A
Aquinas, Saint Thomas, 1225-1274: อะไควนัส เซนต์ โทมัส (พ.ศ.1768 - พ.ศ.1817)
เป็นนักปราชญ์สกอลัสติก (Scholastic) ชาวอิตาเลียน เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเนเปิลส์ และมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคโลญจ์ แต่งหนังสือชื่อ "Summa Theologica" มีวิธีการสอนโดยการตั้งคำถาม แล้วสรุปแนวคิดที่หลากหลายจากหลายแหล่งข้อมูล แล้วจึงนำความคิดที่ต่อต้านมารวมไว้ด้วยกัน มีทั้งคำสอนของอริสโตเติลและคำสอนทางศาสนา ในปัจจุบันนี้ นิกายโรมันแคทอลิกได้นำมาประยุกต์กับรูปแบบความขัดแย้ง ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา

Aquino, Benigno (Ninoy) 1932-83: (พ.ศ.2475 - พ.ศ.2526)
เป็นนักการเมืองฟิลิปปินส์ที่เริ่มสร้างชื่อจากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ได้เป็นวุฒิสมาชิกเมื่ออายุ 35 ปี ต่อมาได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญ ในระหว่างการประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์คอสใน ค.ศ. 1972 เขาถูกจับและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในฐานะเป็นฆาตกร และเป็นผู้นำล้มล้างรัฐบาล ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1977 ต่อมาเขาเกิดป่วยด้วยโรคหัวใจ ต้องเดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเขาเดินทางกลับฟิลิปปินส์ในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1983 ก็ถูกสังหารที่สนามบินมะนิลา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นคำสั่งของรัฐบาลให้กระทำดังนั้น ประชาชนจึงพากันชุมนุมครั้งใหญ่ต่อต้านประธานาธิบดีมาร์คอส จนต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1986 ต่อมาภริยาหม้ายของนายอาคิโน คือนางโคราซอน อาคิโน (Corazon Aquino) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา

Arab-Israeli Wars: สงครามอาหรับ-อิสราเอล
เป็นสงครามภายหลังการสถาปนาประเทศอิสราเอลใน ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) เกิดสงครามตามลำดับคือ
1) สงครามครั้งแรก (ค.ศ.1948-49) ระหว่างอิสราเอลกับพันธมิตรอาหรับ (อียิปต์ ซีเรีย ทรานส์-จอร์แดน อิรัค และเลบานอน)เป็นสงครามภายหลังการจัดตั้งประเทศอิสราเอล (14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948) เมื่อเริ่มสงคราม ฝ่ายอาหรับสามารถยึดครองดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเมืองเก่าของนครเจรูซาเล็ม องค์การสหประชาชาติพยายามประนีประนอมใน 4 อาทิตย์ (มิถุนายน ค.ศ. 1948) เป็นขณะที่อิสราเอลเป็นฝ่ายรุก แต่ก็สามารถประกาศหยุดยิงในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1949 อิสราเอลได้ดินแดนที่เสียไปกลับคืนมาเกือบหมด ชาวปาเลสไตน์เกือบ 400,000 คนต้องหนีไปอยู่ดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ความเดือดร้อนของขาวปาเลสไตน์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ชาวอาหรับต้องพยายามหาหนทางกลับคืนสู่ดินแดน ที่เป็นที่อยู่ของตนแต่เดิมกลับคืนมาให้ได้ จึงมีการจัดตั้งองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestinian Liberation Organization: PLO) ขึ้นเพื่อเรียกร้องถิ่นที่อยู่ของชาวปาเลสติเนียน
2) สงครามครั้งที่สอง (ตุลาคม-พฤศจิกายน 1956) ระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์ นายพลนัสเซอร์แห่งอียิปต์ ประกาศปิดคลองสุเอซ ทางฝ่ายอิสราเอลมีแม่ทัพคนสำคัญคือนายพลโมเช ดายัน บุกเข้าไปในคาบสมุทรไซนายตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม - 6 พฤศจิกายน ในที่สุดมีการเจรจาหยุดยิง ฝ่ายอิสราเอลยึดได้ดินแดนฝั่งตะวันออกคลองสุเอซเกือบทั้งหมด แต่สหรัฐอเมริกากับองค์การสหประชาชาติ ร่วมกันกดดันให้อิสราเอลคืนดินแดนที่คาบสุทรไซนาย (ค.ศ. 1957) โดยแลกกับหลักประกันว่าอิสราเอลต้องมีทางออกสู่อ่าวอะกาบา และมีการส่งกองกำลังสหประชาชาติ ไปประจำที่พรมแดนอียิปต์กับอิสราเอลเพื่อรักษาความสงบ
3) สงครามครั้งที่สามหรือสงครามหกวัน (5-10 มิถุนายน ค.ศ. 1967) ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับมี อียิปต์ ซีเรียและจอร์แดน เนื่องจากอียิปต์ประกาศปิดทางออกสู่อ่าวอะกาบา Aquaba) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีฝ่ายอาหรับ และสามารถยึดคาบสมุทรไซนายได้อีก นอกจากนี้ยังยึดเวสต์ แบงค์ (ดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน) เจรูซาเล็มเก่า และที่ราบสูงโกลัน สงครามสิ้นสุดลงในวันที่ 10 มิถุนายน โดยไม่มีการตกลงทำสัญญาสันติภาพใดๆ
4) สงครามครั้งที่ 4 (สงครามยมคิปเปอร์) (6-24 ตุลาคม ค.ศ. 1973) ระหว่างอิสราเอลกับประเทศอาหรับ (อียิปต์ ซีเรีย มีประเทศที่สนับสนุนคืออิรัค ลิเบียและจอร์แดน) ฝ่ายอาหรับเริ่มบุกในวันยมคิปเปอร์ ซึ่งเป็นวันหยุดงานของอิสราเอล ฝ่ายอียิปต์รุกข้ามคลองสุเอซ ขณะที่ซีเรียบุกทางเหนือ ในครั้งแรกอิสราเอลเป็นฝ่ายถอย แต่ต่อมาสามารถตีโต้อาหรับกลับไปทั้งสองด้าน และยังสามารถยึดฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซไว้ได้อีก แม้การรบด้านซีเรียจะยังติดพันอยู่ แต่อิสราเอลยอมถอยตามคำขอขององค์การสหประชาชาติในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1974 (ฝ่ายอาหรับเรียกสงครามนี้ว่า "สงครามรามาดอน Ramadon War")
5) สงครามครั้งที่ 5 (สงครามเลบานอน) ค.ศ. 1982 สืบเนื่องจากนักการฑูตอิสราเอลถูกลอบสังหารใน กรุงปารีส และกรุงลอนดอน ใน ค.ศ. 1982 อิสราเอลถือว่าเป็นการก่อการร้ายของพวก PLO จึงได้ยกทัพบุก เลบานอน ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน - 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 ผลทำให้ PLO ต้องถอนตัวออกไปจากเลบานอน อย่างสิ้นเชิง ไปอยู่ ณ เมืองตูนิส ประเทศตูนีเซีย

Arab League: สันนิบาตอาหรับ
เป็นสันนิบาตรวมรัฐอาหรับ ตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ.1945 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการรวมชาวอาหรับเข้าด้วยกัน มีศูนย์กลางที่อียิปต์ ซึ่งต่อมาย้ายไปยังเมืองตูนิส (Tunis) ในตูนิเซียเมื่ออียิปต์ยอมลงนามในสัญญาสันติภาพกับอิสราเอลใน ค.ศ.1979 ปัจจุบันมีสมาชิก 22 ประเทศ รวมชาวปาเลสไตน์ซึ่งมีตัวแทนคือขบวนการณ์พี แอล โอ (PLO)
(ดู PLO)


Archbishop: อาร์ชบิชอป
เป็นตำแหน่งพระในคริสต์ศาสนา มีหน้าที่ดูแลแขวงหรือมณทล

Archbishop of Canterbury: อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี
เป็นประมุขของนิกายอังกฤษ (Church of England) และเป็นชื่อบทละครของกวีอังกฤษคือโชเซอร์ (Chaucer) ใช้ชื่อเรื่องว่า "Canterbury Tales" (ค.ศ. 1342-1400)

Archduke: อาร์ชดุค
เป็นตำแหน่งขุนนางที่เริ่มใช้ในราชวงศ์แฮปสเบิร์ก (Habsburg) ของออสเตรียในรัชสมัยพระเจ้าเฟรเดอริก ที่สาม (ค.ศ. 1453) หลังจากนั้นได้เป็นตำแหน่งสืบทอดของเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายต่อมา

Archaeologists: นักโบราณคดี
เป็นนักวิชาการผู้ศึกษาจากซากโครงกระดูก เครื่องมือและอาวุธของมนุษย์โบราณ เพื่อเข้าใจลำดับพัฒนาการของมนุษย์

Arianism: อะเรียนิสม์
เป็นลัทธิที่อธิบายถึงสภาวะของพระเจ้าเป็นผู้สร้างพระคริสต์ พระคริสต์จึงไม่ใช่พระเจ้า ชื่อพระคริสต์เป็นเพียงชื่อของร่างที่เป็นอยู่ ไม่ได้มีจิตวิญญานเหมือนมนุษย์ธรรมดา ความเชื่อดังนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นความเห็นนอกรีต ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4 เกิดการถกเถียงกันมากในอาณาจักรโรมันตะวันออก เมื่อพระจากเมืองอะเล็กซานเดรีย ชื่ออาเรียสเน้นเรื่องพระคริสต์ไม่ใช่ตัวตนเดียวกับพระเจ้า ทำให้ถูกประณามในการประชุมที่ไนเซีย เป็นข้อวิพากย์สืบเนื่องมาจนแบ่งเป็นฝ่ายต่อต้านออร์โธดอกซ์ในที่ประชุมที่ไนซีน ฝ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากพระจักรพรรดิคอนสแตนติอุสที่สอง พระจักรพรรดิโรมในตะวันออกที่ได้เป็นพระจักรพรรดิองค์เดียวใน ค.ศ.350 ประกาศให้นิกายอะเรียนิสม์เป็นศาสนา ประจำจักรวรรดิ จนถึงสมัยพระจักรพรรดิออร์โธดอกซ์ตะวันตก คือกราเตียนและทางตะวันออกคือธีโอโดสิอุสที่หนึ่งทรงสั่งยุติ โดยให้ดำเนินการตามแผนที่กำหนดในที่ประชุมไนเซีย ลัทธิอะเรียนิสม์นี้จะไปเผยแพร่มากในกลุ่มเยอรมนิก จนถึงตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 7
(ดู Trinity; Apollinarianism; Monophysitism; Monothelitism; Nicene Creed)

Aristarchus of Samos: อริสตาชัสแห่งซามอส
เป็นนักดาราศาสตร์ชาวกรีกประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์กาล ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นคนแรกที่อธิบายว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทั้งยังอธิบายการเกิดกลางวัน และกลางคืนว่าเป็นผลมาจากการหมุนของโลก

Aristocracy: อภิชนาธิปไตย
เป็นระบอบการปกครองโดยชนชั้นพิเศษ หรืออภิสิทธิชนที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดิน หรือมีฐานะมั่งคั่ง เป็นชนชั้นที่ได้รับการยกย่อง หรือได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องการปกครอง ระบอบนี้มีความแตกต่างจากระบอบคณาธิปไตย (Oligarchy) ซึ่งจะเลือกตนกลุ่มหนี่งที่อาจไม่ใช่อภิสิทธิชนให้มีอำนาจการปกครองเด็ดขาด การปกครองคณาธิปไตยสมัยกรีกโบราณ มักเป็นสมัยการปกครองที่มุ่งหวังอำนาจเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ขณะที่การปกครองอภิชนาธิปไตยจะเป็นการเลือกคนดีที่สุด ที่จะทำให้ประเทศหรือรัฐได้รับประโยขน์สูงสุด ในปัจจุบันระบอบอภิชนาธิปไตยมักมุ่งไปที่กลุ่มอภิชนโดยตรง ตัวอย่างการปกครองระบอบนี้ คือคือการปกครองของเอเธนส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์กาลและการปกครองของอังกฤษในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18-19

Aristotle: อริสโตเติล 384-322 B.C. (พ.ศ. 159-221)
เป็นนักปรัชญากรีกที่ได้ใช้ชีวิตวัยเยาว์ที่แคว้นมาซีโดเนีย (Macedonia) ทางเหนือของกรีซโบราณ มีบิดาเป็นนักฟิสิกส์ในราชสำนักกษัตริย์ฟิลิปแห่งแคว้นนั้น เมื่ออายุ 18 ปี จึงเดินทางกลับกรีซและไปสมัครเรียนกับเพลโต ได้ศึกษาและทำงานอยู่ในสำนัก "Academy" ของเพลโตถึง 20 ปี จนกระทั่งเพลโตเสียชีวิตในปี 347 ก่อนคริสต์กาล เมื่ออริสโตเติลมีอายุ 47 ปี เขาจึงลาออกจากอเคเดอมีเดินทางกลับเอเธนส์ และตั้งโรงเรียนของตนคือ "Lyceum" อริสโตเติลเคยเป็นอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงเมื่อกษัตริย์องค์นี้สิ้นพระชนม์ในปี 323 ก่อนคริสค์กาล อริสโตเติลไม่ไว้ใจสถานการณ์ทางการเมืองที่นั่นจึงหลบหนีออกมา และถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 62 ปี
แม้อริสโตเติลจะเป็นศิษย์ของเพลโต แต่ก็มีความคิดแตกต่างออกไป เช่นเรื่องการแบ่งกลุ่มประชากรที่เพลโตเชื่อว่าคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แต่อริสโตเติลเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน เพียงแต่จะมีความถนัดต่างกัน เพลโตเน้นเรื่องสิ่งที่ควรจะเป็น อริสโตเติลเน้นเรื่องที่เป็นไปได้ น่าเสียดายที่ผลงานของท่านผู้นี้สูญหายไปมากในสมัยที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย กลับมาได้รับการฟื้นฟูใหม่โดยนักปราชญ์ชาวอาหรับในคริสต์ศตวรรษที่ 9 คำสอนของอริสโตเติลได้เป็นพื้นฐานของปรัชญาสกอลัสติก (Scholasticism)
อริสโตเติลทำการสอนแบบเดินเรียน (Peripatetics : to walk around) เน้นการเรียนด้วยการสังเกต และนำทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาประมวลเป็นข้อมูล (facts) เป็นเหตุเป็นผล ผลงานของอริสโตเติลได้ถูกนำมาบันทึกไว้ โดยการนำบันทึกของท่านมาเรียบเรียง หลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้วเกือบสองศตวรรษ ผลงานมีอาทิ "Organon", "Nicomachean Ethics", "Metaphysics", "Polithic", "Poetics", "Constitution of Athens", กับผลงานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ และปรากฎอิทธิพลคำสอนของท่านในลัทธิสกอลัสติกในสมัยกลาง กับวิชาเทววิทยาของโรมันแคทอลิก
(ดู Plato; Aquinas, St.Thomas)


Armada: อาร์มาดา
เป็นคำโดยทั่วไปที่หมายถึงกองทัพเรือใหญ่ กองเรือรบ ฝูงเรือบิน และอธิบายพิเศษว่าเป็นชื่อกองทัพเรือสเปน 130 ลำที่ส่งไปรบกับอังกฤษใน ค.ศ.1588 กองเรืออาร์มาดาของสเปนพ่ายแพ้อังกฤษ ในสมัยของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 เป็นผลให้สเปนต้องสูญเสียการเป็นมหาอำนาจทางทะเลของตน ให้แก่อังกฤษในครั้งนั้น

Armstrong, Neil Alden 1930- : อาร์มสตรอง, นีล อัลเดน (พ.ศ.2473- )
เป็นมนุษย์อวกาศชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1969 ด้วยยานชื่ออะพอลโล 2 พร้อมกับมนุษย์อวกาศอีกคนหนึ่งชื่อ อี อัลดริน (E. Aldrin) ที่ได้จอดพักยานอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์นานกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ

ASEAN Economic Minister Meetings (AEM): การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน
เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้เป็นแนวเดียวกันเมื่อมีการเจรจากับประเทศนอกกลุ่ม การประชุมนี้จัดให้มีขึ้นทุกปี โดยให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพการประชุม

ASEAN Free Trade Agreement (AFTA): ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน
เป็นข้อตกลงร่วมของบรรดาประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือกำเนิดจากปฎิญญากรุงเทพฯ ค.ศ.1967 เป็นการรวมกลุ่มระหว่างประเทศเพื่อนบ้านคืออินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไนเป็น 6 ประเทศ ต่อมามีเวียดนามเข้าร่วมเป็นประเทศที่ 7 และพม่าดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกในค.ศ. 1997
จุดประสงค์เบื้องต้นของการรวมตัวกัน ก็เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกันด้านกำลังทหารและการเมือง ซึ่งต่อมาได้รวมเรื่องเศรษฐกิจเข้าไปด้วย ใน ค.ศ.1977มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้โครงการเศรษฐกิจมีความสำคัญขึ้น เกิดโครงการอื่นอีกหลายโครงการ รวมทั้งแผนการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีอากรระหว่างกันที่รู้จักกันในนาม PTA (Preferential Trading Arrangement) คือการลดภาษีแก่กันหรือการให้ "Margin of Preference: MOP" สำหรับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศสมาชิก
ต่อมาภายหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต และการสิ้นสุดสงครามเย็นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองกับเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เป็นการรวมกลุ่มประเทศ เช่นการรวมตลาดในยุโรปเป็นตลาดเดียว (Single Market) การรวมกลุ่มระหว่างประชาคมยุโรปกับกลุ่มการค้าเสรีอัฟตา (European Free Trade Association: EFTA) ในทวีปยุโรป การตั้งกลุ่มการค้าเสรีในทวีปอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Agreement: NAFTA) เหล่านี้ทำให้อาเซียนเริ่มตื่นตัว และตระหนักถึงภัยคุกคามในรูปแบบใหม่จึงเริ่มหันหน้าเข้าหากันบ้าง ทั้งนี้โดยนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คือนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เสนอแนวคิดเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนครั้งที่สาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนใน ค.ศ.1992 ดำเนินการยกเลิกภาษีศุลกากร และข้อจำกัดเรื่องเศรษฐกิจการค้า เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก และใช้เป็นข้อตกลงกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ข้อตกลงนี้จะมีผลสมบูรณ์ใน ค.ศ. 2008


ASEAN Minister Meeting (AMM): การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือทางการเมือง และสังคมอาเซียน รวมไปถึงการกำหนดท่าทีร่วมกันในประเด็นความร่วมมือทางด้านการเมืองและสังคม เพื่อใช้เป็นแนวทางการเจรจากับประเทศนอกกลุ่ม การประชุมนี้จัดเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเซียน

Asia-Europe Meetings (ASEM): การประชุมประเทศเอเซีย-ยุโรป
เป็นการประชุมครั้งสำคัญระหว่างประเทศเอเชีย-ยุโรป จัดเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม ค.ศ.1996 มีชาติที่เข้าประชุม 10 ชาติในเอเชียและ 15 ชาติยุโรป มีหัวหน้ารัฐบาลอาเซียน 7 ประเทศได้แก่บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียตนามกับ 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกคือจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผู้เข้าประชุมฝ่ายยุโรปประกอบด้วย นายจาค ชองแตร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปในฐานะผู้แทนสหภาพยุโรป และประเทศสหภาพยุโรป (EU) 15 ประเทศได้แก่ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักแซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดนและสหราชอาณาจักร
การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการพบปะกันระหว่างประเทศเอเชีย-ยุโรป และระหว่างประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจในคราวเดียวกันมากที่สุดในโลก เพื่อกำหนดมิติใหม่แห่งความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ระหว่างสองภูมิภาคของโลกทั้งนี้ โดยมีแนวโน้มด้วยว่า ในการประชุมครั้งต่อไปจะมีการขยายจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ให้ครอบคลุมประเทศอื่นในยุโรปกลาง และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอีกจำนวนหนึ่ง โดยตกลงกันว่าให้สมาคมอาเซียนเป็นผู้เสนอราบชื่อผู้เข้าร่วมประชุมจากเอเชีย และใสหภาพยุโรปเสนอชื่อฝ่ายยุโรป
จุดกำเนิดของการประชุมนี้ เริ่มเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1994 ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปค (กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-ปาซิฟิก) ครั้งที่สองที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ทั้งสองฝ่ายเสนอให้มีการประชุมเอเชีย-ยุโรป โดยพิจารณาจากข้อเสนอในการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่จัดโดยภาคเอกชนในสิงคโปร์ เดือนตุลาคม ค.ศ.1994 และสิงคโปร์ได้ทาบทาม EU (European Union) ผ่านฝรั่งเศส ที่ประชุม EU เห็นด้วยในวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ.1995
การประชุมที่กรุงเทพฯ เป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ จึงไม่มีการกำหนดรูปแบบของการประชุมอย่างเคร่งครัด และไม่มีการลงนามในเอกสารสุดท้าย แต่สาระที่ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นสังเขปคือ
1) การส่งเสริมการเจรจาทางการเมือง
2) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
3) การส่งเสริมความร่วมมือด้านอื่นๆ
ที่มาของชื่ออาเซมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Asia-Europe Meetings" (As=Asia, E=Europe, M=Meetings) มีความหมายเน้นเรื่องอนาคตของอาเซม เช่นเรื่องการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนตามแนวทางของเอเปค กับการพัฒนาอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง เข้าสู่การประชุมพิจารณาด้วย เป็นต้น
หลังจากที่มีความคุ้นเคยระหว่างประเทศแล้ว ก็อาจมีการประชุมปรึกษาหารืออย่างกว้างๆ ในเรื่องที่ต่างมีความสนใจร่วมกันเพื่อความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อไป และแกนของการประชุมขั้นต้นจะมีว่า "สู่ความสัมพันธ์ใหม่ฉันท์หุ้นส่วนระหว่างเอเชีย-ยุโรปเพื่อความเติบโตยิ่งขึ้น" (Towards New Asia-Europe Partnership for Greater Growth) ความสัมพันธ์ที่มุ่งหวังจึงเน้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ฉันท์หุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อความเจริญเติบโตยิ่งขึ้นจนทำให้ประชาชนทั้งสองภูมิภาคมีความกินดีอยู่ดียิ่งๆ ขึ้นไป


Asia Minor: เอเชียน้อย
เป็นชื่อดินแดนที่มีบริเวณส่วนใหญ่ คือประเทศตุรกีปัจจุบัน

Asoka : พระเจ้าอโศก
เป็นพระจักรพรรดิราชวงศ์เมารยะของอินเดีย (273-232 ปีก่อนคริสต์กาล) ซึ่งทรงสามารถ รวมอินเดียเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก แต่เนื่องจากได้ทรงเห็นความทุกข์ยาก และความสูญเสียในสงคราม ทำให้ทรงบังเกิดความโทมนัส และเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้ทรงเผยแผ่ศาสนานี้ออกไปอย่างกว้างขวางในราชอาณาจักรของพระองค์ รวมถึงดินแดนใกล้เคียงด้วย

Assignats: อัสซิญยาต์
เป็นกระดาษที่ใช้ที่ดินของวัดเป็นมาตรฐานรองรับ ออกโดยสภาฝรั่งเศสในเดือนธันวาคม ค.ศ.1790 ในระยะแรกมีการจำกัดจำนวน แต่เนื่องจากเป็นที่นิยมใช้แลกเปลี่ยนในท้องตลาด รัฐบาลจึงพิมพ์เพิ่มเพื่อนำมาใช้ ปลดหนี้สินจำนวนมาก และยังผลิตสำหรับเจ้าของทรัพย์สินรุ่นใหม่ จนทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและที่ดินซื้อขายของ พระลดจำนวนลงทำให้ใบอัสซิญยาต์ลดจำนวนลงด้วย ส่วนคนจนในเมืองก็ยิ่งยากจนลง

Association of Southeast Asian Nations: สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นการรวมกลุ่มประชาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เป็นคอมมิสนิสต์ใน ค.ศ.1967 ประกอบด้วยสมาชิกแรกตั้งคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และบรูไน มีจุดประสงค์เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และสังคมภายในภูมิภาค ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมด้วยอีกคือลาว กัมพูชา และพม่า
การขยายงานของอาเซียนในวงกว้างออกไป มีอาทิการร่วมลงนามในข้อตกลงพิเศษทางการค้าของอาเซียน (ASEAN Preferential Trading Arrangements) วัตถุประสงค์คือการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ค.ศ.1977 และต่อมาใน ค.ศ.1992 ได้มีการลงนามเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area)
ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซียนได้ขยายวงความรับผิดชอบกับประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) 7 ประเทศคือสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ประขาคมยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ จัดการประชุมเรียกว่า PMC (Post Ministerial Meetings) เพราะประเทศทั้งสองกลุ่มมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันอยู่มาก สาระของการประชุมมีอาทิ
1) การอนุญาตให้ตัวแทนกัมพูชา (หลังการเลือกตั้งทั่วไป) มาเจรจรการบูรณะประเทศทางการเมืองและเศรษฐกิจ
2) นำกลุ่ม EAEC (East Asia Economic Caucus) ซึ่งนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์แห่งมาเลเซียนำเสนอใน ค.ศ.1989 ให้รวมกลุ่มประเทศอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น ไต้หวันและฮ่องกงเข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ เพื่อเป็นเวทีการเจรจาทางเศรษฐกิจเข้าเป็นองค์กรความร่วมมือเอเปค (APEC: Asia-Pacific Economic Cooperation) ซึ่งตั้งขั้นเมื่อ ค.ศ.1989 ประกอบด้วย15 ประเทศคือ 6 ประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีไต้ แคนาดา
นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้รวมกลุ่มอื่นๆ คือ EAEG (East Asian Economic Grouping) เป็นกลุ่มที่เกิดจากการเสนอแนวความคิดของนายกรัฐมนตรีอินโดนีเซีย เรื่องการรวมเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก เพื่อการค้าและการลงทุนของประเทศสมาชิกอาเซียนกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน (ฮ่องกง ไต้หวัน) กับประเทศอินโดจีนสามประเทศ (ซึ่งในปีนั้นยกเว้นประเทศเดียวที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียนคือพม่า)
ผลของการประชุมตกลงว่า จะมีการจัดตั้ง "เวทีการเจราจาในระดับภูมิภาคของอาเซียน" (ARF: ASEAN Regional Forum) มีสมาชิก 18 ประเทศคือ 6 ประเทศอาเซียน 7 ประเทศคู่เจรจา รวมจีน รัสเซีย เวียดนาม ลาวและปาปัว นิวกินี ARF มีการประชุมที่กรุงเทพฯในเดือนมกราคม 1994 มีหัวข้อการประชุมเรื่องความั่นคงปลอดภัยในภูมิภายหลังสงครามเย็น ซึ่งเรื่องที่จะต้องจัดการในขณะนั้น คือเรื่องคำขู่ของเกาหลีเหนือที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และคำขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร เรื่องความพยายามของจีนที่จะตั้งฐานทัพบนเกาะสะแปรตลีย์ (Spratley) และการขยายบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Force) ของญี่ปุ่น เป็นต้น
บทบาทอีกด้านหนึ่งของ ARF คือการทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเขตสันติภาพ อิสรภาพและความเป็นกลาง (ZOPFAN-ZONE of Peace, Freedom and Neutrality) และเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ (Southeast Asia Nuclear Weapons Free Zone) ด้วย


Assyrian: อัสสิเรียน
เป็นชนชาติดุร้ายชอบทำสงคราม อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของบาบิโลเนียรอบกรุงนิเนอเวห์ สร้างนครรัฐที่มีเทพเจ้าประจำคืออัสซูร์ (Assur) ซึ่งต่อมากลายเป็นชื่อของดินแดนแถบนี้ ประชาชนถูกเรียกว่าอัสสิเรียน ได้ขยายเขตครอบครองดินแดนพระจันทร์เสี้ยว และยึดครองอียิปต์เป็นบางครั้งจนถึงปี 600 ก่อนคริสต์กาล ชนชาตินี้ต้องทำสงครามตลอดเวลาเพื่อสร้างจักรวรรดิ และเพื่อรวมชาวบาบิโลนทุกสาขาเข้าด้วยกันเป็นจักรวรรดิเดียว
พระจักรพรรดิอัสสิเรียนที่มีชื่อเสียง คืออัสซูร์บานิพัล (Assurbarnipal) ทรงมีชัยชนะในการรบกับดินแดนต่างๆ ทำให้จักรวรรดิมั่งคั่ง สร้างพระราชวังใหญ่โต ส่วนใหญ่สร้างด้วยหินมีประตูรูปโค้งสามรูป มีอิฐเคลือบสีสดใสปิดทับบนส่วนโค้ง สองข้างทางมีรูปสลักมหึมาจากหินปูน ภายในมีการแกะสลักภาพนูน ซึ่งไม่มีชนชาติตะวันออกชาติใดทำได้งดงามเท่า นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญ คือการรวบรวมแผ่นดินเหนียวจารึกอักษรคูนิฟอร์ม 22,000 แผ่นมาเก็บไว้ ได้รับ การยกย่องว่าเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่แห่งแรกของตะวันออกใกล้
(ดู Mesopotamia)

Atheism: ลัทธิปฎิเสธพระเจ้า
เป็นลัทธิความเชื่อของชาวกรีกและโรมัน ปฏิเสธการมีพระเจ้าและไม่เชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ ขณะที่ผู้นับถือคริสต์ศาสนาจะมีความเชื่อเรื่องการมีพระเจ้าของตน แต่จะปฏิเสธพระเจ้าของศาสนาอื่น

Athens: เอเธนส์
เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นอัตติกา (Attica) ของกรีซโบราณ แต่เป็นที่รู้จักในฐานะนครรัฐหนึ่ง ที่เป็นต้นกำเนิดของระบอบการปกครองประชาธิปไตย ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล นอกจากนี้ก็เป็นนครรัฐผู้นำทางด้านวิชาปรัชญาในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์กาล มีนักปรัชญาสำคัญคือโซเครติส (Socrates) เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) เป็นต้น
(ดู Peloponnesian War)
[1] [2] [3] [4]