Faust
๒๙ มี.ค. ๔๔
อัธยา โกมลกาญจน
เป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง (Dramatic poem) ของนักประพันธ์ และนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ Johann Wolfgang von Goethe
(ค.ศ.1749-1832) เค้าโครงเรื่องเป็นแบบปรัชญนิทานสุภาษิตที่ไม่มีการระบุสมัย หรือเวลา
กำหนดสถานที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่องคือโลก (ที่ไหนก็ได้) ดังนั้นถ้าอยากจะรู้เวลาก็คงเฉพาะปีที่พิมพ์คือค.ศ.1831
ที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถศึกษาแนวคิดของผู้ประพันธว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เค้าเรื่องบรรยายถึงตัวละครเอก คือเฟาสต์ที่ได้ขายวิญญานให้แก่ซาตานที่คอยประจญพระผู้เป็นเจ้าและประพฤติชั่วต่างๆ
ความประพฤติของซาตานนั้นล้วนโหดร้าย และไม่พึงเอาเยี่ยงอย่างเป็นอันขาด ผู้ใดที่หลงเชื่อซาตานมักจะต้องประสบเคราะห์กรรม
ส่วนบุคคลที่ตั้งมั่นอยู่ในความดีเท่านั้นที่จะทำให้เป็นที่รักของพระผู้เป็นเจ้า และได้มีชีวิตที่ดีแม้ภายหลังที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว
ดูเหมือนเกอเธจะพยายามเสนอว่า บางครั้งความอยากรู้เกินไปของมนุษย์กลับสร้างปัญหาที่บางครั้งไม่น่าจะเกิดเป็นปัญหาเลย
ทั้งนี้ โดยวิเคราะห์จากยุคแห่งเหตุผล (Age of Reason) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ย้ำนักหนาว่าความมีเหตุผล
คือสัจธรรมสมบูรณ์ที่สุดของชีวิตมนุษย์ เกอเธจึงเสนออารมณ์ความอยากรู้ของมนุษย์อย่างต่อเนื่องว่า
ในที่สุดแล้วความเป็นธรรมดาที่ตนมีอยู่แล้วต่างหาก ที่เป็นสิ่งที่มนุษย์จะสามารถทำให้ตนเองมีความสุขที่สุด
ส่วนเมื่อตายไปแล้ว ชีวิตวิญญานจึงจะเป็นของพระผู้เป็นเจ้า
โคลงเรื่องนี้บรรจุเนื้อหาวรรณกรรมที่สวยงาม และดลใจได้ดีที่สุด ผู้แต่งพยายามยกเรื่องที่เชื่อว่าเป็นความอยากของมนุษย์ทั่วโลกมาแสดง
โดยกำหนดสถานที่หนึ่ง เหตุการณ์หนึ่งหรือเวลาหนึ่ง โดยไม่เจาะจงว่าเป็นที่ใดเวลาใด
ดูเป็นสากลจนทำให้บทละครเรื่องเฟาสท์นี้สามารถยืนยงอยู่ชั่วนิรันดร์ เนื้อหา และแนวคิดที่นำเสนอ อาจไม่ใช่เป็นความเชื่อเฉพาะของเกอเธเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีนักประพันธ์ชาวอังกฤษชื่อ Christopher Marlowe เคยเขียนเรื่อทำนองนี้มาก่อน ตัวละครในภาษาอังกฤษคือ
Faustus ส่วนภายหลังการเขียนของเกอเธก็มีนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสคือ Gounod ได้แปลงเรื่อง Faust นี้ไปเป็นบทละครอุปรากรแสดงต่อมา
เป็นอุปรากรที่นิยมกันมาถึงทุกวันนี้ด้วย
เนื้อเรื่อง
 |

เรื่องเริ่มขึ้นขณะที่ทูตสวรรค์สามองค์กำลังสวดสรรเสริญพระเจ้าอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีซาตานตนหนึ่งคือ Mephistopheles
ปรากฎตัวขึ้น ซาตานประกาศว่าตนได้พบสภาวะ
|
และสิ่งเลวร้ายหลายอย่างบนโลกมนุษย์ที่แน่นอนว่าพระเจ้าก็ต้องรู้
และไม่อาจปฏิเสธได้ พระเจ้าไม่เถียงเพราะพระองค์ก็ยอมรับว่า มนุษย์อาจทำผิดได้ด้วยความที่มนุษย์ย่อมจะมีจุดอ่อน
คือความอ่อนแอ คงจะมีแต่มนุษย์สาวกคนหนึ่งของพระองค์ คือเฟาสท์เท่านั้น ที่จะไม่มีวันกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในชีวิตของเขาอย่างแน่นอน
Mephistopheles จึงท้าพนันกับพระเจ้าว่า เฟาสท์ไม่น่าจะต่างจากมนุษย์คนอื่น ตัวซาตานเองจะสามารถทำให้เฟาสท์เฉไฉได้อย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นพระเจ้ายังคงเชื่อมั่นในตัวเฟาสท์ ว่ามีคุณสมบัติหลายอย่างเป็นส่วนประกอบที่สร้างสมความดีอย่างต่อเนื่องอยู่ในตัว
คงยากที่จะมีผู้ใดเกลี้ยกล่อมให้เฟาสท์หันเหไปในทางเลวร้ายได้ ยกเว้นแต่คนผู้นั้นจะพยายามทะลุทะลวงจุดอ่อนภายในของเฟาสท์เข้าไปถึงจิตวิญญานของเขาได้
เรื่องนี้ฝ่ายซาตานกลับมั่นใจว่าเฟาสท์จะต้องตกเป็นเหยื่อของตนแน่นอนเพราะเขารู้ดีว่า
เฟาสท์นั้นกำลังแสวงหาสิ่งที่ไม่มีวันแสวงหาได้ในชีวิตมนุษย์
สิ่งที่เฟาสท์แสวงหา คือความรู้อมตะ เขาไม่พอใจเพียงแค่ความรู้ที่เขามีอยู่ขณะนั้น ทั้งๆ
ที่เขาก็รู้ข้อจำกัดของมนุษย์ และขอบเขตของจักรวาลว่าบางครั้งและบางเรื่อง
มนุษย์ไม่อาจที่จะไขว่คว้าค้นหา เพื่อเรียนรู้เรื่องทั้งหมดได้ แต่เฟาสท์จะครุ่นคิดอยู่เสมอแม้กำลังเดินเล่นไปกับคนใช้ชื่อ Wagner
ท่ามกลางประชาชนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีความยุ่งยากเรื่องปรัชญาธรรมชาติเหมือนเขาเลย เฟาสท์รู้สึกว่าธรรมชาติอันปลอดโปร่งนั้น
ทำให้เขารู้สึกโล่งสบายและปล่อยความคิดเสรีเต็มที่ นอกจากนี้เฟาสท์ยังบอกคนใช้ของเขาว่าเขามีสองวิญญาน
วิญญานหนึ่งเกี่ยวข้องกับทางโลก ส่วนวิญญานที่สองนั้นจะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่สัมผัสไม่ได้
และจะไม่สามารถบรรลุได้ตราบใดที่วิญญานที่สองยังคงอยู่ในความเป็นเนื้อหนังมังสา
เขารู้สึกว่าเขาถูกจำกัดด้วยการดำเนินชีวิตประจำวัน และความต้องการเรียนรู้ถึงความดำรงอยู่ที่แท้จริงในโลก
ดังนั้นเขาจึงมีความพร้อมอยู่เสมอ ที่จะยอมรับอะไรก็ได้ที่จะทำให้เขาได้พบสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต
 |
ผู้ที่สนใจความคิดในเรื่องนี้ของเฟาสท์ คือเมฟิสโตเฟลิสที่มองว่า การอยู่ในอารมณ์นี้ของเฟาสท์เป็นเวลาที่เหมาะสมของตนที่จะเข้าจู่โจม
ดังนั้น เจ้าซาตานจึงแปลงกายเป็นสุนัขเดินตามเฟาสท์ไปถึงบ้าน ฝ่ายเฟาท์ก็กำลังเบื่อหน่ายตนเองสุดขีด และหลังจากอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลจบลง
เขาก็คิดว่าจะต้องทำสิ่งใดสักอย่าง โดยใช้พลังความเป็นมนุษย์ของเขาผลิตอะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาบ้าง
ขณะที่เฟาสท์กำลังหันรีหันขวางอยู่นั้นเอง ซาตานก็ออกมาแสดงตัว เป็นการแสดงตัวครั้งแรกที่ปรากฎว่าเฟาสท์ไม่สนใจ
และซาตานต้องยอมผละจากไป
เมฟิสโตเฟลิสไม่ย่อท้อที่จะเดินทางมาพบเฟาสท์อีก การมาครั้งที่สองนี้ซาตานสามารถทำให้เฟาสท์ยอมรับฟังความคิดของซาตานได้บ้าง
ทั้งนี้เพราะเฟาสท์พบว่าแม้การต่อสู้ของเขาจะเป็นไป เพื่อความเดีแต่เขาก็ไม่สามารถอธิบายว่าความดีนั้นคืออะไรได้
นอกจากนี้เฟาสท์ยังสนใจเรื่องชีวิตบนพื้นโลก เมฟิสโตเฟลิสจึงเสนอว่าเฟาสท์สามารถมีเขาความสุขสงบด้วยจิตใจได้
เฟาสท์จึงขอว่าถ้าเขาเพียงแต่ล้มตัวนอนอย่างเกียจคร้านแล้วเขารู้สึกว่ามีความสุขสงบ เขาก็จะพอใจมาก
เมฟิสโตเฟลิสจึงได้โอกาสยกยอว่าการที่เฟาสท์คิดอย่างนั้นแสดงว่าเฟาสท์พอใจในความเป็นตัวตนของตนแล้ว
และนั่นก็คือการสิ้นสุดของเฟาสท์แล้ว แต่เฟาสท์ยังเสนอสิ่งที่จะทำอะไรที่มีค่าต่อมนุษย์โดยทั่วไปอย่างอื่นอีก
เขาจึงตกลงกับซาตานอีกประการหนึ่งว่า หากเขาได้มีโอกาสพบประสบการณ์ลึกซิ้งจนทำให้เขาปรารถนาให้สิ่งนั้นดำรงอยู่ตลอดไปแล้ว
เขาจะยอมตาย ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการพนันไม่ใช่การขายวิญญาน
หลังจากความพยายามถึงสองครั้งที่จะหลอกล่อให้เฟาสท์ยอมตามความประสงค์ของตนไม่สำเร็จ
เมฟิสโตเฟลิสจึงนึกถึงวิธีการใช้สตรีเป็นเครื่องล่อ ครั้งแรก โดยการพาเฟาสท์ไปที่ครัวของแม่มดที่เป็นที่อยู่ของสาวน้อยเกรทเชน (Gretchen)
ความบริสุทธิสดใสของสาวน้อยทำให้เฟาสท์ไม่อยากทำร้ายเธอ เมฟิสโตเฟลิส จึงใช้อุบายนำตะกร้าใส่เพชรมาให้เกรทเชน
โดยหลอกว่าเป็นของกำนัลจากเฟาสท์ ส่วนเฟาสท์ก็เกิดหวนกลับมาหาสาวน้อยอีกครั้ง
และครั้งนี้เกรทเชนก็พลีกายให้เฟาสท์ด้วยความเต็มใจของเธอเอง
พี่ชายของเกรทเชนรู้เรื่องเข้า เขาบอกน้องสาวว่าการกระทำของเธอเป็นสิ่งน่าอายในสังคม ทำให้เกรทเชนเสียใจมาก
เฟาสท์จึงตัดสินใจฆ่าพี่ชายของนางเสีย เกรทเชนรู้เรื่องเข้าก็เกิดรู้สึกว่าเป็นบาป ส่วนเมฟิสโตเฟลิสก็พยายามหลอกล่อให้เฟาสท์ลุ่มหลงมัวเมาอยู่
แต่เรื่องความรัก แต่จิตใจของเฟาสท์นั้นเหมือนถูกยกระดับ เพราะความดีของเกรทเชน เขาสามารถเอาชนะอิทธิพลของปีศาจได้
แต่เมฟิสโตเฟลิสก็พยายามต่อไปที่จะให้เฟาสท์มัวเมาอยู่กับความรัก และคิดว่าเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดแล้ว
แต่เฟาสท์กลับคิดว่าความรักแบบมนุษย์ไม่ใช่กรอบความคิดที่จะทำให้เขาพอใจได้
นอกจากนี้เขายังรู้สึกเสียใจในเคราะห์กรรมของเกรทเชนที่ต้องถูกสังคมประณาม เฟาสท์ตักสินใจกลับไปหาเธอ
แต่ปรากฎว่าเกรทเชนได้ฆ่าลูกไปแล้ว และไม่ยอมให้ชู้รักของเธอช่วยเธอจากความตายที่เธอตัดสินแล้วได้
ในที่สุด เมฟิสโตเฟลิสก็นำเฟาสท์ไปเฝ้าพระจักรพรรดิ พระองค์ขอให้เฟาสท์นำตัวผู้ชาย และผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกคือเจ้าชายปารีส
กับพระนางเฮเลนมาเฝ้าพระองค์ให้ได้ เฟาสท์ได้สร้างภาพเนรมิตของเจ้าชายและเจ้าหญิง แต่แล้วเฟาสท์เองก็กลับหลงรักพระนางจนคลั่ง
เมฟิสโตเฟลิสต้องอุ้มเขากลับไปที่ห้องทดลองของตน เมื่อเฟาสท์ฟื้นขึ้นมาเขาก็ยังเพ้อหาพระนางเฮเลนเป็นการใหญ่
เมฟิสโตเฟลิสจึงขอให้วากเนอร์ คนรับใช้ของเฟาสท์สร้าง Homunculus เป็นสปิริตของการเรียนรู้แบบไม่มีตัวตนขึ้นมา
โฮมันคูลัสสามารถช่วยให้ซาตานล่วงรู้ความคิดของเฟาสท์ แล้วทั้งสามคนก็เดินทางไปประเทศกรีซ
ที่ซึ่งเมฟิสโตเฟลิสสามารถนำพระนางเฮเลนที่ถูกปลุกให้มีชีวิตมาให้เฟาสต์ได้
ความหลงไหลพระนางเฮเลนเป็นอย่างยิ่งนี้เอง ที่ทำให้เฟาสท์ร้องขอให้ยืดเวลาแห่งความสุขของเขาออกไปให้นานแสนนาน
แต่ในที่สุดเขาก็พบว่าเฮเลนรูปงามที่สร้างขึ้นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งคงทนอีก

เฟาสท์ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด เขามุ่งหวังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด
คือการขอให้เขามีพลังอำนาจ ในการสร้างสรรสิ่งที่เป็นประโยขย์ต่อมวลมนุษย์ให้มากที่สุด
แต่เขาก็ไม่มีทั้งมนตร์ และอำนาจมหัศจรรย์สร้างสรรสิ่งที่เขาต้องการได้อีกต่อไป
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงธรรมชาติรอบตัวกับผืนดินผืนใหญ่เป็นที่ชื้นแฉะ สำหรับการเพาะปลูกเท่านั้น
|
 |
หลายปีผ่านไป เฟาสท์เริ่มแก่และตาบอด ผืนดินผืนใหญ่ของเขามีผู้มาจับจองทำประโยชน์จำนวนมาก
ตัวเขาได้เป็นหนึ่งในท่ามกลางผู้คนที่กระตือรือล้น และเป็นเสรีชนที่มีความสุข และความหวังจากพืชผลในไร่นา ในชั่วขณะหนึ่ง
เขาเกิดความสำนึกว่าสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนี่เอง ที่เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับเขาเขาเริ่มมองเห็นว่าบัดนี้ เขากลายเป็นผู้ตื่น
คือตื่นจากความเห็นแก่ตัว และความหลงตนเองมาเป็นผู้ชายที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรสังคม
เขาได้ประจักษ์ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นมีค่า และเขาควรจะหลุดจากการพนันกับเมฟิสโตเฟลิสที่อ้างว่า
ได้ซื้อวิญญานจากเขาไปแล้วเสียที ซาตานเป็นผู้แพ้พนัน คือแพ้ทั้งพระเจ้า และแพ้เฟาสท์ด้วยข้อสรุปว่า
พระเจ้าเป็นฝ่ายถูกที่ยินยันว่าเฟาสท์เป็นสาวกที่ดีของพระองค์ เพราะถึงแม้ว่าเฟาสท์จะทำผิดในชีวิตเป็นบางครั้ง
แต่เขาจะยังคงคำนึงถึงสัจธรรมและความดีในใจเสมอ
|
 |
เมื่อเมฟิสโตเฟลิสรู้ว่าตนเป็นฝ่ายแพ้แน่ๆ เจ้าซาตานยังพยายามห้ามเฟาสท์ถวายจิตวิญญานของตนต่อพระเจ้า
นางฟ้าจึงปรากฎตัวมาช่วยเฟาสท์ด้วยการนำเขาขึ้นไป ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนสวรรค์ที่มีแต่การสร้างสรร
ที่แน่ที่สุดคือเป็นชีวิตหลังความตายที่เฟาสท์ควรจะเลือกมาก่อนตั้งแต่ต้น
ข้อคิดจากนิยายเรื่องนี้
เป็นการกล่าวอ้างถึงความอ่อนแอของมนุษย์ว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ทำความผิด แต่ถ้ามนุษย์คนใดมีความแน่วแน่
ในการทำความดี และคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมออย่างเฟาสท์แล้ว แม้จิตใจจะไขว้เขวในบางครั้ง เขาก็สามารถถอนตัวออกมาจากการทำผิด
และบาปทั้งมวลได้ |