
โดยเกาะติดกล่องที่นกพาบินมาทิ้งลงในเรือที่มุ่งเดินทางไปอังกฤษ เมื่อเขากลับมาถึงบ้านครั้งนี้ กัลลิเวอร์มีความสุขมาก
ที่ได้มาอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีขนาดใกล้เคียงกับเขา
แต่แล้ว กัลลิเวอร์ก็เกิดความต้องการที่จะเดินทางอีกครั้งหนึ่ง เขาเดินทางไปกับเรือตามเคย และก็คงจะซ้ำรอยเดิม
เมื่อเรือถูกปล้น กัลลิเวอร์ต้องตุหรัดตุเหร่ไปกับเรือเล็กๆ ไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง เขาได้เห็นสิ่งลอยได้อย่างหนึ่งตกลงมาจากบนฟ้า
มันเป็นเกาะชื่อลาปูตา (Laputa) มีพระราชา และประชาชนที่โง่จนต้องมีที่ปรึกษาคอยแนะนำทุกเรื่อง
แม้แต่ว่าควรจะสนทนาเรื่องอะไร แผ่นดินลอยนี้เคลื่อนไปลอยอยู่เหนือทวีปบัลนิบารี (Balnibari) กัลลิเวอร์ได้รับอนุญาตให้ลงไปเที่ยว
เขาได้เห็นวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีการแสดงโครงการปรับปรุงด้านเกษตรกรรมหลายร้อยโครงการ ที่มองดูแล้วไม่น่าจะทำได้เลย
กัลลิเวอร์ลงเรือเดินทางต่อไปเมืองพ่อมดชื่อกลับบ์ดับดริบ( Glubbdubdrib)
พ่อมดแห่งเมืองนี้สามารถแปลงตัวเป็นพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีซ
เป็นฮันนิบีล ซีซาร์ ปอมเปย์ และเซอร์โทมัส มอร์ ทำให้กัลลิเวอร์ได้มีโอกาสสนทนากับบุคคลเหล่านั้น
จนได้รู้ว่าแท้จริงแล้วการบันทึกประวัติศาสตร์ที่เขาได้เรียนรู้นั้น ยังมีหลายเรื่องที่คลาดเคลื่อน

กัลลิเวอร์ออกเดินทางต่อไปถึงเมืองลักก์นักก์ (Luggnagg) เขาได้เฝ้าพระราชาที่ทรงมีชีวิตเป็นอมตะ คือไม่ตาย
ก่อนที่เขาจะเดินทางต่อไปถึงญี่ปุ่น แล้วจึงเดินทางกลับอังกฤษที่เขาจากไปนานกว่าสามปี
|
 |
หลังจากการเดินทางไปหลายเมืองที่ผ่านมา เขาจึงได้กลับมาอยู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง น่าแปลกที่ครั้งนี้
กัลลิเวอร์กลายเป็นพวกที่ไม่สามารถจะอยู่ที่เดียวอย่างสงบ เขาจึงออกเดินทางจากเมืองปอร์ทมัธ
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1710 เพื่อมุ่งไปทะเลใต้ แต่ลูกเรือก่อกบฎจับกัปตันกัลลิเวอร์ขังไว้นานเป็นเดือนกว่าที่เขาหนีออกมาได้อีก
ครั้งนี้เขาเดินทางไปถึงเกาะของคนครึ่งลิงครึ่งมนุษย์ที่พากันตกใจเมื่อเห็นม้า ทำให้กัลลิเวอร์รู้ว่าเขาเดินทางมาถึงเกาะม้า
Houyhnhnms ที่มีความฉลาดหลักแหลมกว่าคนถ่อยยาฮู Yahoos กัลลิเวอร์ต้องอาศัยดำรงชีวิตด้วยการกินเค้กข้าวโอ๊ต
และนมแบบเดียวกับพวกคนม้าเหล่านั้น และที่ทำให้พวกคนม้ารู้สึกตกใจก็คือการที่กัลลิเวอร์เล่าว่า
ม้าในอังกฤษนั้นกลับต้องรับใช้คนที่มีรูปร่างเหมือนคนถ่อยยาฮู และมีฐานะเป็นสัตว์ป่าด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ กัลลิเวอร์ยังเล่าเรื่องต่างๆ อีกหลายเรื่องเช่นเรื่องการตัดสินคดี และความเป็นอยู่ของชาวอังกฤษให้ม้าแสนฉลาดเหล้านั้นฟัง
กัลลิเวอร์ทำเหมือนกับที่เวลาเขาไปถึงดินแดนอื่นๆ มาแล้วคือพยายามเล่าถึงประเทศของตน
ซึ่งม้าเหล่านี้พากันตกตกใจไม่น้อย กับเรื่องที่ได้รับรู้ว่าม้ากลายเป็นทาสของคนในบ้านเมืองของกัลลิเวอร์
|
 |
กัลลิเวอร์อาศัยอยู่ที่เมืองม้านานจนวันหนึ่ง ที่ประชุมสภาม้าได้มีการประชุมตัดสินว่า กัลลิเวอร์ควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปที่เมืองม้า
โดยมีฐานะเช่นเดียวกับพวกยาฮู หรือควรจะปล่อยให้เขาว่ายน้ำกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของเขา กัลลิเวอร์ไม่อยากว่ายน้ำ
จึงแอบต่อเรือหนี โชคดีที่เขาได้พบกับกองเรือปอร์ตุเกส แต่อาจจะเป็นด้วยเขาอยู่เมืองม้านานพอที่จะซึมซับว่ามนุษย์คือยาฮูแสนโง่
เขาจึงพลอยเกลียดมนุษย์ เมื่อมาถึงปอร์ตุเกส และได้เดินทางกลับอังกฤษ เมื่อพบครอบครัว เขากลับรู้สึกรังเกียจที่ภรรยาจูบเขาถึงกับเป็นลม
เขาเริ่มจะชินเสียแล้วว่าเขาเกลียดมนุษย์ บัดนี้เขาเหลือเพียงม้าเท่านั้นที่เป็นมิตรแท้ในโลก
ข้อคิดจากนิยายเรื่องนี้
ไม่เชิงเป็นการสั่งสอนให้ประพฤติปฎิบัติอย่างใดโดยตรง แต่จะแสดงความเบื่อสังคมมนุษย์ที่มีการเสแสร้ง
ทั้งแสดงว่าตนเป็นผู้รู้ โดยไม่รู้จริง หรือแม้แต่การเป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าตนไม่รู้ สถานที่หลายแห่งที่กัลลิเวอร์เดินทางไปถึงมีความหลากหลาย
เหมือนกับจะทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า คนเราอย่าคับแคบฝังใจอยู่ที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น เพราะจะทำให้ไม่เป็นผู้รู้จริง
ชื่อเมืองต่างๆ ที่ดูแปลกก็เหมือนจะเป็นสัญญาณจากผู้เขียนให้ระลึกได้ว่าเมืองที่เขาอ้างถึงนั้นไม่ได้มีอยู่จริง
การสรุปเรื่องที่เมืองคนม้าแสดงถึงการที่มนุษย์ไม่ควรหลงตนเองว่า มีความเจริญกว่าสัตวโลกประเภทอื่น
เพราะในทางกลับกันนั้น มนุษย์ก็อาจถูกมองจากสัตว์โลกอื่นว่าเป็นพวกป่าเถื่อนด้อยความเจริญก็ได้
ความลึกซึ้ง และมุ่งมั่นในการเขียนเรื่องเป็นเชิงดูหมิ่นมนุษย์ของสวิฟท์นี้ อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากการเสียชีวิตของสตรีสองนาง
คือผู้ที่ถูกสมมุติว่าเป็นวาเนสซา และสเตลลาในเรื่อง Stella and Vanessa ซึ่งหนึ่งในสองนั้นเป็นสตรีที่สวิฟท์ผูกพันด้วย
สวิฟท์คลุ้มคลั่งถึงเธอ และในที่สุดก็เสียสติ ก่อนถึงแก่กรรมอย่างเดียวดายในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.1745
หมายเหตุ Whig เป็นชื่อพรรคเสรีนิยมหรือลิเบอรัลของอังกฤษ
ต้องการให้รัฐสภามีอำนาจเหนือกษัตริย์ และจำกัดสิทธิของคนชั้นสูง เป็นนโยบายตรงกันข้ามกับพรรค Tory
หรือคือ Conservative หรือพรรคอนุรักษ์นิยมในปัจจุบัน
|