คำกล่าวในพิธีศพของเหยื่อแห่งระเบิดปรมาณู...
เมื่อเวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกาของวันที่ ๙ สิงหาคม คริสต์ศักราช ๑๙๔๕ ณ พระราชวังอิมพีเรียล
สภาการสงครามได้จัดประชุมขึ้นเพื่อพิจารณาว่า ประเทศญี่ปุ่นสมควรยอมจำนนต่อสงครามครั้งนี้หรือว่าควรสู้ต่อไป
ณ นาทีนั้นมนุษยชาติได้เดินมาถึงซึ่งทางแยก
การตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นประหนึ่งเครื่องชี้ว่า
มนุษย์จะเลี้ยวขึ้นสู่ถนนสายยาวแห่งสันติภาพ
หรือว่าดั้นด้นต่อไปในหนทางอันนองเลือดเพราะการทำลายล้าง
เกือบจะในเวลาเดียว
กัน
สิบเอ็ดนาฬิกาสองนาทีของเช้าวันนั้น
ที่ระเบิดปรมาณูระเบิดขึ้นเหนือน่านฟ้าแห่งอูราคามิของจังหวัดนางาซากิ
ณ นาทีนั้น
บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าถึงแปดพันคนต่างเดินทางกลับสู่อุ้งหัตถ์แห่งพระองค์
ในขณะที่อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา พระเพลิงได้เผาผลาญดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งภาคตะวันออกนี้ลงเป็นเถ้าถ่าน
และในเวลาเที่ยงคืนของวันเดียวกัน ที่มหาวิหารแห่งอูราคามิกลับพลุ่งโพลงขึ้นด้วยประกายไฟอีกครั้ง
กระทั่งที่สุดมอดไหม้กลายเป็นเถ้าลงกองอยู่กับพื้น
เป็นเวลาเดียวกันที่ ณ พระราชวังอิมพีเรียล
สมเด็จพระจักรพรรดิทรงตัดสินใจให้ยุติสงคราม
!
๑๕ สิงหาคม
อันเป็นวันเดียวกับวันสมโภชที่พระนางพรหมจารีมารีอาได้รับเกียรติยกขึ้นสู่สวรรค์
พระบรมราชโองการประกาศให้สงครามสิ้นสุด ก็ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ
และโลกทั้งโลกต่างแย้มยิ้มต้อนรับสันติภาพ
เราจึงอาจกล่าวได้ว่ามหาวิหารแห่งอูราคามินี้ได้รับการอุทิศแด่เธอ
และเราจะต้องถามตัวเองว่า
โอกาศทั้งสอง
ที่สงครามได้สิ้นสุดลงพร้อมๆ กับการเฉลิมเพื่อพระแม้นี้ เป็นเพียงเหตุบังเอิญ
หรือว่าคือพระประสงค์แห่งพระองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมได้ยินมาว่าระเบิดปรมาณูลูกที่สอง ซึ่งมุ่งหมายเพื่อจัดการญี่ปุ่นให้ราบคาบนั้นความจริงมีเป้าหมาย
ที่เมืองอื่น แต่เป็นเพราะท้องฟ้าเหนือเมืองนั้นเต็มไปด้วยเมฆหมอก กระทั่งนักบินอเมริกันไม่อาจมองเห็นเป้าหมายได้ ดังนั้น
พวกเขาจึงเปลี่ยนเป้ามาเป็นนางาซากิ อันเป็นเป้ารอง
|