๖ มิ.ย.๔๕ |
๑๘ สิงหาคม
ข่าวลือสะพัดไปทั่วว่ากองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรบุกขึ้นฝั่งแล้ว และพวกผู้หญิงจะต้องหลบไปอยู่เสียตามภูเขาเพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง.. ขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นภาพที่ดูทั้งน่าเศร้าและน่าขันของเศรษฐีชาวญี่ปุ่น ที่ต่างงกๆ เงิ่นๆ หอบสมบัติวิ่งหนีไปทางโน้นที ทางนี้ที ความโกลาหลวุ่นวายนานาชนิดวิ่งวนอยู่รอบตัวเราตลอดระยะหลายสัปดาห์นับแต่การประกาศยอมแพ้ สำหรับเราเอง หรือนอกจากคนไข้จำนวนมหาศาลที่เรียงหน้ากันเข้ามาแล้ว ต่างไม่เหลือสมบัติพัสถานอื่นใดให้ต้องเป็นห่วงกังวลอีก ดังนั้นเราจึงออกตรวจคนไข้ด้วยอาการสงบได้ทุกวัน หากกระนั้น ความรู้สึกหนักอึ้งยังถ่วงอยู่ในหัวใจ ความรู้สึกที่มีต่อประเทศของเรา ญี่ปุ่นอันเป็นที่รัก โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์แห่งภูเขาไฟฟูจิที่สูงเสียดฟ้า ขาวพร่างสว่างไสวด้วยแสงแห่งอาทิตย์ที่ส่องสะท้อนจากฝั่งทะเลตะวันออกนั้น ตายเสียแล้ว !! ผู้คนของเราอีกล่ะ ![]() |
|
เรา เหล่าลูกพระอาทิตย์.. ผู้สืบเชื้อสายเกรียงไกรมาช้านาน ต่างลอยละลิ่วตกลงสู่ห้วงลึกที่สุดแห่งเหวนรก! เรา ผู้ยังเหลือลมหายใจ ต่างมีชีวิตอยู่ด้วยความอัปยศอย่างเหลือแสน! ผู้ที่ละร่าง จากไปในไฟนรกแห่งระเบิดปรมาณูนั่นต่างหากคือผู้มีความสุขอย่างแท้จริง!! เราผู้อยู่ ต่างใช้ชีวิตด้วยความรวดร้าวขมขื่นยิ่ง ในระหว่างเวลากลางวันเราเก็บกดความรู้สึกเหล่านั้นไว้ภายใน ขณะใช้พละกำลังของเราออกไปกับการช่วยเหลือดูแลคนไข้ หากทุกคืน หลังอาหารมื้อค่ำภายใต้แสงจันทร์ หรือแม้กระทั่งเมื่อพระพิรุณโปรยปรายจากฟากฟ้า ที่เราต่างลงนั่งล้อมวงรอบเตาไฟแล้วก็ถกกันอย่างจริงจังถึงอนาคตของประเทศ ว่าเราจะเดินทางไหนกันดี อาการของโรคอะตอมมิกแสดงตัวของมันด้วยจำนวนที่ทวีสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในผู้ป่วย ในตัวเราเอง รวมทั้งคนที่ดูเหมือนว่ามีสุขภาพดีก่อนหน้านี้ด้วย หลายๆ อาการเป็นไปอย่างที่เรารู้ล่วงหน้าเพราะผลจากการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ ซึ่งลึกๆ แล้วเราก็ออกจะภูมิใจที่ผลการทดลองของเราได้รับการรับรองเป็นอย่างดี แต่อีกหลายอาการที่ปรากฎก็ทำให้เราต่างงุนงงเพราะนึกไม่ถึงมาก่อนไปตามกัน |
![]() | |
|
หากเราก็ยังปฏิบัติการกู้ชีพที่ศูนย์ฯ ณ มิตสุยาม่าในลักษณะการดังนั้นเป็นเวลานานถึงสองเดือน กระทั่งถึงวันที่ ๘ ตุลาคม ทีละคน ทีละคน ที่ทีมกู้ชีพต่างต้องผลัดกันลงนอน กลายเป็นผู้ป่วยเสียเอง บาดแผลที่เกิดจากระเบิดปรมาณู ภาระอันหนักหนาสาหัส ไม่มีอาหารอย่างเพียงพอ เหล่านี้ไม่เพียงดูดพลังไปจากร่างกายจนหมดสิ้นหากยังทำร้ายสุขภาพเราอย่างรุนแรงยิ่ง เม็ดโลหินขาวของศาสตราจารย์ฟูเสะลดลงเหลือเพียงครึ่งของจำนวนที่ร่างกายต้องการ โมริอูชิมีอาการเลือดซึมตามร่างกาย ผมของหัวหน้าพยาบาลเริ่มร่วง ผู้รักษาซึ่งหายหน้าไปจากการออกตรวจคนไข้เหล่านี้ ต่างต้องล้มลงนอนทรมานด้วยความเจ็บปวดอยู่กับอาการของตัวเอง รอกระทั่งเพื่อนที่ออกไปเยี่ยมดูแลคนไข้กลับมา จึงจะได้รับการดูแลรักษาบ้างในตอนกลางคืน ครั้นพอพระอาทิตย์ขึ้น พวกเขาก็มุ่งหน้ากลับสู่งานประจำอีกครั้ง งานประจำที่หมายถึงการเดินจากบ้านสู่บ้าน จากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน วันละแปดกิโลเมตร บนถนนสายร้อนระอุ ท่ามกลางแสงแดดแผดเปรี้ยงของฤดูร้อน และในบางครั้งบางคราว เมื่อคนที่ล้มลงนอนเจ็บรู้สึกดีขึ้นจนพอจะกลับออกไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเดิม เพื่อนที่คอยดูแลพยาบาลพวกเขาก็กลับต้องลงนอนแทนที่เพราะป่วยด้วยไข้ที่ขึ้นสูง พวกเราต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่ว่าจะความห่วงหาอาทร หรือยาที่ฉีดให้คนไข้ และให้ตัวเอง หากใครสักคนออกปากว่ารู้สึกหิวกระหายน้ำ ใครอีกคนก็จะลงไปที่ลำห้วย ตักน้ำใสไหลเย็นจากธารนั้นขึ้นนมาให้ | |
|
หรือหากใครอีกคนบ่นว่ากินอาหารไม่ลง
เราคนใดคนหนึ่งก็จะหยิบยื่นลูกแพร์ที่ได้มาจากคนไข้อีกทีให้
ในการจะได้มาซึ่งยา ไม่ว่าจะเป็นยากินหรือยาฉีด สมาชิกในกลุ่มของเราต้องเดินทางไปให้ถึงที่ตัวเมืองนางาซากิ ได้ยาแล้วกลับมาด้วยเส้นทางอ้อมภูเขา ด้วยระยะทางประมาณยี่สิบห้ากิโลเมตร ! ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ผมล้มป่วยหนักกระทั่งหมดสิ้นความหวังใดๆ ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป อาการของ โรคอะตอมมิกปรากฎขึ้นพร้อมๆ กับไข้ที่ขึ้นสูงติดต่อกันนานนับสัปดาห์ เป็นเวลาเดียวกับที่หมู่บ้านคิดะร้องขอความช่วยเหลือมา คิดะเป็นหมู่บ้านที่อยู่บนยอดเขา ซี่งผมรู้ว่า หากเดินทางไปก็อาจจะตายลงเสียที่กลางทาง หากเมื่อคิดว่าการได้สละชีวิตตัวเองเพื่อใครบางคนที่เราไม่แม้แต่จะรู้จักย่อมเป็นการเสียสละที่มีค่ายิ่ง ผมจึงจัดแจงเตรียมตัวสำหรับออกเดินทาง |
|
และระหว่างทางที่เดินไป เรี่ยวแรงผมก็ร่อยหรอลงจนถึงกับเดินขาสั่น และที่สุดต้องแวะพัก ณ จุดหลบภัยของคอนแวนต์แห่งจุนชินที่คาวาโดโค
"ทำไมนะ ทำไมถึงทำกับตัวเองอย่างนี้ ทำไม่ถึงได้บังคับใช้ร่างกายจนมากเกินไปขนาดนี้ " ผู้เป็นหัวหน้าอยู่ ณ ที่นั้นถึงกับดุผม แต่ผมก็ประสบความสำเร็จในการช่วยชีวิตผู้ป่วยล่ะ |
![]() |
|
หากเมื่อกลับมาถึงที่พักตอนกลางดึกของคืนนั้น ผมร่วงผล็อยกับเตียงราวก้อนหินที่ละลิ่วลงสู่หุบเหวลึก
และไม่มีโอกาศกลับขึ้นมาอีกเลย เมื่อฟื้นคืนสติขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวไปหมดทั้งตัวนั้น ผมรับรู้ถึงการหายใจอย่างแปลกๆ ของตัวเอง การหายใจแบบชีน สโต๊กส์(Cheyne-Stokes)! ลมหายใจแบบนี้จะเกิดขึ้นกับร่างกายก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตเพียงไม่กี่ชั่วโมง!!! "ชีน สโต๊กส์" ผมร้องบอกเสียงดัง ดร.โทมิตะ อดีตนักเรียนจากภาควิชาของเรานั่งอยู่ข้างๆ เตียงผม เขาถูกเรียกตัวไปประจำแนวหน้า แต่ตอนนี้กลับมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ "หมอเดินทางมาไกลเหลือเกิน " ผมพยายามเอื้อมมือออกไปหาเขา " ขอโทษนะที่ทำให้ต้องเป็นภาระยุ่งยากมากขนาดนี้ " "ครับ " เขารับคำด้วยสีหน้าอันหม่นหมอง "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณหมอนากาอิ" โมริตะ ซัง หัวหน้าพยาบาลจากโรงพยาบาลทหารซึ่งโผล่เข้ามาพอดีพูดเสียงดังขึงขัง " นอนเฉยๆ ก่อนก็แล้วกัน" เธอจัดแจงฉีดยาให้ที่แขน ซึ่งเมื่อวัดดูจากความปวดขณะเดินยาผมติดว่าคงต้องเป็น "โครามีน" แน่ๆ ชีพจรของผมอ่อน และเวลาหายใจก็เจ็บปวดจนสุดแสนที่บริเวณหน้าอก ราวกับมีรถคนมหึมาสักคันวิ่งพล่านไปมาอยู่ในนั้น.. แต่ในเมื่อพยาบาลบอกว่าไม่เป็นไร มันก็ต้องไม่เป็นไรสิ! ผมขยับเขยื้อนแม้แต่หัวของตัวเองก็ไม่ได้ ลืมตาไม่ขึ้นแต่รู้สึกคล้ายรับรู้ว่าที่รอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนที่รายล้อม พวกเขาต่างกระซิบกระซาบอะไรกัน แล้วก็ดูเหมือนเหตุการณ์จะเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายอย่างยิ่ง |
![]() "ดร. ฟูเสะล่ะ "ผมร้องถามอย่างเพลียเต็มที "ไปธุระแป็ปหนึ่งค่ะ เดี๋ยวก็มา " หัวหน้าพยาบาลบอก |
![]() |
|
"ครับ
" ผมรับรู้แล้วหมดสติลงอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่รู้สักนิดว่า คร.ฟูเสะ ผู้กระวนกระวายเหลือเกินกับการพยายามช่วยชีวิตผม ได้เที่ยววิ่งวุ่นไปยังที่ต่างๆ หารือกับศาสตราจารย์โช ขอร้องศาสตราจารย์คาเกอูระ วิ่งไปหาศาสตราจารย์โคยาโน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ที่เขาเที่ยววิ่งวุ่น..หายา หาคำแนะนำทางการแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผม แต่แพทย์ทุกคนที่ได้รับทราบอาการต่างบอกว่าหมดหวัง ผมไม่รู้เลยว่า เมื่อตัวเองอยู่ในอาการเข้าขั้นโคม่านั้น เพื่อนๆ ทั้งหลายต่างวิ่งวุ่น ต่างเข้ามาดูแลอยู่รอบข้าง ต่างเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหาทางช่วยชีวิตผม เมื่อเห็นคุณพ่อทากาว่าปรากฏกายขึ้น ผมเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับวาระสุดท้ายของตัวเอง ผมคงมีความสุขที่จะได้ตาย หากผมไม่ยังตาย เมื่อฟื้นขึ้นจากอาการโคม่านั้นดูเหมือนจะเป็นเวลากลางวัน เพื่อนฝูงต่างแวดล้อมอยู่รอบข้าง ความยินดีถ่วมท้นเอิบอาบไปทั่วทั้งหัวใจผมพร้อมๆ กับอาการเจ็บปวดอย่างสุดแสนที่หัวใจก็ประดังขึ้นอีก หากมีอาการตะคริวขึ้นที่กล้ามเนื้อส่วนนี้อีกครั้ง ผมรู้ว่าตัวเองไม่รอดแน่ จากบานประตูเลี่ยนที่เปิดอยู่ ผมเห็นยอดทั้งสามแห่งมิตสุยามายืนสงบขรึมเสียดตระหง่านละลิ่วขึ้นสุงท้องฟ้าราวจะแทนสัญลักษณ์แห่งพระบิดา พระบุตร และพระจิต ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มแล้ว " ปุยเมฆเงินยวง ละลิ่วเริงอยู่ท่ามกลางฟ้ากระจ่างใส แล้วค่อยลอยผ่านหายไป . ผมพึมพำด้วยถ้อยคำเหล่านี้เมื่อดิ่งลึกลงสู่อาการโคม่าอีกครั้ง อีกหนึ่งสัปดาห์คำเหล่านั้นฟื้นคืนสติจากสลบไสล และทุกคนบอกนั้นเป็นความมหัศจรรย์..ในช่วงเวลาแห่งความยากแค้นลำเค็ญเหล่านั้นที่มิตรภาพ ความแนบแน่น สนิทสนม ร้องรัดเราไว้ด้วยกันอย่างใกล้ชิดยิ่ง ในท่ามกลางแสงตะเกียง และดนตรีเห่กล่อมแห่งวงแมลงป่ายามเย็น คือเวลาที่เราเฝ้าแผ่ส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณของเพื่อนๆ ผู้ล่วงลับ ลูกพลับที่คาคิมิ ซังเอามาให้ ทำให้เรานึกถึงดวงตาเป็นประกายสดใสของอินูเอะ เมื่อฮาราดะ ซัง ให้ก้อนแป้งกวนที่ใช้ในงานเทศกาลของหมู่บ้านเราคิดถึงฮามะ และภรรยาของคนสานตะกร้ามอบลูกเชอรี่สีแดงให้เรานำมาบูชาที่แท่นบูชา จมูกแดงของยามาชิตะก็ลอยเข้าสู่ห้วงคำนึงของผม..ยามที่เราได้มันฝรั่งจากมัตสุชิตะ ซัง เรายิ่งระลึกอาลับอาวรณ์ถึงโอยานากิและโยชิดะ ผู้ซึ้งเดินเข้ามาในสวนปลูกมันในเวลานั้นพอดี น้ำตาคลอขึ้นขังเต็มสองตาของพวกเราเมื่อต่างนึกว่า เราจะยินดีกันสักเพียงใหน หากว่าอาหารมื้อนั้นจะมีฟูจิโมโตะ คาจาโอกะ และโคซาซะร่วมวงกับเราด้วย พบกับตอนใหม่ทุกวันพฤหัสบดีค่ะ | |
|