Don Quixote de la Mancha
๒ พ.ค. ๔๔
อัธยา โกมลกาญจน

ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้คือ Miguel de Cervantes Saavedra (1547-1616) ผู้เป็นกวีเอกในยุคทอง วางพลอตเรื่องเป็นแบบ Picaresque romance กำหนดเรื่องในยุคการฟื้นฟูศิลปวิทยาในสเปน พิมพ์ตอนที่หนึ่งใน ค.ศ.1601และตอนที่สองใน ค.ศ.1615 นวนิยายเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก Macauley ให้คำนิยมเรื่องดอน กิโซต์ว่าเป็น "นวนิยายที่ดีที่สุดในโลกอย่างไม่มีที่เปรียบได้" เป็นนิยายที่ได้รับการยอมรับกันมากในหมู่ผู้รักการอ่านทุกหนทุกแห่ง
เซอร์วังต์เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ชีวิตมาก และเกิดมาในครอบครัวใหญ่ เขาได้มีโอกาสเดินทางไปกรุงโรมใน ค.ศ.1569 ได้ไปทำงานรับใช้ Cardinal Giulio Acquaviva (1546-74) และต่อมาได้เป็นทหารไปรบกับเติร์กใน ค.ศ.1571 ในยุทธนาวีที่ Lepantoที่มีผลทำให้เขาเป็นอัมพาตที่แขนซ้าย เมื่อเดินทางกลับสเปนใน ค.ศ.1575 เขาก็ถูกพวกโจรสลัดจับตัวไปเป็นทาสที่อัลจีเรีย เขาพยายามหนีจากที่คุมขังแต่ไม่สำเร็จจนถึง ค.ศ.1580 ครอบครัว และเพื่อนฝูงจึงสามารถไถ่ตัวเขาออกมาได้
เขาไม่มีโอกาสได้ทำงานกับขุนนาง จึงเปลี่ยนไปเป็นนักประพันธ์ นวนิยายที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงคือ La Galatea (1585) แต่เขากลับถูกจับหลายครั้งเพราะ ไม่ได้เสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้อง และระหว่างอยู่ในคุกนี่เองที่เซอร์วังต์เกิดแนวคิด เรื่องคนบ้าที่ฝันอยากเป็นอัศวินยุคกลาง ตอนแรกเขาใช้ชื่อว่าThe History of the Valorous and Wittie Knight-Errant Don Quixote of tne Mancha (1605) ที่ประสบความสำเร็จมาก แต่เขากลับไม่ได้รับรายได้เพียงพอแก่การครองชีพเลย
เรื่องอื่นๆ ของเซอร์วังต์คือ Novelas ejemplares (1613) เป็นการรวมเรื่องสั้น 12 ตอน ต่อมาจึงพิมพ์ดอน กิโซต์ตอนที่สองใน ค.ศ.1615 มีจุดมุ่งหมายเป็นการเสียดสีเรื่องราวของบรรดาอัศวิน ที่ได้รับการชื่นชมอย่างเหลือเกินในสมัยของเขา เขาแทรกความคิดเชิงฝันของเขาไว้อย่างมโหฬารนอกจากความคิดเชิงเยาะเย้ยนั้น เขามองสังคม และการดำรงอยู่ของผู้คนในสมัยของเขาอย่างขำขัน เป็นนวนิยายที่มีลักษณะเหมือนเป็นส่วนตัดระหว่างสภาพชีวิตของชาวสเปน ความรู้สึกนึกคิด และความรู้สึกของผู้ประพันธ์เกี่ยวกับตอนปลายยุคกลาง


เนื้อเรื่องย่อ
ตอนที่ 1
เป็นเรื่องของสุภาพบุรุษที่เกษียณ และยากจน คือ Alonzo Quixanoที่อาศัยอยู่ ณ แคว้น La Mancha เขาเป็นนักอ่านตัวยงในเรื่องราวเกี่ยวกับอัศวิน กับการประลองระหว่างอัศวินในยุคกลาง จนถึงกับฝันว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเลียนแบบพฤติกรรมของพระเอกในหนังสือ และจะรื้อฟื้นคตินิยมของอัศวินขึ้นมาใหม่ให้ได้ ด้วยเหตุนี้อะลองโซจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Don Quixote de la Mancha จัดหาอาวุธประจำกาย ใส่เสื้อเกราะคือเครื่องแบบนายไปรษณีย์ของปู่ทวด มีม้าขาหักคือ Rosinante เป็นพาหนะ เตรียมการเผชิญหน้าแบบนักรบยุคกลาง โดยไม่กลัวว่าจะเป็นคนหรือปีศาจ ส่วนเด็กที่ทำหน้าที่เป็นสไควร์ (squire) หรือเด็กรับใช้คือมี Sancho Panza
อุดมการณ์ที่ดอน กิโซต์ตั้งไว้ในใจ คือการป้องกันเด็กกำพร้า ป้องกันเกียรติยศสตรีทั้งสาวแก่แม่หม้าย และจะเป็นเพื่อนที่ดีของทุกคนที่ตกทุกข์ได้ยาก พยายามฟื้นฟูการบูชาความงาม (beauty) ความจริง (truth) และความยุติธรรม (justice) แบบกรีก เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็เริ่มการผจญภัยของเขาทันที
ดอน กิโซต์เดินทางผจญภัยตามความคิดของเขา และมักจะเริ่มการปฏิบัติการที่ไม่สู้จะเข้าท่าเท่าใดเช่น การบุกเข้าไปในกองคาราวานพ่อค้าเพราะคิดว่าเป็นกองกำลังฝ่ายตรงกันข้าม เป็นเหตุให้เขาถูกพวกพ่อค้ารุมทำร้ายอย่างรุนแรง เพราะคิดว่าเขาเป็นชายแก่สติเสียที่บุกเข้ามาในกลุ่มของตน เขาต้องกลับบ้านอย่างสะบักสะบอม โชคดีที่เขามีพระประจำหมู่บ้านที่แสนดี คือ Pedro Perez กับช่างตัดผมชื่อ Master Nicholas มาช่วยดูแล และเพื่อให้ดอนลดความบ้าคลั่งลงบ้าง ทั้งสองคนจึงเผาห้องสมุดหนังสืออัศวินเสีย แต่ดอนกลับทึกทักว่าห้องสมุดของเขาถูกพ่อมดขี้ขโมยเข้ามาคุกคาม ทำให้เขาต้องออกเดินทางใหม่พร้อมกับซานโช ปานซา ส่วนสตรีที่ดอนสมมติให้เป็นหวานใจอัศวิน คือสาวชาวบ้านที่มีฝีมือในการทำหมูเค็มมีชื่อใหม่ว่า Dulcinea del Toboso

อันที่จริงแล้วอัศวิน และสไควร์น่าจะออกเดินทางตอนกลางคืน แต่ดอนคิดว่าควรจะให้ทุกคนได้เห็นความกล้าหาญของเขา ที่พร้อมจะออกไปสู้ศึกเยี่ยงอัศวินผู้กล้า เขาเริ่มการผจญภัยเมื่อได้เห็นกังหันลมซึ่งดอนเหมาว่าเป็นสัตว์ประหลาด เขาควบม้าของเขาเข้าจู่โจมทันทีโดยคิดว่ากังหันลมนั้น คือยักษ์ที่ชั่วร้าย ปรากฎว่าใบพัดของกังหันอันหนึ่งหมุนมาปะทะร่างของเขาจนลอยละลิ่วไปในอากาศ ปานซาต้องดึงตัวดอนขึ้น และพยายามเปลี่ยนความตั้งใจที่จะสู้กับสิ่งไม่มีชีวิตนั้น แต่ดอนก็ย้ำให้ปานซาเข้าใจว่ากังหันลมนั้น คือพ่อมดที่ปลอมตัวมา
การผจญภัยต่อมาของดอน กิโซต์ตามลำดับ คือการได้พบพระสองรูป และชายสองคนที่ขี่ม้ามาพร้อมกับรถนั่งที่มีสตรีนางหนึ่งนั่งมาด้วย ดอนเริ่มฝันทันทีว่าหญิงนั้นเป็นเจ้าหญิงที่ถูกลักตัวมา เขาต้องเข้าไปช่วยเธอจากโจรร้าย ครั้งนี้เขาถูกพระและชายหนุ่มบนหลังม้าขัดขวางเต็มที่ ผลก็คือดอนต้องเจ็บตัวอีก ต่อมาเมื่อเดินทางไปถึงโรงแรมเล็กๆ ดอนก็เข้าไปสอดแทรกในการนัดพบกันระหว่างชายแบกหามกับสาวใช้ ดอนถูกคนแบกหามตี และเจ้าของโรงแรมก็เรียกร้องค่าเสียหายที่ดอนเข้ามก่อเรื่องวุ่นวาย ทั้งสองคนต้องพากันหนีเตลิดเปิดเปิงแบบคลุกฝุ่น ที่เกิดจากการเดินทางของฝูงแกะสองกลุ่มใหญ่ แทนที่ดอนจะพยายามเข้าใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เขาก็กลับคิดว่าฝุ่นนั้นเกิดจากการต่อสู้ระหว่างอัศวินสองฝ่าย เขารีบเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทันที ฝูงแกะเกิดแตกตื่น เด็กเลี้ยงแกะจึงเอาก้อนหินปาดอนจนบาดเจ็บ
พอถึงกลางคืนที่มีการทำพิธีศพงานหนึ่ง ดอนก็คิดว่าขบวนผู้คนที่เดินมาเป็นสัตว์ร้ายกำลังพากันเดินออกมา เขาตรงเข้าจู่โจม และเดินตามขบวนศพไปโดยมีซานโชพยายามอธิบายความจริง และเรียกชื่อเขาว่า Knight of the Sorry Aspect และเมื่อเดินทางต่อมาในตอนกลางคืนเขาได้ยินเสียงร้องครางตลอดคืน ดอนก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะจัดการกับยักษ์เจ้าของเสียงโดยเร็ว เขาเตรียมตัวจะขึ้นลาไปยังที่มาของเสียง แต่ชานโซรู้สึกขยาด ที่จะต้องถูกผู้คนรุมตีเอาอีก เขาจึงใช้วิธีดึงเจ้าลาพาหนะไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนได้ ดอนต้องรอจนถึงเช้าจึงรู้ว่าเสียงร้องครวญครางนั้น คือเสียงใบพัดลมในโรงสีข้าวไม่ใช่ยักษ์มารที่ไหน
คู่ต่อสู้คนต่อไปของดอน คือช่างตัดผมผู้น่าสงสารคนหนึ่งที่ดอนเข้าไปยึดอ่างใบไหญ่มาเพราะ ดอนคิดว่าอ่างนั้นคือเสื้อเกราะทองของ Mambrino และเครื่องอานม้าก็คือถุงบรรจุทองคำจำนวนมาก คราวนี้ดอนไม่เจ็บตัวเท่าใดนัก เพราะไม่ใช่เป็นการจู่โจมคนกลุ่มใหญ่เหมือนที่ผ่านมา เขากับลูกน้องเดินทางต่อไปจนถึงโรงเก็บทาสที่ดอนเกิดทึกทักอีกว่า เขาจะต้องปลดปล่อยทาสเหล่านั้นให้ได้ ดอนสมมติตนเองเป็นอัศวินเช่นเคย คราวนี้ทำให้ซานโชกลัวโทษทัณฑ์จากเจ้าของทาสถึงกับหนีไปอยู่ที่ภูเขา แต่ไม่นานก็กลับมาหาดอนอีกด้วยความเป็นห่วง และนำเรื่องของดอนไปเล่าให้เพื่อนของดอนฟัง ทั้งสองคนจึงเดินทางมากับซานโช และวางแผนที่จะพาตัวดอนกลับบ้านเสียที
ทั้งหมดเดินทางมาถึงโรงแรมเดิมที่เคยมาพัก พระเล่าเรื่องความไม่เต็มเต็งของดอนให้เสมียนโรงแรมฟัง เสมียนยอมรับว่าตนก็คลั่งเรื่องอัศวินเหมือนกัน ฝ่ายดอนเมื่อนอนหลับก็ฝันว่าต่อสู้กับยักษ์ เขาใช้ดาบแทงยักษ์สองตน ซึ่งเมื่อตื่นขึ้นกลับพบว่าเป็นถุงห่อไวน์อันมีค่าสองอันของเจ้าของโรงแรม พอดีช่างตัดผมที่ยังโกรธแค้นผ่านมาพอดี เขาจึงทวงอ่างกับอานหลังม้าคืนจากดอน ตำรวจที่ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของทาสก็มาถึง เตรียมจับดอนกับซานโชในความผิดฐานปล่อยทาส พระจึงเล่าเรื่องสภาพจิตที่ไม่ปกติของดอนให้ตำรวจฟังด้วย ตำรวจจึงพากันกลับไป
เมื่อมองไม่เห็นหนทางที่จะพาดอนกลับบ้านอย่างสงบได้แน่แล้วเพื่อนๆ ของดอนจึงพากันปลอมตัว และจับดอนใส่กรงแบบที่ใช้ขังวัว สักพักหนึ่งก็เกิดสงสาร และปล่อยตัวดอนที่สาบานว่าจะไม่หนี และยังทำความพอใจให้แก่ดอนด้วยการคุยกันเรื่องอัศวิน และต่อมาช่างตัดผมกับพระได้แวะมาเยี่ยมดอน และส่งข่าวเรื่องเติร์กกำลังจะเข้าโจมตีสเปน ดอนจึงเสนอให้กษัตริย์ทรงรวมบรรดาอัศวินมาช่วยกันรบกับเติร์ก คราวนี้ซานโชเห็นว่าจะห้ามนายไม่อยู่อีก เขาจึงบอกดอนว่าหนังสือเกี่ยวกับเรื่องอัศวินยังคงมีอยู่ ทำให้ดอนยิ่งฮึกเหิมที่จะได้ไปรบเยี่ยงอัศวินจริงๆ ที่ Saragossa
เพื่อนๆ ของดอนรู้ว่าไม่สามารถจะห้ามดอนได้ จึงได้แต่จัดให้มีผู้ติดตามดอนไป จุดหมายแรกของดอน คือบ้านของ Dulcinea ที่ El Toboso เขาไปแอบซุ่มอยู่ในป่า ซานโชเห็นหญิงสาวสามคนขี่ม้าออกจากหมู่บ้าน เขาจึงขี่ม้าไปบอกดอนว่าดัลซิเนียกับสาวใช้เดินทางออกมาแล้ว ดอนรีบออกไปกล่าววาจาต้อนรับแบบคนบ้าทำให้หญิงสามคนตกใจหนีไป สองคนนายบ่าวก็ปักหลักอยู่ในป่าที่เดิม พอดีมีอัศวินกับสไควร์อีกคู่หนึ่งโผล่มา อัศวินคนใหม่โม้ว่าเขาสามารถปราบอัศวินทุกคนในสเปน ฝ่ายดอนไม่ยอม เขาท้าอัศวินหน้าไหม่มาสู้กัน อัศวินคนใหม่ตกจากหลังม้า ปรากฎว่าแท้จริงเขาคือ Carrasco นักศึกษาที่ปลอมตัวมา ส่วนสไควร์ก็คือเพื่อนของซานโช และคารรัสโกนั้นโกรธมากที่ต้องพ่ายแพ้ดอน และสาบานวาจะแก้แค้น
ดอนกับซานโชเดินทางต่อไปพบกับคนลากเกวียนบรรทุกสิงห์โตผ่านมา ดอนเข้าไปขอร้องให้เจ้าของเปิดกรงเพราะสงสารสิงห์โตที่ถูกขัง เจ้าของสิงห์โตเชื่อฟัง และเปิดกรงสิงห์โต ถ้าสิงห์โตออกมาจริงๆ ดอนก็คงจะแย่ แต่น่าเแปลกที่สิงห์โตกลับไม่ยอมออกจากกรง มันเพียงแต่ยืนขวางประตูอยู่เท่านั้น ดอนจึงรอดตายมาร่วมงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว ที่เจ้าบ่าวใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกเจ้าสาวมาแต่งงาน โดยบอกเจ้าสาวของเขาว่า เขาเป็นชายร่ำรวยที่เจ้าสาวเลือกไว้ ดอนพยายามจะเข้าไปเกี่ยวข้องตามเคย ก่อนที่จะเดินทางต่อไป Caves of Montesinos ที่เขาไปนอนหลับอยู่ที่ก้นหลุมพร้อมกับความฝันว่าได้ใช้เวลาถึงสามวันในวัง และในป่ามหัศจรรย์กับดัลซิเนียที่เขาหลงรัก และเทิดทูน
ครั้นแล้วดอนก็เดินทางมาถึงโรงแรม และได้พบคนเชิดหุ่นเจ้าเล่ห์ที่ทำให้ดอนกับลูกน้องต้องหนีลงเรือที่แม่น้ำเอโบรไป พบกังหันลมขนาดใหญ่ที่ทำให้ดอนฝันต่อว่าเขาเดินทางไปถึงเมืองใหญ่ ที่รอให้เขามาปลดแอก เขาเดินหลงทางเข้าป่าได้พบกับนางพรานสาวที่อ้างว่ารู้เรื่องอัศวิน และคนรับใช้เป็นอย่างดี ทั้งสองคนจึงตามเธอไปที่ปราสาทของดุ๊กกับดัทเชส ที่ได้รู้เรื่องการผจญภัยของเขาก่อนหน้านี้ มีการแสดงเรื่องของดัลซิเนียผู้เศร้าสร้อยซึ่งแท้จริง คือคนรับใช้ของท่านดุ๊กปลอมตัวมา ฝ่ายซานโชถูกเฆี่ยนถึง 500ที และต้องร่วมเล่นตลกโดยขี่ม้าไม้วิเศษในเรื่องเข้าไปในป่า ทั้งสองถูกปิดตาขี่ม้าโดยถูกพวกคนรับใช้เป่าลมเข้าหน้ากับใช้ไต้ส่องทางประชิดที่หน้า
ซานโชตัดสินใจเดินทางไปที่เกาะ ซึ่งก็ คือหมู่บ้านภายใต้การปกครองของดุ๊กกับดัทเชส เขาอยู่ที่นั่นหนึ่งอาทิตย์แล้วจึงออกเดินทางไปพร้อมกับดอน ครั้งแรกมุ่งไปที่ Saragossa ต่อมาเปลี่ยนไป Barcelona ซึ่งประชากรที่นั่นได้ล่วงรู้เรื่องราวการผจญภัยของดอนมาก่อนด้วย เขาทั้งสองได้เป็นแขกของ Moreno ที่ขอให้ทั้งสองคนไปตรวจดูห้องๆ หนึ่งที่ต่อมากลับกลายเป็นห้องในเรือที่มีโจรสลัดไล่ติดตามออกทะเล ซานโชกลัวมาก เพราะนอกจากโจรสลัดแล้วก็ยังมีอัศวิน White Moon เดินทางมาบาเซโลนามาท้าดวลกับดอน ผลการต่อสู้คือการที่ดอนแพ้ และปรากฎในภายหลังว่าอัศวินที่มาท้าทายนั้นคือ Carraso นั่นเอง
เรื่องราวในตอนที่หนึ่งโดยสรุปจึงเป็นเรื่องที่เล่าถึงภาพฝันของดอน และลักษณะอุดมคติ (idealistic) ที่ทำให้ดอน กิโซต์มุ่งมั่นที่จะกระทำตนเป็นผู้มีคุณธรรมแบบอัศวินยุคกลาง จนไม่ยอมฟังเสียงของซานโชที่เป็นสัจนิยม (realistic) ความบริสุทธิ์ที่ดูเกือบจะเป็น "ไร้เดียงสา" ของดอน กิโซต์กลับสร้างมุมมองที่น่าเอ็นดูจนในภายหลังซานโช เองก็เกิดความเห็นใจ และไม่ขัดขวางดอนอีก

ตอนที่สอง
เป็นตอนที่ลักษณะตรงกันข้ามกันที่ชัดเจน ระหว่างความโรแมนติกของดอน กิโซต์ กับความฉลาดแบบนักปฏิบัติของซานโชดูไม่ชัดเจนเหมือนตอนแรก ดอน กิโซต์กลับเป็นผู้ที่มีเหตุผลขึ้น และซานโชมีทีท่าเข้าใจความฝันของนายตนมากขึ้น ในตอนท้ายเรื่องนี้ดอนเดินทางกลับบ้าน กลับไปเลี้ยงแกะ และมีร่างกายทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว และก่อนตายเขาประกาศว่าเรื่องอัศวินเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ เขาประกาศว่า
"ในรังนกเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่มีนกอยู่เลยในปัจจุบัน"


ข้อคิดจากนิยายเรื่องนี้

คือการที่แม้ตัวดอน กิโซต์เองก็คงจะลืมไปว่า ถึงแม้เรื่องของเขาจะดูเหมือเป็นเรื่องของคนบ้าๆ บวมๆ แต่แท้จริงแล้วคนบ้าๆ บวมๆ คนนี้ก็มีธรรมชาติจิตใจที่สูงส่ง รู้จักความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้คนจนทำให้คนที่อ่านเรื่องนี้ถือว่าดอนเป็นอัศวิน ที่มีเกียรติน่ายกย่องในด้านความมีน้ำใจคนหนึ่งทีเดียว
ห้องสนทนา เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home
เกมส์ Photo Hunt : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
BKK Mobile Picture Message : Logo : Mini Logo : Screen Saver : Text SMS : Color Picture Message : Wallpaper
รักและคิดถึง พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง : ซอกแซกผ่านจอ : มุมฟุตบอล : เสี่ยงเซียมซี : ดวงดาวโคจร ออนไลน์ : Wallpaper : บันเทิง-เริงใจ : ซุบซิบดารา
สารพัดความรู้ เสวนาธุรกิจ : บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน Everyday English : Did you know? : E-Dialog : รู้จักญี่ปุ่น
ห้องสมุด BKK Business Letter : Song of the Week : พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ : เพลินภาษาน่ารู้ :E-Diary :
ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก :
ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone :
เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York!
BKK Center Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline