The Hunchback of Notre Dame
๓๑ พ.ค. ๔๔
อัธยา โกมลกาญจน

ผู้ประพันธ์นิยายเรื่องนี้เป็นนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Victor Hugo (1802-1885) เป็นผู้นำขบวนการณ์โรแมนติก (romantic) ที่มิได้มีความสามารถเพียงการสร้างเรื่องราว และตัวละครขึ้นมาเท่านั้น แต่เขายังสามารถอธิบาย และผูกเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านหลงเชื่อโดยสนิทใจว่ามีตัวละครดังกล่าวจริงๆ ซึ่งตัวละครที่เขาสร้างขึ้นในโลกวรรณกรรมมีอาทิในเรื่อง The Hunchback of Notre Dame มีคุณสมบัติเพียบพร้อม เป็นนวนิยายที่ดีที่สุดเพราะสร้างเรื่องราวได้ตื่นเต้น วางโครงเรื่องให้ดำเนินไปในสถานที่งดงาม การเดินเรื่องประกอบด้วยรายละเอียดลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุด คือความประทับใจที่ไม่สามารถลืมได้ นอกจากนี้ยังสามารถให้ข้อคิดว่า บางทีพระเจ้าก็สร้างความไม่สมบูรณ์ในรูปแบบของมนุษย์ขึ้นมา เพราะความบกพร่องของพระเจ้า ของสังคมหรือแม้กระทั่งด้วยวิญญาน และจิตของมนุษย์เอง แต่ในที่สุดแล้วมนุษย์ก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยน ความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นให้เป็นความสมบูรณ์ จนสามารถบรรลุความยิ่งใหญ่แห่งจิตวิญญานได้เหมือนกัน
โดยทั่วไปแล้ว งานวรรณกรรมของฮูโก มีผลบันดาลใจอย่างยิ่งต่อพวกโรแมนติกนิยม และประวัติของฮูโกโดยสังเขป ตั้งแต่สถานที่เกิดของเขาก็คือเมือง Besancon เขาเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นมาตั้งแต่เด็กที่จะเป็นนักเขียน เขาได้รับรางวัลที่น่าภูมิใจที่สุด French Academy for a poem ใน ค.ศ.1817 และอีก 5 ปีต่อมาก็ได้ตีพิมพ์บทประพันธ์บทแรกคือ Odes et poesies diverses (Miscellaneous Odes and Poems), Han d' islande (Han of Iceland,1823), Bugjargal (1824), Ode et Ballaades (1826), Cromwell (1827) และเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง
ระยะเวลาที่ฮูโกผลิตงานของเขามากที่สุด คือระหว่าง ค.ศ.1829-43 มีนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เด่นมากคือ The Hunchback of Notre Dame (1831) เรื่องนี้สมมติเวลาไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทำให้เขามีชื่อเสียงมาก จนทำให้ได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกของ French Academy ใน ค.ศ.1841 เรื่องอื่นๆ ของฮูโก คือLes Orientales (1829), Les Feuilles d' automne (1831), Ruy Blas (1838), และ Les burgraves (1843) ซึ่งหลังจากที่เขียนเรื่องนี้ ตัวเขาเองได้พบเรื่องร้ายในชีวิต คือการที่บุตรสาวและบุตรเขยจมน้ำตาย
ฮูโกเริ่มเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว โดยเลือกฝ่ายนิยมกษัตริย์ เพราะความที่เขาเติบโตมาในบ้านของตระกูล bonapart และกษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปก็แต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางใน ค.ศ.1845 ทว่าเมื่อเกิดการปฎิวัติ ค.ศ.1848 ฮูโกกลับเปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายรีปับลิกัน เขาเข้าไปร่วมในการปฏิวัติต่อต้านประธานาธิบดีหลุยส์ นโปเลียนใน ค.ศ.1851 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ฮูโกต้องหนีไปอยู่เบลเยียมตั้งแต่ ค.ศ.1855 เป็นต้นมา ฮูโกได้ไปใช้ชีวิตที่เกาะ Guernsey โดยตลอด
(หลุยส์ นโปเลียนเป็นนัดดาของพระจักรพรรดินโปเลียน และเป็นบุตรของหลุยส์ โบนาปาร์ต ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีภายหลังการปฎิวัติ ค.ศ.1848 ในฝรั่งเศส แต่พระองค์กลับสถาปนาตนเองเป็นพระจักรพรรดิใน ค.ศ.1852 เปลี่ยนการปกครองของฝรั่งเศสเป็นจักรวรรดิครั้งที่สอง (The Second Empire) เฉลิมพระนามว่าพระจักรพรรดินโปเลียนที่สาม ทรงดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นคู่แข่งสำคัญกับออตโต ฟอน บิสมาร์กของเยอรมนี และพระองค์ต้องถูกลดความสำคัญลงตั้งแต่ ค.ศ.1860 เมื่อบิสมาร์กดำเนินนโยบาย "โดดเดี่ยวฝรั่งเศส" พระองค์ถูกจับในสมัยสงครามฟรังโก-ปรัสเซียน ซึ่งเป็นสงครามที่บิสมาร์กทำให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้การรวมเยอรมนีสำเร็จลงใน ค.ศ.1871 พระจักรพรรดินโปเลียนที่สามต้องทรงสละราชสมบัติ และสิ้นพระชนม์ในระหว่างสมัยการถูกเนรเทศ)
หนังสือเชิงเสียดสีที่ฮูโกเขียนระหว่างพักอยู่ที่เกาะ คือ Napoleon le petit (1852), Les contemplations (1856), มหากาพย์เล่มแรกของเขา คือ La legende des siecles 1859-83, กับเล่มที่ยาวที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดของเขา คือ Les miserables (1862) วิพากย์วิจารณ์สังคมอยุติธรรมของฝรั่งเศสไว้หลากหลาย
ฮูโกเดินทางกลับฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสมัยจักรวรรดิครั้งที่สองสิ้นสุดลงใน ค.ศ.1870 และได้เขียนงานชิ้นต่างๆ อีกหลายเล่ม ก่อนที่จะเสียชีวิตลงในวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.1885 ที่ปารีส ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่ใต้ประตูชัย และต่อมาก็ได้รับการฝังใหม่ที่ Pantheon ซึ่งเป็นสถานที่รวมสำหรับฝังศพบุคคลที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสเท่านั้น


เนื้อเรื่องย่อ
พระเจ้าหลุยส์ที่ 11 แห่งประเทศฝรั่งเศสทรงมีพระราชประสงค์ ที่จะอภิเษกพระโอรสองค์ใหญ่กับ Margaret of Flanders พระองค์ทรงหวังว่าทูตของแฟลนเดอร์ จะเดินทางมาเข้าเฝ้าในเดือนมกราคม ค.ศ.1482 แล้ววันที่ยิ่งใหญ่ก็มาถึง เมื่อเกิดการพ้องกันของวัน Epiphany (วันที่ 6 มกราคมทุกๆ ปีเป็นวันที่พระเยซูเสเจมา หรือที่เรียกว่า "วันที่สิบสอง") กับวันเลี้ยงเฉลิมฉลองคนโง่ (celebration of the Festival of Fools) ชาวปารีสพากันมาชุมนุมกันอึกทึกครึกโครมที่ Palace of Justice เพื่อชมละคร และคัดเลือก Prince of Fools ระหว่างนั้นก็รอการมาของอาคันตุกะชาวเฟลมิช แต่ปรากฎว่าท่านทูตมาสาย Gringoire กวีไร้ทรัพย์สติไม่สู้ดีจึงสั่งให้เริ่มการแสดงได้ แต่เมื่อการแสดงไปได้ครึ่งเรื่องก็ต้องหยุดชะงัก เพราะมีขบวนเสด็จผ่านไปที่พระราชวัง ระยะหยุดพักการแสดงคงจะนานพอสมควร จึงทำให้เมื่อขบวนผ่านไปแล้ว ละครก็ยังไม่เริ่ม ประชาชนที่มุงดูจึงโห่ร้องให้เริ่มการคัดเลือกเจ้าชายโง่เสียที
คนที่จะได้รับการเลือกเป็นเจ้าชายโง่ คือผู้ที่มีร่างกายอัปลักษณ์ ผู้ประกวดจะมาโชว์หน้าที่กระจกหน้าต่าง เพื่อรอให้ประชาชนโห่ร้องเป็นการคัดเลือกบุคคลนั้น ปรากฎว่าคนที่ได้รับการโห่ร้องมาก คือ Quasimodo ชายหลังค่อมผู้ที่มีหน้าที่เคาะระฆังที่โนตเตรอดามส์ เขาเป็นชายอัปลักษณ์ที่คงจะหาใครเหมือนไม่มีอีกแล้ว เขามีดวงตาข้างหนึ่งบุ๋มลึกเข้าไปในตุ่มตาพองนูน ฟันยื่นออกมาเหนือริมฝีปากล่างที่ห้อยย้อยเหมือนงวงช้าง คิ้วเป็นขนแข็งๆ สีแดง จมูกใหญ่ห้อยลงมาปิดริมฝีปากบนเหมือนท่อยาง แขนยาวยืดห่างออกมาจากไหล่ดูแกว่งไกวเหมือนลิง เขาหูหนวกเพราะเสียงระฆังที่ดังกรอกหูอยู่ทุกวัน แต่กลับมีสายตาไว
ควัวสิโมโดรู้ได้ด้วยสัญชาติญานว่า เขาได้รับการโห่ร้องเพราะเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ก็ยังไม่กล้าจะไว้ใจผู้คนเท่าใดนัก คนเหล่านั้นเข้ามาช่วยแต่งตัวและแบกเขาขึ้นบ่า แห่ไปรอบเมืองท่ามกลางคนที่จ้องมองเขาตลอดเส้นทาง ขบวนหยุดลงในเวลาต่อมาที่วงเต้นรำของสาวยิปซี คือ La Esmerelda ที่กำลังเต้นและร้องเพลง โดยมีแพะคู่ใจเต้นตามเสียงกลองรำมะนาของเธอ ทั้งคู่ได้รับความสนใจจากชาวปารีสเป็นอย่างมาก แต่ก็มีบางคนกล่าวหาว่า เธอเป็นแม่มดที่ใช้เวทมนตร์สะกดจิตให้ผู้คนมารุมล้อมฟัง
เมื่อการแสดงเลิกแล้วในคืนนั้น กวีกริงกัวร์เดินไปตามถนนเหมือนคนเร่ร่อน อารมณ์ของเขาไม่แจ่มใสนัก แต่เขาก็กลับกระตือรือล้นขึ้น เมื่อเหลือบเห็นเอสเมอแรนดาเดินอย่างรีบเร่งอยู่ข้างหน้า เขาเร่งฝีเท้าตามเธอไปเรื่อยๆ และแล้วจู่ๆ ก็มีชายสวมเสื้อคลุมสีดำออกมาจับตัวเธอไว้ กริงกัวร์กำลังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าชายสวมเสื้อคลุมนั้นเป็นใคร แต่เขาจำชายที่ตามชายสวมเสื้อคลุมว่าคือควัวสิโมโด

กริงกัวร์ยังยืนงงอยู่ ชายหลังค่อมก็เดินเข้ามา และตีกริงกัวร์อย่างแรง พอดีมีคนขี่ม้ามาจากอีกถนนหนึ่ง ชายคนใหม่เห็นเอสเมอเรลดาในอ้อมแขนของชายสวมเสื้อคลุม เขาจึงสั่งให้ปล่อยผู้หญิงเสีย หรือไม่ก็จะต้องถูกฆ่าตาย โดนเข้าไม้นี้ ชายสวมเสื้อคลุมกับลูกน้องจึงรีบผละหนีไป เอสเมอเรลดาจึงถามชื่อของชายที่ช่วยเธอไว้ เขาบอกชื่อของเขาว่าเขาคือ Captain Phoebus de Chateaupers ซึ่งเอสเมอเรลดาหลงรักเขาในทันที
กริงกัวร์ไม่ได้สนใจเรื่องที่จะมีการลักพาตัวครั้งนี้มากนัก ซึ่งถ้าเขารู้เขาคงจะตกใจมากทีเดียว เพราะชายที่สวมคลุมดำนั้นเป็นพระชื่อ Claude Frollo ประจำอยู่ที่โนตเตรอดาม ในอดีตนั้นเขาเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ แต่เพราะความเหงา และความสนใจเรื่องการทรงเจ้า และเรื่องเวทย์มนตร์ต่างๆ ทำให้เขาพยายามค้นคว้าศึกษาอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจมาบวชเป็นพระ
เมื่อควัวสิโมโดถูกส่งตัวมาอยู่ที่วัด เพราะคนทั่วไปพากันรังเกียจรูปกายอัปลักษณ์ของเขานั้น คนที่ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีของเขาตลอดมา คือฟรอลโล ควัวสิโมโดจึงจงรักภักดีต่อฟรอลโลมาก เขายอมปฏิบัติตามคำสั่งของฟรอลโลทุกประการ โดยไม่มีเงื่อนไข แม้เมื่อฟรอลโลขอให้ช่วยในการลักพาตัวหญิงสาวยิปซีแสนสวย ควัวสิโมโดก็ยินยอมปฎิบัติตามทันทีโดยไม่โต้แย้ง
เรื่องทำท่าจะยุ่งยากเมื่อมีคนมาขัดขวางการกระทำของพวกตน ควัวสิโมโดและฟรอลโลจึงรีบกลับวัด ส่วนกริงกัวร์ก็เดินต่อไปเรื่อยเปื่อยจนมาถึงถิ่นของหัวขโมย เขาถูกจับและหัวขโมยตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าไม่มีหญิงคนใดคนหนึ่งในกลุ่มขอเขาแต่งงาน กริงกัวร์ก็จะต้องถูกฆ่าตาย ทันใดนั้นเอสเมอเรลดาก็ปรากฎตัวขึ้น และขอแต่งงานกับเขา กริงกัวร์รอดตายและได้แต่งงานกับเอสเมอเรลดา แต่ในคืนแต่งงานนั้นเองที่กริงกัวร์เอง ก็ต้องยอมรับว่าหัวใจของเอสเมอเรลดาแท้จริงเป็นของฟีบุส เธอช่วยกริงกัวร์เพราะความสงสารและอยากให้เขารอดตายเท่านั้น เธอไม่ได้รักเจ้าบ่าวของเธอแม้แต่น้อย
ฝ่ายควัวสิโมโดถูกตำรวจจับ เพราะมีคนเห็นเขาป้วนเปี้ยนดูการเต้นรำของหญิงยิปซี พอดีข่าวลือเรื่องเอลเมอเรลดาเป็นแม่มดกลับถูกกระพือขึ้นใหม่ ทำให้ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเอสเมอเรลดา แม้จะเป็นเพียงผู้ไปชมการแสดงของเธอ ก็พลอยถูกกล่าวหาว่าฝักใฝ่แม่มดไปด้วย เมื่อมีคนจำควัวสิโมโดได้ ฟรอลโลในฐานะเป็นเพื่อนของควัวสิโมโด ก็ถูกเพ่งเล็งในฐานะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ควัวสิโมโดถูกนำตัวไปพิจารณาคดีในศาล เขาถูกตัดสินให้ถูกเฆี่ยนตีอย่างสาหัส และถูกจับจองจำใส่ขื่อคาไว้กลางแจ้ง ควัวสิโมโดพยายามอดทนต่อโทษที่ได้รับ แต่ปรากฎว่าหลังของเขาหัก ซ้ำยังต้องกระหายน้ำ และชาวบ้านที่มามุงดูแทนที่จะหาอะไรมาให้เขารับประทานบ้าง ทุกคนกลับพากันขว้างปาก้อนหินใส่เขา คนเหล่านั้นไม่พอใจ และโกรธควัวสิโมโดเพียงเพราะเขามีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดเท่านั้นเอง
คนที่มาช่วยควัวสิโมโดกลับเป็นเอสเมอแรนดา เธอปีนขึ้นไปบนโครงร้านที่จองจำนักโทษ เธอเอาน้ำหยอดใส่ปากเขา เพื่อให้คลายกระหายน้ำ ความอ่อนโยนนี้ทำให้ควัวสิโมโดร้องไห้ ส่วนฟรอลโลที่ไม่ต้องถูกจับผ่านมาพอดี เขาจ้องมองคว้วสิโมโดครู่หนึ่งแล้วก็ผละจากไป เขาไม่ได้คิดที่จะช่วยควัวสิโมโดเลย
ต่อมา เอสเมอเรลดาก็ไปแสดงการเต้นรำของเธอตามปรกติ ฟีบุสได้มาชมการแสดงพร้อมกับสตรีสาวสวยที่น่าจะเป็นคู่ควงคนใหม่ เอสเมอเรลดาได้แต่แอบมองชายที่เธอหลงรัก กับสตรีคู่ควงของเขาอย่างเจ็บช้ำ เธอไม่อาจแสดงออกด้วยวิธีใด ได้ว่าเธอเฝ้าแต่คิดถึงเขานับแต่วันที่พบกันครั้งแรก ในที่สุดหญิงสาวจึงตัดสินใจใช้แพะของเธอนั้นเองเป็นเครื่องมือ เธอสอนให้แพะของเธอใช้ตัวอักษรที่เตรียมมาเรียงสะกดชื่อชายหนุ่ม เรื่องนี้ทำให้สุภาพสตรีที่มากับฟีบุสไม่พอใจ และกล่าวหาว่าเอสเมอเรลดาเป็แม่มด แต่ฟีบุสกลับเห็นใจและแอบนัดพบเธอในคืนนั้น
ฝ่ายฟรอลโลรู้ข่าวเรื่องการแต่งงาน ระหว่างกริงกัวร์กับเอสเมอเรลดา เขาอิจฉากริงกรัวร์และหาหนทางที่จะแยกสองสามีภรรยา เพื่อเขาจะได้หาทางเข้าไปแต่งงานกับเอสเมอเรลดาแทน เมื่อพบกัน กริงกัวร์บอกกับฟรอลโลว่าเอสเมอเรลดาไม่ได้รักเขา เธอรักฟีบุส ฟรอลโลจึงออกตามหาฟีบุส และพยายามหาทางพูดคุยคุ้นเคยด้วย ในที่สุดฟีบุสก็เล่าให้เขาฟังว่าเขามีนัดกับผู้หญิงคนหนึ่ง พระจึงมอบเงินให้ชายหนุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่เขาขอซ่อนตัวอยู่ด้วยระหว่างการนัดพบของคนทั้งสอง
เมื่อเอสเมอเรลดามาถึง ฟรอลโลจึงตัดสินใจฆ่าฟีบุสเสีย และสวมรอยสมสู่อยู่กับนาง เอสเมอเรลดาไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่า ผู้ที่อยู่กับนางนั้นไม่ใช่ฟีบุสเพราะมืดมาก ฝ่ายฟรอลโลเมื่อสมปรารถนาแล้วก็หนีออกไปจากห้อง ปล่อยหญิงสาวนอนหลับอยู่ถึงสว่าง เมื่อเห็นศพฟีบุส เธอตกใจมาก พอดีกลุ่มคนที่ผ่านมาได้เห็นศพ ทุกคนจึงกล่าวหาว่าแม่มดเอสเมอเรลดาแทงฟีบุสตาย เอสเมอเรลดาต้องถูกจับไปขังเพื่อรับโทษทัณฑ์ต่อไป
ข่าวการเป็นแม่มดของเอสเมอแรนดาแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เธอจะต้องถูกแขวนคอแน่นอนที่วัดโนตเตรอดาม หญิงสาวถูกนำตัวไปในวันต่อมา น่าแปลกที่ระหว่างทาง เธอได้เห็นฟีบุสขี่ม้ารวมอยู่ในกลุ่มผู้คน เธอตะโกนเรียกเขา แต่ชายหนุ่มทำเมินเฉยโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะแน่นอนว่าเขาคงไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีแม่มด
ในวาระที่สิ้นหวังนั้น ฟรอลโลเสนอตัวมาช่วยเอสเมอเรลดา โดยมีข้อแม้ว่าเธอจะต้องยอมแต่งงานกับเขา เอสเมอเรลดาปฏิเสธ และเธอก็คิดว่าเธอคงไม่มีทางรอดชีวิต สำหรับโทษผิดที่เธอไม่ได้เป็นผู้กระทำในครั้งนี้ ทันใดนั้นควัวสิโมโดก็ปรากฎตัวขึ้น เขาแอบเข้ามาอุ้มเธอไป และไปซ่อนที่ห้องของเขา เขาจัดเตรียมที่นอน น้ำและอาหารไว้พร้อม เขาล็อคห้องไว้ตลอดเวลา และเพราะเกรงว่าหญิงสาวอาจจะกลัวที่จะอยู่กับเขาตามลำพัง ควัวสิโมโดจึงไปหาเธอเฉพาะเวลาที่เอาอาหารไปให้เท่านั้น
ฝ่ายฟรอลโลรู้ระแคะระคายว่า เอสเมอเรลดาน่าจะหลบซ่อนอยู่ใกล้ๆ เขานั้นเอง เขาจึงขโมยกุญแจและแอบไปหาเธอในคืนหนึ่ง เธอต่อสู้สุดชีวิตและคงจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ถ้าควัวสิโมโดไม่มาพบเข้า และลากพระหนุ่มออกจากห้องก่อนที่จะปล่อยให้หนีไป

ขณะนั้น ฝูงชนกลุ่มใหญ่ก็มุ่งมาที่ประตูวัด พวกเขาเรียกร้องให้ปล่อยแม่มดออกมาให้ได้ ฟรอลโลดีใจแต่ควัวสิโมโดเอาตัวกั้นประตูไว้ เมื่อฝูงชนพากันเอาเสามาทะลายประตู ควัวสิโมโดก็โยนก้อนหินลงมาจากหอระฆังเข้าใส่ฝูงชน ต่อจากนั้นก็เทตะกั่วหลอมลงมา ฝูงชนพากันหาบันไดมาพาดและปีนขึ้นไป ควัวสิโมโดก็ผลักบันไดออก ทำให้คนตกลงไปตายเป็นร้อยคน
เหตุการณ์รุนแรงขึ้น กษัตริย์จึงทรงส่งทหารมา ควัวสิโมโดคิดว่าทหารมาช่วยเอสเมอเรลดา เขาจึงกลับไปที่ห้องพักเพื่อส่งเธอให้แก่ทหาร แต่เขากลับพบประตูเปิดอยู่และเอสเมอเรลดาหายไป
ผู้ที่เข้าไปช่วยเอสเมอเรลดา คือกริงกรัวร์ เขาได้กุญแจมาจากฟรอลโลมาเปิดห้อง และพาภรรยาหนีไป ฟรอลโลบอกให้หลบไปที่เรือ ซึ่งเขาเตรียมไว้ก่อนที่ทหารจะมาถึง และก่อนที่ฝูงชนจะเข้ามาในวัดได้ เอสเมอเรลดาตามกริงกัวร์ไป เพราะคิดว่าเป็นวิธีหนีทางเดียวที่จะทำได้ในเวลาเช่นนั้น ทั้งสองมาถึงเรือ แต่กริงกัวร์นั้นเคยประจักษ์ถึงความเหี้ยมโหดของฟรอลโล เมื่อส่งนางเสร็จแล้วเขาจึงรีบหนีไป ฟรอลโลปรากฎตัวขึ้นทันที แสดงว่าได้แอบตามทั้งสองคนมาติดๆ เขาเสนอต่อเอสเมอเรลดาเหมือนเดิม คือถ้านางยินยอมแต่งงานกับเขา เขาจะช่วยให้เธอหนีไป แต่เธอก็ปฎิเสธอีก และวิ่งหนีไปซ่อนอยู่ในห้องของหญิงสติไม่ดีคนหนึ่ง พอดีทหารมาพบ และจับเธอไปเตรียมการลงโทษในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น
ฝ่ายควัวสิโมโดวิ่งพล่าน และร้องตะโกนไปทั่ววัดหาเอสเมอเรลดา ในที่สุดก็ขึ้นไปบนหอคอยสูงสุด ที่สามารถมองลงมาเห็นสะพานที่โนตรเทรอะดามส์ เขาเห็นฟรอลโลยืนหัวเราะจนตัวสั่นอยู่ข้างใต้หอคอยที่เขายืนอยู่ เมื่อมองไกลออกไป เขามองเห็นตะแลงแกงที่ตั้งขึ้น เตรียมลงโทษผู้หญิงแต่งกายในชุดขาว หญิงคนนั้นคือเอสเมอเรลดา บ่วงคล้องคอถูกปล่อยต่ำลงมาที่ศีรษะของหญิงสาว และเมื่อพื้นที่เธอยืนอยู่ตกลง ร่างของหญิงสาวก็ถูกแกว่งไปมา ชายหลังค่อมเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ทันทีว่าฟรอลโลเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด และคงจะสุขใจมากที่นางต้องตาย ควัวสิโมโดจึงจับพระมาและทุ่มร่างนั้นกับกำแพง เป็นอันว่าทั้งเอสเมอเรลดาและฟรอลโลตายแน่ทั้งสองคน ชายหลังค่อมร้องไห้ด้วยความเสียใจ
หลังการตายของเอสเมอเรลดาและโคลด ฟรอลโล ไม่มีใครได้พบควัวสิโมโดอีกเลย จนถึงรัชสมัยกษัตริย์ ชาร์ลส์ที่ 8 จึงมีการขุดพบโครงกระดูกสตรี ที่มีโครงกระดูกอีกโครงหนึ่งโอบกอดไว้หลวมๆ รอบร่างนั้น กระดูกสันหลังของร่างนั้นโค้งงอ ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าขาอีกข้างหนึ่ง และมีเค้าเงื่อนว่าเขาไม่ได้ถูกแขวนคอเหมือนนักโทษคนอื่นๆ เพราะคอของเขาไม่หัก เมื่อมีผู้พยายามจะแยกโครงกระดูกทั้งสองออกจากกัน ก็ปรากฎว่าโครงกระดูกนั้นหักป่นลงทันที


ข้อคิดจากนิยายเรื่องนี้

คือความซื่อสัตย์จริงใจในความรักฉันท์เพื่อนระหว่างพระและชายหลังค่อม กับความรักที่ชายหลังค่อมมีต่อสตรีอันเป็นที่รัก ดูมั่นคงจริงใจยิ่งเสียกว่าคนที่มีร่างกายสมประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกริงกัวร์ ฟีบุส หรือแม้แต่ฟรอลโล ก็กลับไม่ได้มีน้ำใจรักที่จริงจัง ทุกคนล้วนทรยศ เอาตัวรอดและคิดแต่จะเอารัดเอาเปรียบเอสเมอเรลดา สาวน้อยผู้น่าสงสาร ความแค้นและทรยศต่อผู้คนทำให้คนเหล่านั้น ดูอัปลักษณ์ยิ่งกว่ารูปร่างอันน่าเกลียดของชายหลังค่อมเป็นไหนๆ