เอบมีชัยชนะในการเลือกตั้งในที่สุด
ความยุ่งยากก็ดูจะเพิ่มมากขึ้น
โชคร้าย และความทุกข์ร้ายกาจเริ่มกลับมาเป็นของเขาอีก
ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.1861
ขณะที่เอบยืนอยู่บนชานชาลารถไฟ
เพื่อเดินทางจากสปริงฟิลด์ไปวอชิงตัน
เขากำลังแสดงสุนทรพจน์
ยืนยันความตั้งใจจริงของเขา ต่อเพื่อนบ้าน
และคนอื่นๆ เกี่ยวกับอนาคตของอเมริกา
ขบวนรถของประธานาธิบดีกำลังแล่นเข้ามาจอดเทียบ
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องเพลงแสดงความยินดีกับเอบ
และเขาก็ทันได้ยินประโยคสุดท้ายของเพลง "John Brown's Body"
ที่ว่า "His soul goes marching on!"
ก่อนที่วิญญาณของเขาจะออกจากร่าง |
 |
ข้อคิดจากนิยายเรื่องนี้
จากตัวเอกของเรื่องคือ เอบที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่เพื่อความก้าวหน้า
ทางการเมือง
แต่บางครั้งคนเราก็อาจจะต้องพ่ายแพ้โชคชะตาที่อยู่นอกเหนือ
อำนาจของบุคคลที่จะไขว่คว้า
ถึงกระนั้นสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ก็คือชื่อเสียงที่ไม่มีวันตาย
ทั้งนี้เพราะผู้คนในเวลาต่อมา
ได้สำนึกถึงความเสียสละและความพยายามจนถึง
วันสุดท้ายในชีวิตของเอบอย่างไม่มีวันลืม |
*Abolitionist เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อยุติการมีทาส
สืบเนื่องจากแนวความคิด
เรื่องสิทธิมนุษยชน
ในยุคประทืองปัญญาคริสต์ศตวรรษที่18
อังกฤษสามารถยุติการมีทาสในคริสต์ศตวรรษที่ 19
ส่วนในอเมริกาได้มีการเคลื่อนไหวเมื่อประมาณ ค.ศ.1820
ในรัฐสภาเรื่องการมีทาสกับการห้ามการมีทาสที่ยุติลงด้วยการทำ
Missouri Compromise
ตกลงให้จำกัดจำนวนรัฐที่อนุญาตให้มีทาสกับรัฐ
ที่ไม่อนุญาตให้มีทาสไว้ในจำนวนที่เท่ากัน
และให้ต่างมีผู้แทนในรัฐสภาเท่ากัน
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการรวมรัฐใหม่
เข้ามาทำให้เกิดการโต้แย้งเรื่องที่จะอนุญาตให้มีทาส
หรือไม่ให้มีในรัฐใหม่
ฝ่ายทหารที่ไม่ต้องการมีทาส
เริ่มในรัฐทางเหนือในช่วงทศวรรษที่ 1830
เป็นฝ่ายนิยมความรุนแรงมีผู้นำเช่น แกริสัน ฟินนีย์ และเวลด์
ซึ่งแกริสันได้ออกหนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลชื่อ Liberator
ในบอสตัน ค.ศ.1831
และยังตั้งสโมสรต่อต้านการมีทาสในฟิลาเดลเฟีย ค.ศ.1833
|