
แต่เพราะโชคเคราะห์หรือเพราะความต้องการอย่างลึกๆ
ของโรบินสันก็ได้ทั้งสองอย่าง ทำให้โรบินสันไม่สามารถอยู่บนบกได้นานนัก
เขาได้พบเกษตรกรชาวอังกฤษคนหนึ่งที่กำลังจะลงเรือค้าทาสไปแอฟริกา
เรื่องนี้ทำให้โรบินสัน ครูโซลืมความคิดที่จะไม่ออกจากผืนดิน
และกลับอยากเดินทางออกทะเลอีก เขานึกไม่ถึงเลยว่า
การออกทะเลครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ทำให้เขาต้องเผชิญเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ในชีวิต
เมื่อเรือของเขาเกิดต้องเผชิญพายุ และเสียหายอย่างหนักที่ชายฝั่งอเมริกาใต้
คนเรือตายหมดเหลือแต่เขาเพียงคนเดียว คลื่นซัดเขามาติดที่ชายหาดไร้ผู้คน
โชคดีที่ยังไม่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าชนิดใดๆ
แต่เขาก็ต้องดิ้นรนทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเอาตัวรอดบนเกาะนั้นให้ได้
เขาเริ่มด้วยการสร้างที่พักอย่างง่ายๆ และขนบรรดาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น อาวุธ อาหาร
และเครื่องนุ่งห่มจากเรือที่แตกกลับเข้าฝั่ง
โรบินสัน ครูโซเริ่มต้นสร้างที่อยู่โดยใช้ผ้าใบเรือขึงที่ริมหน้าผาเล็กๆ
ใช้ไม้ท่อนยาวๆ ฝังเป็นเสาเสี้ยมปลาย มีบรรไดใช้พาดปีนขึ้นไปบนเพิงพัก
เมื่อขึ้นไปได้แล้วก็ชักบรรไดขึ้นไปเก็บได้
นับว่าทำให้มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง
เขามีสัมภาระมากพอสมควรรวมทั้งดินปืน
และอาหารที่จำเป็นในเบื้องต้นก่อนที่จะต้องคิดหาอาหารด้วยวิธีอื่นอีกในเวลาต่อไป
โรบินสันเดินกลับไปค้นข้าวของที่ซากเรือหลายเที่ยว
เขาพยายามค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น หมึก
และกระดาษที่จะทำให้เขาสามารถบันทึกเหตุการณ์ประจำวันได้
นอกจากนี้ยังมีมีด ไม้ และวัสดุอื่นๆ อีกหลายอย่างที่นำมาใช้สร้างที่อยู่ถาวร
คือการขยายลึกเข้าไปในถ้ำ ทำโต๊ะ
และเก้าอี้ที่สามารถใช้นั่งเขียนหนังสือได้
แสวงหาอาหารประจำวันคิอการจับไก่ป่า และสัตว์เล็กๆ
ในบริเวณนั้นกับอาศัยน้ำพุเล็กๆ
หลายแห่งทำให้โรบินสันไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำดื่มแต่ประการใด |
 |
เดอโฟเล่าเรื่องวิธีการดำรงชีวิตอยู่บนเกาะของโรบินสันถึง 24 ปี
โดยที่ตลอดเวลานั้นเขาดำเนินชีวิตในแต่ละวันไม่ต่าง
จากวันแรกที่เขาเดินทางมาถึงเกาะแห่งนั้นเลย
แต่ก็มีสิ่งที่เพิ่มมาคือการที่เขาได้มีโอกาสออกสำรวจไปถึงอีกด้านหนึ่งของเกาะ
โรบินสันสร้างบ้านพักเล็กๆ อีกหลังหนึ่งไว้ที่นั่นเป็นบ้านพักร้อน
ไว้เป็นการพักผ่อนในบางเวลา |
โรบินสันปลูกข้าวโพด ข้าวบาเลย์ ข้าวเจ้า
และยังพยายามเก็บสะสมเมล็ดเกาลัดทีละน้อยๆ
จนมากพอที่จะปลูกเป็นแปลงเล็กๆ ได้
เขารู้จักการโม่แป้งจากข้าวชนิดต่างๆ และยังสามารถทำขนมปัง
รู้จักการจับแพะมาเลี้ยงให้เชื่องเพื่อรีด
และยังสามารถปรุงอาหารจากเนื้อแพะกินได้ในบางครั้ง
เขาเลี้ยงนกแก้วตัวหนึ่งไว้เป็นเพื่อน
และต่อมายังทำเครื่องเรือนไว้ใช้เอง
ด้วยการปรับปรุงรูปแบบใช้สอยที่เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น
ถ้ำที่อยู่ก็ถูกทำให้ปลอดภัยจากผู้บุกรุกทุกประเภทที่เขายังคงหวาดกลัวอยู่
แม้ว่าจะยังไม่มีสัญญานใดๆ ที่บ่งบอกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โดยเฉพาะมนุษย์บนเกาะเลยก็ตาม
ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า โรบินสันอยู่คนเดียวบนเกาะได้นานๆ
โดยไม่คิดฟุ้งซ่านได้อย่างไร
ข้อนี้เดอโฟก็กำหนดเรื่องให้โรบินสันเก็บคัมภีร์ไบเบิลสามเล่มจากในเรือมาด้วย
เขาใช้เวลาอ่าน และศึกษาพระคัมภีร์อย่างพินิจพิเคราะห์ซึ่งถ้าเขาไม่ติดอยู่บนเกาะ
โรบินสันคิดว่าเขาก็คงจะไม่เสียเวลามานั่งอ่านเป็นวันๆ
อย่างที่ทำอยู่ เขาเฝ้าสวดขอบคุณพระเจ้าที่ได้ช่วยให้เขามีชีวิตรอดจากท้องทะเลมาทุกวัน
ครั้นแล้วก็ถึงในตอนกลางปีที่ 24 ที่โรบินสันใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนั้น
ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป
เริ่มจากตั้งแต่หนึ่งปีเศษๆ
ที่ผ่านมาที่โรบินสันรู้สึกว่าน่าจะมีคนป่าเถื่อนเดินทางมาจากอีกฟากหนึ่งของเกาะ
เพราะเขาได้พบเศษกระดูก และเนื้อสดๆ ที่บริเวณชายหาด
ทำให้โรบินสันกลัวว่าคนพวกนั้นจะเข้ามาพบที่อยู่ของเขา
และวันหนึ่งวันที่โรบินสันหวาดกลัวก็มาถึง
เมื่อกลุ่มคนป่าย้อนกลับมาใกล้ที่อยู่ของเขา
คนเหล่านั้นเตรียมการกินเลี้ยงกันอย่างอึกทึก
โรบินสันจึงตัดสินใจใช้ปินยิงมันคนหนึ่งทำให้พวกที่เหลือพากันเตลิดไป
เขาไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่า การที่เขากำจัดคนกลุ่มนั้นไปได้
กลับเป็นผลดีที่ทำให้เขาได้เพื่อนคือนักโทษคนหนึ่งของกลุ่มคนป่าเถือนนั้น
โรบินสันตั้งชื่อชายผู้นั้นว่า Friday เขาสอนให้ไฟร์เดย์พูดภาษาอังกฤษ
ไฟร์เดย์เล่าให้โรบินสันฟังว่ายังมีพวกชายผิวขาวอีก17 คน
ถูกจับมาเป็นนักโทษอยู่ที่เกาะหนึ่งที่เขาถูกจับตัวมา
โรบินสันต้องการพบคนเหล่านั้น เพราะคิดว่าจะได้เป็นกำลังช่วยกันหาทางเดินเรือออกจากเกาะได้
โรบินสันกับไฟร์เดย์ช่วยกันสร้างเรือแคนูเพื่อเดินทางไปเกาะที่ไฟร์เดย์บอก
แต่ก่อนที่เขาทั้งสองจะออกเดินทางก็ปรากฎว่าคนเถื่อนได้จับนักโทษมาเพิ่มอีก
โรบินสันช่วยชายผิวขาวคนหนึ่งเป็นชาวสเปนไว้
และไฟร์เดย์ก็ช่วยชายคนหนึ่งที่เขาบอกโรบินสันว่าเป็นบิดาของเขาเอง
โรบินสันจัดการส่งคนทั้งสองกลับไปที่เกาะเดิมเพื่อความปลอดภัย
พอดีมีเรืออังกฤษลำหนึ่งที่ชายฝั่ง กัปตัน และลูกเรือถูกพวกกบฎขับไล่มาขึ้นฝั่ง
โรบินสันกับไฟร์เดย์ และพวกอีกสามคนตัดสินใจช่วยเหลือกัปตันเป็นผลสำเร็จได้เรือคืนมา
หลังจากนั้นจึงได้เดินทางกลับอังกฤษไปกับเรือลำนั้นด้วย
เขารู้สึกไม่สบายใจนักที่จะต้องออกเดินทางกลับโดยไม่รอชายชาวสเปน
และพ่อของไฟร์เดย์ จึงตั้งใจว่าเขาจะต้องเดินทางกลับมาที่เกาะอีกครั้งในวันหนึ่งข้างหน้า
เพราะถึงอย่างไรบนเกาะก็ยังมีคนอาศัยอยู่
คือชายห้าคนในหมู่ลูกเรือกบฎที่ไม่ต้องการเดินทางกลับไปอังกฤษ
เพราะกลัวว่าจะต้องถูกแขวนคอด้วยโทษฐานกบฎ
โรบินสันกับไฟร์เดย์ได้เดินทางกลับอังกฤษ
ซึ่งโรบินสันจากไปถึง 35 ปี ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1687
เขากลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่มีใครรู้จักเลย
แม้แต่บิดามารดาของเขาก็เสียชีวิตแล้ว
เหลือแต่พี่น้องที่ไม่ได้ผูกพันกับเขามากนัก
ดังนั้น โรบินสันจึงไม่อยากอยู่ที่อังกฤษอีก
เขาออกเดินทางไปลิสบอนเพื่อหาที่ทางทำไร่
เขาโชคดีที่เพื่อนช่วยดูแลรักษาไว้
ทรัพย์สินทั้งหมดมีราคามากกว่า 5,000 ปอนด์สเตอร์ลิงก์
โรบินสันกับไฟร์เดย์จึงมีเงินเดินทางกลับอังกฤษอีก เขาแต่งงาน และมีลูกสามคน
ต่อมาภรรยาของโรบินสันเสียชีวิตลง
โรบินสันจึงออกเดินทางอีกใน ค.ศ.1695
เพื่อไปทำการค้าขาย เขามีหลานชายทำหน้าที่เป็นกัปตันเตรียมเดินทางไปที่บริษัทอินเดียตะวันออก
และประเทศจีน เขาได้เดินทางมาถึงเกาะที่เคยส่งชาวสเปน
และพ่อของไฟร์เดย์มาอยู่ ปรากฎว่าชายสเปนและลูกเรือห้าคนได้แต่งงาน
และเพิ่มจำนวนประชากรบนเกาะอย่างรวดเร็ว
เขาจึงให้ของขวัญคนเหล่านั้นด้วยความยินดี
โรบินสันพักผ่อนอยู่ที่เกาะอย่างมีความสุขระยะหนึ่ง
แล้วจึงเตรียมออกเรือต่อไป
ระหว่างเดินทางไปบราซิล เขาถูกพวกโจรปล้นอีก
และไฟร์เดย์ถูกฆ่า โรบินสันเดินทางต่อไปผ่านแหลมกู๊ด โฮป
และเดินทางมาถึงฝั่งทะเลประเทศจีน
เขาลงจากเรือโดยหวังว่าจะไม่เดินทางออกทะเลอีก
แต่ได้เข้าร่วมเดินทางกับกองคาราวานไปไซบีเรีย
และในที่สุดก็เดินทางบกกลับอังกฤษ
รวมระยะเวลาที่เขาจากบ้านเกิดเมืองนอนไปถึง 54 ปี
ทำให้เขาตัดสินใจใช้ชีวิตสงบในครั้งนี้
และก็อาจจะรอคอยวันหนึ่งที่เขาจะได้เดินทางไกลไปโดยไม่ได้มีโอกาสกลับมาอีก |