A
Air pollution: มลภาวะในอากาศ
เป็นความเสียหายจากสภาพแวดล้อมที่มีอากาศเป็นพิษ เนื่องจากการปล่อยสารเคมีกับฝุ่นผงที่อาจเกิดจากการก่อสร้าง หรือการขนส่ง ที่ปล่อยล่องลอยในอากาศแล้วมนุษย์สูดดมเข้าไป การเกิดก๊าซพิษที่สำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน และถ่านหินจากโรงงาน รถยนต์ เครื่องจักรชนิดต่างๆ และอาจเกิดจากกากปรมาณูจากโรงไฟฟ้าปรมาณู การบรรเทาปัญหานี้อาจทำได้โดยการติดตั้งเครื่องกรองสารพิษ การติดตั้งปล่องระบายสูง หรือหันไปใช้ทางเลือกอื่น ได้แก่การเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันกับถ่านหิน รวมทั้งอาจลดการใช้พลังงานลงก็ได้

Akkadians: อัคคาเดียน
เป็นชนเผ่าเซไมท์สาขาหนึ่งที่เข้ามารุกรานอาณาจักรสุเมเรียน (Sumerian) ในเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์กาล สามารถรวมนครรัฐต่างๆ เข้าด้วยกันมีเมืองหลวงคือเมืองอูร์ (Ur) มีกษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงทรงพระนามว่าซาร์กอน (Sargon) ช่วยรักษาอารยธรรมสุเมเรียนไว้รวมทั้งรักษาประมวลกฎหมายไว้บางส่วนด้วย

Alexander the Great 356-323 B.C.: อเล็กซานเดอร์มหาราช (พ.ศ. 187 - 220)
เป็นพระนามของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สามแห่งมาซีโดเนีย (Macedonia) ขึ้นครองราชย์ในปี 336 B.C. ซึ่งเป็นราชอาณาจักรทางเหนือของนครรัฐกรีซโบราณ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงขยายอาณาจักรต่อจากพระราชบิดา คือพระเจ้าฟิลิปไปทางตะวันออกถึงเอเชียน้อย อียิปต์ ซีเรีย อัสสิเรีย และเปอร์เชีย ในที่สุดได้ทรงเดินทางไปถึงแคว้นแบคเทรีย (Bactria) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ราชอาณาจักรของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์แผ่ขยายเป็นจักรวรรดิมีชื่อว่า "เฮลเลนิสติก" (Hellenistic) นับเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโบราณ
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเป็นศิษย์ของอริสโตเติล จึงทรงมีความชื่นชมในอารยธรรมกรีกโบราณ (Hellenic Civilization) เป็นอย่างยิ่ง จนได้ทรงแพร่ขยายอารยธรรกรีกไปทั่วจักรวรรดิของพระองค์ โดยการบังคับให้ประชาชนในดินแดนยึดครอง ต้องยอมรับอารยธรรมกรีกโดยทั่วหน้า
(ดู Philip of Macedonia; Aristotle; Hellenistic Civilization).


Allied Powers (Allies): ฝ่ายสัมพันธมิตร
เป็นพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 สมาชิกกลุ่มแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 คืออังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียกับฝ่ายตรงกันข้ามคือมหาอำนาจกลาง (Central Powers) เมื่อสงครามเริ่มแล้ว ประเทศอื่นๆ อีก18 ประเทศจึงเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 การรวมกลุ่มพันธมิตรเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียตกับจีนร่วมด้วยนานาประเทศ เพื่อทำสงครามกับฝ่ายอักษะ (Axis Powers)
(ดู Central Powers; Axis Powers).

Amboina Massacre: การสังหารหมู่ที่แอมบัวนา (กุมภาพันธ์ ค.ศ.1623)
เป็นเหตุการณ์ที่ชาวดัทช์ในอินโดนีเซีย ก่อเหตุสังหารหมู่พ่อค้าชาวอังกฤษที่เกาะแอมบัวนา ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย เนื่องจากชาวดัทช์ในขณะนั้นเชื่อว่าพ่อค้าอังกฤษร่วมมือกับพ่อค้าชวา บุกทำลายที่มั่นของอังกฤษบนเกาะนั้น

American Civil War: สงครามกลางเมืองอเมริกัน
เป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้ง ระหว่างรัฐเกษตรกรรมทางใต้ของสหรัฐอเมริกา ที่มีการทำไร่ขนาดใหญ่ใช้แรงงานทาสนิโกร กับรัฐอุตสาหกรรมทางเหนือระหว่าง ค.ศ. 1861 - 1865 (พ.ศ. 2404 - 2408) สงครามนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 600,000 คน ทำให้เกิดความเสียหายและความยุ่งยากหลายประการ แต่ก็มีผลดีที่ต่อมามีการเลิกทาส และรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ได้
เหตุการณ์สำคัญตามลำดับคือ
ค.ศ. 1860 อับราฮัม ลินคอล์นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
ค.ศ. 1860 เซาท์ แคโรไลนาแยกตัวออกเพราะไม่พอใจผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ค.ศ. 1860 การทำข้อตกลงคิสเตนเดน (Crittenden Compromise) ล้มเหลวเท่ากับเป็นการสิ้นสุด ความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะยังคงรวมกันเป็นสหภาพ (Union)
ค.ศ. 1861 ฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederates) ยิงเรือของฝ่ายสหภาพ พยายามปลดปล่อยฟอร์ท ซัมเตอร์ (Fort Sumter) ที่เมืองชาร์ลสตัน (เซาท์ แคโรไลนา) ทำให้เรือของฝ่ายสหรัฐต้องถอย
ค.ศ. 1861 มิสซิสซิปปี แยกตัว (9 มกราคม) ตามมาด้วยฟลอริดา (10มกราคม) อลาบามา (11 มกราคม) จอร์เจีย (19มกราคม) หลุยส์เซียนา (26มกราคม) และเท็กซัส (1กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1861 สภาคองเกรสเรียกประชุมผู้แทน (4 ก.พ.) บรรดารัฐที่แยกตัวออกที่เมืองมองโกเมอรี รัฐอลาบามาจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวฝ่ายสมาพันธรัฐอเมริกา และเลือกตั้งนายพล เจ.เดวิส (J.Davis) เป็นประธานาธิบดี
ค.ศ. 1861 ประธานาธิบดีเดวิส ประกาศเกณฑ์ทหารอาสาสมัคร 20,000 คนเข้าประจำการ (3 เมษายน)
ค.ศ. 1861 กองทัพฝ่ายสมาพันธ์นำโดยนายพลโบรีการ์ด (Beauregard) ระดมยิงฟอร์ท ซัมเตอร์จน ต้องยอมแพ้ เป็นการเปิดฉากสงครามกลางเมือง ที่มีความรุนแรงยิ่งขี้น (12 - 14 เมษายน)
ค.ศ. 1861 ประธานาธิบดีลินคอล์น ประกาศเกณฑ์ทหารอาสาสมัคร 75,000 คน (15 เมษายน) ดำเนินการปิดล้อมท่าเรือของฝ่ายรัฐที่แยกตัวออก (19 เมษา) แต่ไม่สามารถสกัดการส่งสินค้า จากต่างประเทศที่เข้ามาถึงรัฐที่ถูกปิดล้อมได้ทั้งหมด
ค.ศ. 1861 เวอร์จิเนียถอนตัวออกจากสหพันธรัฐ (17 เมษา) ตามด้วยอาร์คันซอส์ (6 พฤษภา) นอร์ท แคโรไลนา (20 พฤษภา) และเทนเนสซี (8 มิถุนา)
ค.ศ. 1861 กองทัพฝ่ายสมาพันธรัฐเผชิญหน้าฝ่ายสหพันธรัฐ เริ่มการสู้รบที่บุล รัน (bull Run) (21 กรกฎา) ทางตอนเหนือของรัฐเวอร์จิเนีย การสู้รบที่บุลรันทำให้ฝ่ายเหนือคิดเรื่องที่จะยุติสงครามกลางเมืองโดยเร็ว ด้วยการปิดล้อมฝ่ายใต้ทางเรือ คุมย่านแม่น้ำมิสซิสซิปปี (เพื่อเป็นการแยกฝ่ายใต้ออกจากกัน) และเข้ายึดเมืองริชมอนด์ เมืองหลวงของสมาพันธรัฐฝ่ายใต้ ค.ศ. 1861 ฝ่ายสมาพันธรัฐก็ยึดเมืองสปริงฟิลด์ (Springfield) ในมิสซูรีภายหลังการรบที่วิลสัน ครีก (Wilson's Creek) (10สิงหาคม)
ค.ศ. 1861 พลเอก จี. แมคเคลลัน (General G.McCelan) เป็นผู้บัญชาการกองทัพสหพันธรัฐ และจัดตั้งกองทัพแห่งโปโตแมค (Army of Potomac) ขึ้น
ค.ศ. 1861 กองทัพสหพันธรัฐปิดล้อมเรืออังกฤษ (8 พฤศจิกายน) จนเกือบนำไปสู่การเกิดสงรามระหว่างประเทศ
ค.ศ. 1862 ฝ่ายสหพันธรัฐบุกเคนตักกี้กับเทนเนสซี ยึดได้ฟอร์ท เฮนรี (Fort Henry) กับฟอร์ท โดเนลสัน (Fort Donelson) (6 - 16 กุมภาพันธ์) ฝ่ายสมาพันธ์ถอนตัวจากเมืองแนชวิลล์ (Nashville)
ค.ศ. 1862 เป็นปีรุกของฝ่ายสหพันธรัฐ นายพลแกรนท์ของฝ่ายเหนือรุกไล่ฝ่ายใต้ทางตอนใต้รัฐเทนเนสซี มีชัยในการรบนองเลือดที่ชิโลห์ (Shiloh) (6-7เมษา) ฝ่ายใต้สูญเสียแม่ทัพสำคัญ คนหนึ่งคือนายพล เอ จอห์นสตัน (Gen. A. Johnston)
ค.ศ. 1863 ลินคอล์นประกาศกฎหมายปลดปล่อยวันที่ 1 มกราคม (Emancipation Proclaimation) (1 มกราคม)
ค.ศ. 1863 กองทัพฝ่ายเหนือรุกไปทางตะวันออก นายพลลี (Gen. R.E. Lee) ของฝ่ายใต้รุกขึ้นทาง เหนือเข้าสู่เพนซิลวาเนีย (มิถุนายน) แต่ถูกนายพลจี มีด (Gen.G.Meade) ของฝ่ายสหพันธรัฐ เอาชนะได้ในการรบที่เกตติสเบิร์ก (Battle of Gettysburg) ในเพนซิลวาเนีย ถือ เป็นสงครามแห่งชัยชนะในสงครามกลางเมือง เมื่อนายพลลีต้องถอยกลับไปเวอร์จิเนีย
ค.ศ. 1864 นายพลแกรนท์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหภาพ (มีนาคม) ขณะที่นายพล ดับเบิลยู เชอร์แมน (Gen. W. Sherman) เป็นแม่ทัพฝ่ายตะวันตก กองทัพ ของนายพลแกรนท์ ปะทะกับกองทัพนายพลลีในเวอร์จีเนีย ส่วนกองทัพของนายพลเชอร์ แมนมีหน้าที่รุกรบกองทัพของนายพลจอห์นสตันที่แอตแลนตา
ค.ศ. 1864 นายพลลีของฝ่ายใต้เริ่มถอย เพราะไม่สามารถป้องกันปีเตอร์สเบิร์ก (Petersburg) ในการสู้รบเป็นเวลาถึง 10 เดือน แม้จะพยายามโจมตีแนวหลังของฝ่ายสหพันธรัฐก็ไม่สำเร็จ
ค.ศ. 1864 นายพลดี ฟาร์รากัตเอาชนะกองเรือฝ่ายสมาพันธรัฐที่อ่าวโมบายล์ (5 สิงหาคม)
ค.ศ. 1864 ประธานาธิบดีลินคอล์นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง (พฤศจิกายน)
ค.ศ. 1865 มีการร่างข้อตกลง 13 ข้อ ยกเลิกการมีทาสในสหรัฐอเมริกา ผ่านรัฐสภาอเมริกัน (1 กุมภาพันธ์) และมีผลบังคับใช้เดือนธันวาคม
ค.ศ. 1865 นายพลลี ถูกบังคับให้ยอมจำนนที่แอพโพแมตทอก คอร์ทเฮาส์ (Appomattox Courthouse) เป็นการยุติสงครามกลางเมือง
ค.ศ. 1865 (14 เมษายน) ประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบสังหาร


Amnesty International: องค์การนิรโทษกรรมสากล
เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นโดยชาวอังกฤษในลอนดอน ค.ศ. 1961 รณรงค์ให้ปลดปล่อยบุคคลที่ต้องโทษทางการเมืองหรือศาสนา หรือบุคคลที่ต้องถูกจำคุกจากการตัดสินลงโทษอย่างไม่ยุติธรรม นอกจากนี้ยังต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่งโลก เช่นเรียกร้องให้ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต ยกเลิกการทรมานนักโทษ ฯลฯ สนับสนุนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ขององค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น มีเอกชนเป็นสมาชิกสนับสนุนทางการเงินกว่า หนึ่งล้านคนจาก 150 ประเทศ
(ดู Declaration of Human Rights)


Amorites: อมอไรท์
เป็นชนเผ่าที่ยึดครองบาบิโลเนีย สร้างนครบาบิโลนเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์กาล มีกษัตริย์ผู้ร่างประมวลกฎหมาย (The Code of Hammurabi) คือกษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) จารึกบนแผ่นหินไดโดไรท์สีดำ ขนาดสูง 8 ฟุต จารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม ประดิษฐานที่วิหารของเทพมาร์ดุค (Marduk) มีลักษณะคล้ายลัทธิตอบสนองของสุเมเรียน คือการใช้หลัก "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (An eye for an eye, a tooth for a tooth)
(ดู Hammurabi Code)


Anarchism: อนาธิปไตย
เป็นลัทธิที่กำหนดพื้นฐานความเชื่อว่า กฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือรัฐบาลทุกรูปแบบเป็นสิ่งเลวร้าย เพราะมีการจำกัดสิทธิส่วนบุคคล จึงสมควรที่จะต้องทำลายทุกรัฐบาล ที่เป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ให้สิ้นซาก คำนี้มาจากคำว่า "anarchist" ของกรีกโบราณ แปลว่า "ไม่มีรัฐบาล"
ความต้องการของอนาธิปไตย คือการมีสังคมเฉพาะแบบที่อาศัยความร่วมมือจากประชาชนโดยสมัครใจ ในรัฐอนาธิปไตยจะไม่สนใจเรื่องประชาธิปไตย และจะมองว่าการปกครองส่วนใหญ่ ที่เคยมีมาล้วนแล้วแต่มีลักษณะเกื้อหนุนคนรวย และชนชั้นปกครองเท่านั้น การปกครองที่ดีกว่าจึงควรเป็นการปกครอง โดยประชาชนร่วมกันแสดงความคิดเห็น และความสนใจของตน ไม่ต้องมีสถาบันการเมืองใดๆ ส่วนที่มีอยู่ก็จะต้องต่อต้านโดยการสร้างความวุ่นวายทางการเมืองเป็นระยะๆ ขบวนการอนาธิปไตยจะแพร่หลายมากในยุโรปครื่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเริ่มต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ได้ลบเลือนไปหลังสมัยสงครามกลางเมืองในสเปน
ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของอนาธิปไตยคือ ปิแอร์ โจเซฟ ปรูดอง (Pierre Joseph Proudon; 1809-1865) เป็นนักสังคมอุดมคติ ชาวฝรั่งเศส เขาเสนอความร่วมมือระหว่างบุคคลโดยไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่มีกฎเกณฑ์ และไม่มีรัฐบาล
อีกบุคคลหนึ่งคืออเล็กซานโดรวิช บากูนิน (Mikhail Alexandrovich Bakunin; 1814-1876) เป็นชาวรัสเซียที่นำรูปแบบอนาธิปไตนรุนแรงมาใช้ เพื่อการล้มล้างรัฐบาล แนวคิดของเขาเป็นการสนับสนุนการสังหารผู้นำประเทศต่างๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นการสังหารพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ของรัสเซีย ผู้ทรงออกกฎหมายปลดปล่อยเซิร์ฟ (ทาสติดที่ดิน) ใน ค.ศ. 1881 การปลงพระชนม์พระจักรพรรดินีเอลิซาเบทแห่งออสเตรีย ค.ศ. 1898 และการลอบสังหารประธานาธิบดีวิลเลียม แมคคินลีย์ (William Mckinley) แห่งสหรัฐอเมริกาในค.ศ.1901 เป็นต้น
ลัทธินี้เริ่มเลือนไปเมื่อการสังหารผู้นำประเทศแล้วไม่อาจสลายรัฐบาลได้ โดยเฉพาะในสมัยสงครามกลางเมืองสเปน ค.ศ. 1936 - 39 ที่นายพลฟรังโก (Francisco Franco) สามารถเอาชนะฝ่ายต่อต้านได้ และต่อมาได้มีผู้พยายามรื้อฟื้นลัทธินี้ในฝรั่งเศส และเยอรมนีซึ่งไม่เป็นผลสำเร็จอีก


Ancien Regime: ระบบเก่า
เป็นระบบการเมืองและสังคมฝรั่งเศสตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงสมัยการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ.1789 คำนี้จะมุ่งอธิบายการแบ่งชนชั้น และสังคมที่รวมกันภายใต้ระบอบกษัตริย์เอกาธิปัตย์ (Absolutism) ที่ทรงอำนาจสูงสุด ดังที่พระเจ้าหลุยส์มี่ 14 ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ข้าพเจ้าคือรัฐ" (I'etat ,c'est moi.) ชนชั้นสูงพยายามรักษาระเบียบประเพณีเก่า เป็นอภิสิทธิชน ไม่ต้องเสียภาษี และสามารถแสวงหาความบันเทิง ที่บางครั้งอาจต้องละเมิดสิทธิของสามัญชน เช่นการเล่นกีฬาล่าสัตว์เหยียบย่ำไปบนที่นา หรือสวนของสามัญชนโดยไม่ต้องชดใช้
ระบอบนี้ถูกทำลายลงในการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ. 1789 รัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปลี่ยนไปเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) หรือปรมิตตาญาสิทธิราชย์ (Limited Monarchy) และระบอบสาธารณรัฐ (Republic) ตามลำดับ เป็นตัวอย่างแก่ประเทศต่างๆ ในยุโรปและประเทศในทวีปอื่นๆ ในเวลาต่อมา
(ดู Parliament; Old Regime)

Andean Group ("Grupo Andino' or officially Acuerdo de Cartagena"): กลุ่มแอนเดียน
เป็นชื่อกลุ่มประเทศที่รวมตัวกันตามข้อตกลงแห่งเมืองคาร์ตาเจนา (Cartagena) ค.ศ.1969 ประกอบด้วยประเทศโบลิเวีย โคลัมเบีย เอควาดอร์ เปรู และเวเนซูเอลา มีวัตถุประสงค์ คือการเร่งรัดการพัฒนาประเทศในแนวทางที่สอดคล้องกัน ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจสังคม แม้จะยังคงมีปัญหาทางการเมืองก็พยายามดำเนินการต่อไป โดยส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า คือการลดภาษี หรือไม่ใช่ภาษีแต่มีผลต่อการค้า มีการลงทุนร่วมกันด้านอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหล็กและรถยนต์ ด้านการเกษตร คือการพัฒนาการเกษตรของกลุ่ม เพื่อทดแทนสินค้าเกษตรนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม

Andropov, Yuri Vladimirovich 1914-84: อันโดรปอฟ,ยูริ(พ.ศ.2457-2527)
เป็นนักการเมืองโซเวียต มีบิดาเป็นนายสถานีรถไฟ แต่สามารถสร้างตัวเองถึงกับได้เป็นหัวหน้าหน่วย KGB ในค.ศ. 1967 และใน ค.ศ. 1973 ได้เป็นสมาชิกโปลิทบูโร (Politburo) จนถึง ค.ศ. 1982 เมื่อนายลีโอนิด เบรสเนฟ (Leonid Breznev) ถึงแก่อสัญกรรม นายอันโดรปอฟได้เป็นเลขาการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตสืบแทน
ได้อำนาจเด็ดขาดในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1983 เมื่อได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขาล้มป่วยลงในปีต่อมาและถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงมอสโก
(ดู Politburo)

Anglo-Burmese War 1824-6, 1852-3, 1885: สงครามอังกฤษ-พม่า 3 ครั้ง (พ.ศ. 2367 - 2369, 2395 - 2396, 2428.
เป็นสงครามสามครั้งที่จบลงด้วยการที่อังกฤษได้ปกครองพม่า ครั้งแรก (ค.ศ. 1824 - 26) อังกฤษยึดอาระกันกับตะนาวศรี ครั้งที่สอง (ค.ศ. 1852 - 3) ยึดได้พะโค ครั้งที่สาม (ค.ศ. 1885) ยึดพม่าตอนบน และใน ค.ศ. 1886 พม่าถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ (British India)

Anglo-Saxon: แองโกล-แซกซอน
เป็นชื่อเรียกอนารยชนเผ่าหนึ่ง ภายหลังที่จักรวรรดิโรมันวางมือจากอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 5 อนารยชนเยอรมันสองสาขา คือแองเกิล (Angles) กับแซกซอน (Saxon) ได้เข้ายึดครองแทนที่ ทั้งสองพวกช่วยกันขับไล่ชาวพื้นเมืองเคลท์ (Celts) ไปอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะอังกฤษ สมัยแห่งการยึดครองของคนสองเผ่าพันธุ์นี้ จึงมีชื่อเรียกรวมกันว่าเป็นสมัยการปกครองของพวกแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon) ปกครองอังกฤษจนถึงสมัยการรุกรานของนอร์มัน (Norman)
(ดู The Normans in England: William the Conqueror)

Anjou Dynasty: อังจู,ราชวงศ์
เป็นชื่อราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นทางภาคตะวันตกของฝรั่งเศส มีตำแหน่งเป็นเคานท์ (Count) ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยพระจักรพรรดิชาร์ลมาญ ราชวงศ์นี้ปกครองต่อกันมาตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 10-12 มีชื่อราชวงศ์ว่าอังเจวิน (Angevin) ที่มีผู้ปกครองคือกษัตริย์เฮนรี่ที่สองของอังกฤษ (ค.ศ. 1154 - 1189) ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่สองของฝรั่งเศสยึดแคว้นนี้กลับไปได้ (Anjou)
ราชวงศ์นี้เป็นสายเดียวกับราชวงศ์แพลนตาเจอเนตของอังกฤษ กับคาเปเตียงของฝรั่งเศส
(ดู Plantagenet Dynasty; Capetien Dynasty)


Anschluss: อันชลุสส์: การผนวกออสเตรียกับเยอรมนี (พ.ศ. 2481)
เป็นเหตุการณ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่เยอรมนีผนวกออสเตรีย เนื่องจากก่อนหน้านี้ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (Austria-Hungary Empire) ได้แตกสลายลงเพราะเป็นฝ่ายปราชัยในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ออสเตรียถูกจัดเป็นสาธารณรัฐครั้งที่หนึ่ง มีสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ค.ศ. 1919 กับสนธิสัญญาแซงค์ แยร์แมง (Treaty of St. Germain) ค.ศ. 1919 บัญญัติห้ามการรวมกับเยอรมนี ทั้งสองประเทศจึงได้แต่ร่วมกันตั้งสหภาพศุลกากร (Custom Union) ซึ่งก็ถูกฝรั่งเศสกับกลุ่มความตกลงอนุภาคี (Little Entente) ขัดขวาง
เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 1933 ได้เคลื่อนไหวเตรียมการรวมออสเตรีย ในที่สุดเกิดรัฐประหารในออสเตรีย ค.ศ. 1934 แต่ฝ่ายปฏิวัติถูกปราบปราม ได้มีทหารนาซี 140 คนปลอมตัวบุกทำเนียบรัฐบาลที่เวียนนา ยิงดร.เองเวลแบร์ท ดอลส์ฟุสส์ (Engelbert Dollfuss) เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1934 นายกรัฐมนตรีคนต่อมา คือ ดร.คูร์ท ชุชสนิกก์ (Kurt von Schuschnigg) พยายามขัดขวางการรวมออสเตรียกับเยอรมนี แต่ต้องยอมไปพบฮิตเลอร์ที่เมืองแบร์ชเทสกาเดน (Berchtesgaden) ให้ตั้งสมาชิกพรรคนาซีเข้าร่วมรัฐบาลแลกกับการที่ ดร.ชุชสนิกก์ขอให้รอการลงประชามติไว้ก่อน เมื่อไม่สำเร็จเขาจึงลาออกในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1938 ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน คือดร.อาร์เธอร์ ฟอน ไซล์ อินควาร์ท (Arthur von Seyss Inquart) ผู้นิยมนาซี ได้เชิญกองทัพเยอรมันเข้าออสเตรีย เพื่อรวมกันเป็นมหาอาณาจักรไรช์ (Thid Reich) ครั้งที่สาม และจัดการออกเสียงลงประชามติในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1938 ได้คะแนนเสียงร้อยละ 98.75 เห็นชอบให้มีการรวมออสเตรียกับเยอรมนีโดยสมบูรณ์ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1955 ฝ่ายชาติตะวันตกยอมรับรองสาธารณรัฐออสเตรียครั้งที่สอง ทำให้ออสเตรียได้เป็นชาติอิสระอีกครั้งหนึ่ง
(ดู Hitler, Adolf)

Anthropologists: นักมานุษยวิทยา
เป็นนักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องราวของมนุษย์ปัจจุบัน ได้เดินทางไปถึงทวีปแอฟริกา อเมริการและหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรปาซิฟิก บริเวณที่ปกคลุมด้วยหิมะในมหาสมุทรอาร์คติก และบริเวณทะเลทรายแห้งแล้งในทวีปออสเตรเลีย เพื่อศึกษาวัฒนธรรมโบราณจากมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ยังคงดำรงชีวิตแบบมนุษย์ยุคหิน

ANZAC (Australia and Newzealand Army Corps: หน่วยรบออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
เป็นหน่วยรบของสองประเทศ คืออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ระหว่างยุทธภูมิตะวันออกกลางและแนวรบด้านตะวันตก ได้มีการกำหนดวันแอนแซค 25 เมษายน ค.ศ. 1915 เพื่อระลึกถึงวันยกพลขึ้นบกที่กัลลิโปลี (Gallipoli) ซึ่งการรบได้ดำเนินต่อมาถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 1916 มีทหารเสียชีวิต 7,600 คน บาดเจ็บ 19,500 คน
(ดู Gallipoli Campaign)


ANZUS (1951): สนธิสัญญาแอนซัส (ค.ศ. 2494)
เป็นสนธิสัญญาระหว่างสามประเทศ คือสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เพื่อความร่วมมือกันป้องกันการคุกคามในเขตแปซิฟิก การป้องกันนี้ไม่จำกัดเฉพาะภาคพื้นดิน แต่ยังรวมพิ้นที่เกาะ กำลังรบทางอากาศ เครื่องบินรบและการขนส่งทางเรือ นิวซีแลนด์ถอนตัวออกจากองค์การสนธิสัญญานี้ใน ค.ศ. 1985 เพราะไม่ต้องการให้สหรัฐนำเรือรบนิวเคลียร์เข้ามาในบริเวณน่านน้ำของตน

Apartheid: นโยบายแบ่งแยกผิวในแอฟริกาใต้
เป็นคำที่มีความหมายถึงการแบ่งแยกผิวใน ค.ศ. 1943 ทั้งนี้จะถือหลักความยิ่งใหญ่ของคนขาวเป็นนาย (Supremacy and baaskap) เน้นความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติที่มีความหมายย้อนหลังไปถึงการตั้งถิ่นฐานของชาวดัทช์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่แบ่งแยกเขตการถือที่ดินระหว่างคนดำกับคนขาว ห้ามการอยู่อาศัยร่วมกัน ห้ามแต่งงาน ห้ามเรียนร่วมกัน ห้ามเรื่องความเชื่อ ศาสนาและการกีฬา ใน ค.ศ. 1948 มีการลงนามแบ่งแยกการค้า การทำงาน การสมาคมและไม่มีสิทธิส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมในสภาแห่งชาติ ทำให้พวกบันตู (Bantu) ประกาศตั้งประเทศบันตูในแอฟริกาใต้ และพยายามลดข้อจำกัดบางส่วน ใน ค.ศ. 1985 มีการรวมกลุ่มชาวอินเดียและคนผิวสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผิวดำ และต่อมาเกิดแรงกดดันจากภายนอกเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ต้องพยายามแก้ไขกฎเกณฑ์บางข้อ โดยเฉพาะในทศวรรษที่ 1990 ประธานาธิบดีเดอ เคลิร์ก (De Klerk) ยอมรับการผ่อนปรนโดยเข้าร่วมการประชุมกับกลุ่ม ANC* ออกกฎหมายเรียกว่า "Separate Amenities Act of 1953" และออกกฎหมายอีกสองฉบับคือ "Group Area Act" และ "Population Regislation Acts (1950)" ทำให้การแบ่งแยกผิวผ่อนคลายลง เหลือเพียงเรื่องการถือครองที่ดินกับการใช้แรงงานเท่านั้น
(ดู African National Congress: ANC)


APEC: Asia-Pacific Economic Cooperation Group: กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
เป็นกลุ่มความร่วมมือที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1989 โดยนายบ๊อป ฮอค (Bob Hawke) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีสมาชิกเริ่มต้น12 ประเทศ เป็นประเทศอาเซียน 6 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่อมา ค.ศ. 1991 เพิ่มอีก 3 ประเทศคือจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และมีผู้สังเกตการณ์ได้แก่สำนักเลขาธิการอาเซียน กลุ่มแปซิฟิกตอนใต้ กับสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก และใน ค.ศ. 1993 มีประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นคือปาปัว นิวกินีกับเม็กซิโก
เหตุผลการจัดตั้งองค์การนี้ เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-ปาซิฟิก เป็นภูมิภาคที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก ขณะที่การพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้มีมากขึ้น สืบเนื่องจากสถานการณ์ใหม่ที่เรียกว่า "โลกาภิวัตน์" (Globalization) ทำให้เกิดการแบ่งงานระหว่างประเทศในลักษณะส่งเสริมการขยายการค้า และการลงทุนการค้าระหว่างกัน
ความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นเสรี ทำให้การรวมกลุ่มเอเปคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อปูทางการค้าเสรีในภูมิภาคให้มากขึ้น มีประเด็นหลักของความร่วมมือคือ "ส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ภูมิภาคนี้ดำรงอยู่ รักษาความเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความเจริญสูงที่สุดในโลก และต้องการลดอุปสรรคทางการเงิน และการค้าระหว่างกัน ไม่เป็นกลุ่มการค้า ขณะเดียวกันก็มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสภาวะ และแนวทางแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งของประเทศสมาชิกและภูมิภาค ส่งเสริมระบบการค้าหลายฝ่ายของแกตต์ (GATT) มีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์
การประชุมเอเปคจัดเป็นระบบหมุนเวียน เริ่มครั้งที่ 1 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 1989 ต่อจากนั้นก็หมุนเวียนไปสิงคโปร์ กรุงเทพฯ ซีแอตเติลฯ อาจมีข้อขัดแย้งบ้าง เช่นการที่มาเลเซียตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐพยายามครอบงำประเทศอื่น เพื่อให้เปลี่ยนเอเปคเป็นกลุ่มการค้า และสหรัฐยังไปตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก (EAEC: East Asian Economic Caucus) ซึ่งมาเลเซียไม่เห็นด้วย ส่วนไต้หวันกับฮ่องกง (ก่อนที่จะถูกรวมกับจีน) ก็มีปัญหากับสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงเพียงส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมเท่านั้น
(ดู EAEC: East Asian Economic Caucus; EAEG: East Asian Economic Group).

Apollinarianism: อะโพลลินาเรียนิสม์
เป็นชื่อที่ได้มาจากชื่อของอะโพลลินาริอุส (Apollinarius) แห่งเลาดิเซีย (Laodicea) ประมาณ ค.ศ. 390 อธิบายว่าความเชื่อเรื่องพระเยซูเป็นเทพ ทำให้ไม่สามารถสรุปว่าพระเยซูเป็นมนุษย์หรือไม่? ทั้งยังทำให้พระเยซูมีสภาพไม่ใช่เทพ และไม่ใช่มนุษย์อย่างแท้จริงทั้งสองอย่าง คำอธิบายดังนี้ทำให้อะโพลลินาริอุสถูกสภาแห่งคอนสแตนติโนเปิล ค.ศ. 381 ตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีตเป็นครั้งแรก
(ดู Monophysitism; Constantinople, Council of; Monothelitism; Nicene Creed; Arianism.)


Apollo-Soyuz Project: โครงการอะพอลโล-โซยุส
เป็นโครงการเพื่อความร่วมมือกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1975 ตามข้อตกลงที่ลงนามโดยประธานาธิบดีนิกสัน (Nixon) แห่งสหรัฐอเมริกา กับนายกรัฐมนตรีอะเลกไซ โคไซกิน (Aleksei Kosygin) แห่งสหภาพโซเวียต เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1972 เป็นโครงการในยุคเดตอง (detente) ที่แสดงถึงความร่วมมือกันเรื่องอวกาศระหว่างสองประเทศอภิมหาอำนาจ ที่ทำให้ความมั่นใจว่าหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ทั้งสองประเทศอยู่ในวิสัยที่จะผ่อนคลายความรุนแรงลงได้
(ดู Detente)

Appeasement Policy: นโยบายผ่อนปรน
เป็นการดำเนินนโยบายผ่อนปรน หรือออมชอมตามข้อเรียกร้องของฮิตเลอร์ โดยนายกรัฐมนตรีเนวิลล์ แชมเบอร์เลน (Neville Chamberlain) ของอังกฤษ สังกัดพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ค.ศ. 1937 ยินยอมให้ฮิตเลอร์ผนวกออสเตรียและยึดแคว้นสุเดเตน (Sudetenland) จากเชกโกสโลวาเกีย นายกรัฐมนตรีแชมเบอร์เลนได้ร่วมประชุมกับนายเอดูอาร์ ดาลาดิเอร์ (Eduard Daladier) นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส และนายเบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ผู้นำอิตาลีทำความตกลงมิวนิก (Munich Agreement) ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1938 ยินยอมให้ฮิตเลอร์ยึดสุเดเตน แต่จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับดินแดนอื่นอีก ครั้น ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์กลับส่งทหารเข้ายึดครองเชคโกสโลวาเกียทั้งประเทศ อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนนโยบายไปรับประกันเอกราชของโรมาเนีย กรีซและโปแลนด์ทำให้ฮิตเลอร์ไม่พอใจ สั่งบุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสทำการทักท้วง แต่เยอรมนีไม่ฟังเสียง อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน ปีเดียวกัน ในที่สุดสงครามได้ขยายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง

April Theses: แผนเมษายน
เป็นแผนการที่ฝ่ายปฏิวัติเลนินใช้ในเดือนเมษายน ค.ศ.1917 หลังการปฏิวัติเดือนมีนาคม (March Revolution 1917) มีผลให้การปฎิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นกลาง ("bourgeoisie is democratic" revolution) กลายมาเป็นการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพสังคมนิยม ("proletarian-socialist" revolution) ภายใต้คำขวัญว่า "อำนาจทั้งหมดเป็นของคณะโซเวียต" (All power to the Soviets)
( ดู Bourgeoisie)

[1] [2] [3] [4]