A
Atlantic Charter (August 1941): กฎบัตรแอตแลนติค (สิงหาคม พ.ศ.2484)
เป็นกฎบัตรจากการพบปะกันอย่างลับๆระหว่างนายแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt)
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากับเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill)
นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่บริเวณนอกชายฝั่งทะเลนิวฟาวด์แลนด์ วันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1941
เพื่อย้ำหลักการ 14 ข้อของอดีตประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Wilson 's Fourteen Points)
กับหลักเสรีภาพ 4 ข้อ (Four Freedoms) ของนายรูสเวลท์ที่แถลงไว้ในเดือนมกราคม
ค.ศ.1941 เรียกร้องการปกครองตนเองกับเสรีภาพในการพูดของประชาชน
ประกาศการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นระบบเท่าเทียมกันระหว่างประเทศ
ยุติการใช้กำลังรบ ให้มีการสถาปนาระบบหรือวิธีการใดๆ ที่จะทำให้โลกมีความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริง
เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามในเวลาต่อมา การเรียกร้องสันติภาพก็ยิ่งเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยการประกาศจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ลงนามโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ
สหภาพโซเวียตและจีน ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 กับต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 22
ประเทศ การเกิดกฎบัตรนี้เป็นการวางพื้นฐานเรื่องความร่วมมือกัน
ของฝ่ายสัมพันธมิตรระหว่างสงคราม
Atlee, Clement Richard, 1st earl 1883-1967:
แอตลี, คลีเมนต์ ริชาร์ด, เอิร์ลชั้นที่หนึ่ง (พ.ศ. 2426-2510)
เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่าง ค.ศ.1945-51 ได้เป็นสมาชิกของสมาคมฟาเบียน
(Fabian) และต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคกรรมกรของอังกฤษ (Labour Party) ระหว่าง ค.ศ. 1935-55
เขาเป็นหัวหน้าพรรคที่ได้ดำเนินการปฏิรูปตามแบบสังคมนิยม
เช่นการจัดตั้งองค์การบริหารสุขภาพ ธนาคาร การสาธารณูปโภค
และอุตสาหกรรมแห่งชาติของอังกฤษ กับยังมีบทบาทสำคัญในสมัยการให้เอกราชแก่อินเดียกับปากีสถานใน
ค.ศ.1947 พม่า ปาเลสไตน์ และศรีลังกาใน ค.ศ.1948
(ดู Fabian Society)
ATM: เอ ที เอ็ม
เป็นคำย่อมาจากคำว่า "Automatic Teller Machine" หมายถึงเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติของธนาคาร
ทำงานโดยใช้บัตรแม่เหล็กที่มีรหัสเฉพาะ เสียบเข้าไปในเครื่อง
ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของธนาคาร
นอกจากการรับและจ่ายเงิน ยังสามารถให้บริการอย่างอื่นคือการโอนเงิน
และแจ้งยอดเงินได้ด้วย
Atomic bomb: ระเบิดปรมาณู
เป็นระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงตามแผนแมนฮัตตัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
เริ่มการทดลองครั้งแรกที่รัฐนิวเม็กซิโก (วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1945)
ก่อนจะนำไปใช้ในการปฏิบัติการจริงที่ญี่ปุ่น (ฮิโรชิมา วันที่ 6 สิงหาคม และนางาซากิวันที่ 9
สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้ญี่ปุ่นยอมจำนน และเท่ากับเป็นการเริ่มสงครามนิวเคลียร์ในโลก
Attila (.406-53): อัตติลา (พ.ศ. 940-996)
เป็นกษัตริย์ชาวฮั่นผู้มีสมญานามว่า "เครื่องมือลงโทษของเทพเจ้า" (Scourge of God)
มีอาณาเขตปกครองจากบริเวณลุ่มแม่น้ำไรน์ถึงทะเลสาปแคสเปียน ในปี 447
ก่อนคริสต์กาล พระองค์สามารถทำลายรัฐหลายแห่งที่ตั้งอยู่
ระหว่างทะเลดำกับทะเลเมดิเตอร์เรเรียน และยังเอาชนะพระจักรพรรดิเธโอโดสิอุสของโรมันได้
ในปี 451 ก่อนคริสต์กาลพระองค์รุกเข้าแคว้นโกล
แต่ไม่สามารถเอาชนะในการรบที่ที่ราบคาตาโลเนียน (Battle of the Catalaunian Plains)
เพราะทหารโรมันร่วมมือกับอนารยชนวิสิกอธ (Visigoths)
อัตติลาจึงเปลี่ยนแผนเป็นการรุกเข้าอิตาลีในปีที่ 452 ก่อนคริสต์กาล
โจมตีหลายเมือง แต่โรมรอดได้เพราะสันตะปาปาลีโอที่ 1
ยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้อัตติลา จักรวรรดิฮั่น (Hunnish Empire)
ล่มสลายลงภายหลังการเสียชีวิตของอัตติลา
Augustan Age: ยุคออกัสตัน
เป็นยุคที่วรรณคดีโรมรุ่งเรืองถึงที่สุด (27 ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.14 และ 43 ปีก่อน ค.ศ.-ค.ศ.17)
เพราะได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากพระจักรพรรดิออกัสตัสของโรมัน
มีวรรณกรรมที่เสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยนี้ เช่นมหากาพย์อีเนียด (Aeneid)
ของเวอร์จิล (Virgil) คำประพันธ์ของโฮราซ (Horace) คือ "Odes"
และ "Epistles" ผลงานของโปรเปอร์ติอุส (Propertius)
ผลงานของลิวี (Livy) คือ "A History of Rome" และ "Metamorphoses"
ของโอวิด (Ovid) คำว่า "ยุคออกัสตัน"
ถูกนำไปใช้เรียกยุครุ่งเรืองทางวรรณกรรมของหลายประเทศด้วย
(เช่นในอังกฤษคริสต์ศตวรรษที่ 18 และฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 17)
(ดู Absolutism)
Augustine 354-430: ออกัสตีน (พ.ศ. 897 - พ.ศ. 973)
เป็นเซนต์คริสเตียนรุ่นแรกๆ และยังเป็นนักปรัชญากับนักเทววิทยาด้วย
เดิมท่านผู้นี้นับถือลัทธิมานิเคอิสม์ (Manichaeism) ได้เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาใน
ค.ศ.387 ท่านพยายามปกป้องนิกายออร์โธดอกซ์ และต่อต้านมานิเคอิสม์กับพวกนอกรีตทั้งหลาย
เพราะมีความเชื่อในเรื่องบาปของมนุษย์
ที่จะต้องอาศัยอำนาจของพระเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยให้พ้นได้
แนวคิดนี้เป็นที่มาของเรื่องบาปพื้นฐานของมนุษย์
และความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มนุษย์
ซึ่งแนวคิดนี้ต่อมากลายเป็นต้นแบบของลัทธิศาสดาพยากรณ์
ผลงานเขียนที่มีชื่อเสียงของท่านคือเรือง "นครของพระเจ้า" (The City of God) และ "คำสารภาพ"
(The Confessions)
(ดู Manichaeism; Pelagianism; History)
Augustus: Octavian Emperor 63 B.C.-14 A.D:
จักรพรรดิออกเตเวียน (พ.ศ.480-557)
เป็นพระจักรวรรดิโรมันพระองค์แรก (27ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ.14) เป็นพระนัดดา
และเป็นบุตรบุญธรรมของซีซาร์ พระองค์เป็นพระจักรพรรดิที่สามารถสร้าง
"สันติสุขโรมัน" (Pax Romana) และสร้างอารยธรรมโรมันแท้ๆ ได้ตลอดรัชสมัย
การปกครองของพระองค์มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "ระบบออกเตเวียน" (Octavian
System) และเป็นระบบที่จักรพรรดิโรมันพระองค์ต่อๆ มาทรงดำเนินรอยตาม
สมัยสันติสุขโรมันจึงดำรงอยู่ถึงประมาณปลายค.ศ.180
(ดู Julius Caesar)
Aum Shinrikyo: โอม ชินริเคียว
เป็น ลัทธิที่มีผู้นำคือนายโชโก อาซาฮารา (Shoko Asahara) ใน ค.ศ.1987
เปิดที่ทำการที่จังหวัดยามานาชิ กับได้ทยอยเปิดสาขาสำนักอีกหลายแห่งในต่างประเทศ เช่นที่เมืองนิวยอร์ค
บอนน์ ศรีลังกาและมอสโก ชื่อโอม ชินริเคียวแปลเป็นไทยว่า ปรมัตถ์
หมายถึงสัจธรรมอันประเสริฐสุด มีสาวกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว
ทุกคนต้องบริจาคทรัพย์สินของตนที่มีอยู่ทั้งหมดเข้ากองกลาง
ต้องตัดขาดจากครอบครัวเพื่อแสดงว่าไม่ต้องการยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สิน และสิ่งผูกมัดอื่นใด
ลัทธิโอม เป็นลัทธิที่ผสมผสานความเชื่อของชาวพุทธทิเบตกับศาสนาฮินดู
โดยถือพระศิวะเป็นสรณะ แต่สิ่งที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นลัทธิอุบาทว์
และเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วโลก คือการเน้นความเชื่อเรื่องวันโลกาวินาศ
(doomsday cult) และการอวดอ้างอิทธิฤทธิของอาซาฮารา
เช่นการประกาศว่าตนสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้
อาซาฮาราทำนายว่าวันที่โลกแตกคืบคลานเข้ามาใน ค.ศ.1997
จึงสอนให้สาวกของลัทธิสรรเสริญความตาย และพร้อมพลีชีวิตโดยไม่กลัวและไม่เสียใจ
เขาถูกจับและถูกจำคุกในข้อหาพัวพันการปล่อยก๊าซพิษ
ที่บริเวณสถานีรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งให้ยุบที่ทำการลัทธินี้ในปี ค.ศ.1995
Aurangzeb 1618-1707: โอรังเซป (พ.ศ.2161-2250)
เป็นจักรพรรดิราชวงศ์โมกุลของอินเดีย (ค.ศ.1658-1707) ต่อจากพระบิดาคือชาห์เจฮัน
(Shah Jahan) รัชสมัยของพระองค์เป็นสมันที่รุ่งเรืองมากสมัยหนึ่ง
แต่จะมีการปฏิวัติบ่อยครั้งทั้งกบฎซิกห์ (Sikhs) ราชบุตร (Rajputs)
จัตส์ (Jats) และมาราธัส (Marathas) จักรวรรดิของพระองค์ได้ล่มสลายในเวลาไม่นานหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์
Augleich: เอาส์ไกลซ์:
ความตกลงประนีประนอมออสเตรีย-ฮังการี
เป็นข้อตกลงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1867 สถาปนาราชอาณาจักรคู่ออสเตรีย-ฮังการี
(Austro-Hungarian Dual Monarchy) ระหว่างพระจักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ
(Francis Joseph) แห่งออสเตรียกับชาวแมกยาร์ (Magyars)
หรือฮังกาเรียน เนื่องจากออสเตรียแพ้สงครามออสโตร-ปรัสเซียน
(Austro-Prussian) ค.ศ.1866 ทำให้เกียรติยศของราชวงศ์แฮปสเบิร์ก
(Habsburg) ตกต่ำลง ต้องถูกแยกออกจากรัฐเยอรมันอื่นๆ
สูญเสียแคว้นเวเนเทีย (Venetia) ให้อิตาลี ส่วนชนชาติต่างๆ
ในออสเตรียเช่นเชก (Czech) โปล (Poles) และกลุ่มอื่นๆ
ต่างต้องการแยกตัวออกบ้าง รัฐบาลต้องตกลงเจรจากับชนชาติใหญ่ที่สุด
คือแมกยาร์เพื่อลดความรุนแรงลง
การแบ่งจักรวรรดิออสเตรียตามข้อตกลงเอาส์ไกลซ์ คือแบ่งเป็นออสเตรีย-ฮังการีที่แม่น้ำไลทา
(Leitha) เป็นประเทศคู่ประกอบด้วยรัฐที่มีอิสรภาพ และมีฐานะเท่าเทียมกัน
มีพระประมุของค์เดียวกันที่ทรงเป็นพระจักรพรรดิออสเตรีย
และเป็นพระมหากษัตริย์ของฮังการี มีกองทัพรวม คณะเสนาบดีผสม
ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบนโยบายต่างประเทศ กิจการทหารและการคลัง
แต่ทั้งสองประเทศจะมีสภาผู้แทน
คณะเสนาบดีและระบบราชการตลอดจนการบริหารของตนเอง
พระจักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ ทรงทำพิธีสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิฮังการีด้วย
ในวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.1867
(ดู Austro-Prussian War; Dual Monarchy; Austria-Hungary Empire)
Austria-Hungary, Austro-Hungarian Empire:
ออสเตรีย-ฮังการี, จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
เป็นดินแดนที่เคยเป็นจักรวรรดิออสเตรีย (The Austrian Empire)
มาก่อน ต่อมาเป็นเขตแดนของประเทศออสเตรีย-ฮังการี เช็ค สโลวัค
โปแลนด์ และยูโกสลาเวีย ประชากรมีภาษาพูดหลายภาษา คือภาษาเยอรมัน
แมกยาร์ สโลวัค สลาฟและโรมาเนีย เป็นต้น
จักรวรรดิออสเตรียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์แฮปสเบิร์ก
(Habsburg) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ต่อมาตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17
สามารถยึดอาณาจักรฮังการีกับทรานซิลวาเนียคืนจากเติร์ก
แต่ต่อมาเมื่อพระจักรพรรดินโปเลียนหมดอิทธิพลในยุโรป
ได้เกิดการแพร่ขยายของลัทธิชาตินิยม ชนชาติต่างๆ
พากันเรียกร้องเอกราช เช่นใน ค.ศ. 1848
ชาวฮังการีคือหลุยส์ คอสซุส (Louis Kossuth)
ทำการปฏิวัติเพื่อเอกราชแต่ไม่สำเร็จ ใน ค.ศ.1867
พระจักรพรรดิฟรานซิส โจเซฟ
ได้ทรงตกลงประนีประนอมกับชาวฮังการีให้มีสิทธิปกครองตนเองบางส่วน
โดยที่ยังคงรวมอยู่ในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
เป็นระบอบกษัตริย์ราชาธิปไตยร่วม (Common Monarchy) หรือประชาธิปไตยคู่ (Dual Monarchy)
การรวมกันระหว่างสองประเทศเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนัก
โดยเฉพาะปัญหาเงินที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องสมทบกันจ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน
ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฮังการีพยายามเรียกร้อง
เพื่อให้กองทหารของตนมีอิสระมากขึ้น ชนชาติต่างๆ
ในจักรวรรดิต่างเรียกร้องเอกราชด้วย เพราะไม่พอใจที่ชาวฮังการีได้รับสิทธิมากกว่าชาติพันธุ์อื่น
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง (Central Powers)
เมื่อแพ้สงครามจึงเกิดปัญหาชนชาติต่างๆ พากันเรียกร้องเอกราช
จักรวรรดิออสเตรีย- ฮังการีสลายตัวใน ค.ศ.1918
เกิดประเทศใหม่คือออสเตรีย ฮังการี เชคโกสโลวาเกีย ยูโกสลาเวีย
และเสียดินแดนบางส่วนให้โปแลนด์ ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาแซงค์
แยร์แมง (Treaty of St. Germain) ค.ศ.1919 และสนธิสัญญาตริอานอง
(Treaty of Trianon) ค.ศ.1920
Austro-Prussian War (Seven Weeks):
สงครามออสโตร-ปรัสเซียน (สงครามเจ็ดสัปดาห์)
เป็นสงครามระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึง 23 สิงหาคม ค.ศ.1866
ระหว่างปรัสเซีย (กับพันธมิตรอิตาลี) และออสเตรีย (กับพันธมิตรฮันโนเวอร์
บาวาเรีย และรัฐเยอรมันอื่นๆ) เป็นผลให้ออสเตรียถอนตัวออกจากสมาพันธรัฐเยอรมัน
(German Confederation) เปิดทางไปสู่การรวมประเทศเยอรมนี
โดยมีปรัสเซียเป็นผู้นำ ผู้นำคนสำคัญของปรัสเซียคือออตโต
ฟอน บิสมาร์ก (Otto von Bismarck)
เริ่มเปิดฉากสงครามกับออสเตรีย โดยอ้างเรื่องการปกครองของออสเตรีย
ในแคว้นชเลสวิก-โฮลสไตน์ (Schleswig-Holstein) ในฤดูร้อน ค.ศ.1866
กองทัพปรัสเซียบุกโฮลสไตน์ก่อน โดยมีอิตาลีร่วมรบด้วย
แต่กองทัพอิตาลีถอยขณะที่กองทัพปรัสเซียเอาชนะออสเตรียทางภาคเหนือได้
เข้ายึดฮันโนเวอร์ (วันที่ 27-29 มิถุนายน)
กับโบฮิเมียและมีชัยชนะเหนือออสเตรียเด็ดขาดในการรบที่ซาโดวา
(Battle of Sadowa) สงครามยุติด้วยการทำสนธิสัญญาปราค
(Treaty of Prague) เสนอให้มีการจัดตั้งสมาพันธรัฐเยอรมันภาคเหนือ
(North German Confederation) และยกเลิกสิทธิการปกครองของออสเตรียในอิตาลี
(ดู German Confederation; Bismarck)
Avignon Papacy
ดู Babylonian Captivity
Axis Powers: กลุ่มประเทศอักษะ
เป็นการรวมกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่าแกนร่วมโรม-เบอร์ลิน (Rome-Berlin Axis)
ซึ่งผู้เรียกคนแรกคือเบนิโต มุสโสลินี (Benito-Mussolini)
ผู้นำอิตาลีในการปราศรัยที่เมืองมิลาน (Milan) วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1936
หมายถึงความร่วมมือกันระหว่างพรรคนาซี (Nazi Party)
ของเยอรมนีกับพรรคฟาสซิสม์ (Fascist Party) ของอิตาลี
ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่สำคัญคือการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก
ความร่วมมือต่อต้านคอมมิวนิสต์ของเยอรมนีก่อนหน้านี้
กับอีกประเทศหนึ่งคือญี่ปุ่น ในกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์น
(Anti-Comintern Pact) ค.ศ.1936
ส่วนอิตาลีเข้าร่วมใน ค.ศ.1937 จึงรวมเป็นสามประเทศเป็นมหาอำนาจอักษะ
(Axis Powers)
(ดู Allied Powers)
AZT: เอ แซท ที
เป็นยาที่ใช้ควบคุมการขยายตัวของเชื้อ HIV ในผู้ป่วยโรคเอดส์
มีชื่อทางการว่า Zidovudine
ปัจจุบันได้มีการค้นคว้ายาใหม่ขึ้นใช้ควบคู่กับยานี้ โดยหวังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
|