ทันทีทันควันหลังการระเบิดของปรมาณู ทฤษฎีที่ว่าไม่มีชีวิตใดสามารถอยู่รอดได้ที่นางาซากินานถึงเจ็บสิบห้าปีก็แพร่สะพัดไปทั่ว
อันตรายมากที่จะกลับไปที่นั่น
ผู้คนต่างร่ำลือกันเช่นนี้
และเพราะเราสูญเสียเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดทุกอย่างไป ทางเดียวที่เหลือให้ใช้จึงเป็นการเฝ้าดูชีวิตพืชและสัตว์
ที่มัตสุยาม่า อันเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการระเบิด สามอาทิตย์ผ่านไปเมื่อเราพบมดฝูงใหญ่ พวกมันดูท่าทางแข็งแรงดีด้วย
และหลังจากหนึ่งเดือนเราพบหนอนจำนวนมาก จากนั้นก็เป็นหนูที่วิ่งกันพล่าน แมลงที่พากันมากินใบของต้นมันฝรั่งทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
นั่นทำให้ผมเริ่มเชื่อว่าหากสัตว์เล็กๆ ยังอยู่รอดได้ มนุษย์ก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน
ในส่วนของพืช
ต้นข้าวสาลีที่ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดของปรมาณูยังคงแตกหน่อขึ้นอย่างรวดเร็วให้เห็นอยู่ทั่วไป
(หนึ่งปีหลังจากนั้นต้นข้าวสาลีเหล่านี้ก็สุกในเวลาเดียวกับข้าวสาลีที่ปลูกที่อื่นๆ เมล็ดข้าวที่ได้ดูสมบูรณ์เป็นปกติ)
ต้นข้าวโพดก็เริ่มออกรวงในฤดูหนาว แต่รวงของมันแทบไม่ให้เมล็ดเอาเลย
ผักบุ้งเลื้อยอย่างรวดเร็ว
และออกดอกสีสวยแม้ว่าดอกของมันจะมีขนาดเล็กสักหน่อย ตามใบของพืชชนิดนี้ปรากฏความหงิกงอพิกลพิการให้เห็น
ต้นมันเทศก็แตกกิ่งก้านอย่างรวดเร็วเช่นกัน หากแทบไม่ให้ผลมันเทศเลย
แต่พืชผักสีเขียวนั้นดูงอกงามเติบโตดี
ด้วยสิ่งที่ได้เห็นดังกล่าว
ผมจึงปฏิเสธทฤษฎีที่ว่า ชีวิตไม่สามารถเติบโตได้ในดินแดนแห่งปรมาณูแห่งนี้
หากผมเพียงเสริมไปว่า ไม่ควรมีการนำเด็กเล็กๆ มาที่นี่ เพราะร่างกายของพวกแกยังไวต่อกัมมันตรังสีอยู่มาก
ณ ป่าช้าแห่งปรมาณูแห่งนี้ พวกเราต่างต้องผ่านยุคแห่งการสร้างเมืองใหม่ถึงสี่ขั้นตอน
นั่นคือขั้นตอนแห่งการขุดเอาซากต่างๆ ออกไปจากนั้นก็เป็นการสร้างกระท่อมแบบง่ายๆ
แล้วจึงถึงการปลูกบ้านที่ใช้อยู่อาศัยชั่วคราว และขั้นสุดท้ายคือการสร้างบ้านที่ใช้อยู่อาศัยกันจริงๆ |