A
Abailard (Abelard), Peter 1079-1142: อะเบลาร์ด ปีเตอร์ (พ.ศ.1622-1685)
เป็นผู้สอนวิชาเทววิทยาและปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้นำเอาหลักตรรกศาสตร์ของอริสโตเติลนักปรัชญาชาวกรีก มาประยุกต์เป็นการซักถามเรื่องศรัทธาในศาสนาเช่นเรื่อง "Sic et Non"(Yes and No) เปิดโอกาสให้นักศึกษาตอบคำถามด้วยตนเอง อะเบลาร์ดได้แต่งงานกับลูกศิษย์สาวชื่อเฮลัวส์ (Heloise) โดยที่ผู้ปกครองของฝ่ายหญิงไม่พอใจและลอบทำร้ายอะเบลาร์ดจนพิการ เขาต้องหนีไปบวชที่วัดแซงค์เดอนีส์และภายหลังเฮลัวส์ตามไปบวชชีที่วัดนี้ด้วย
ผลงานสำคัญของอะเบลาร์ดคือ "Theologia" กับการศึกษาเรื่องไตรภาวะ (Trinity) ทำให้ถูกประกาศบัพพาชนียกรรมทางศาสนาในค.ศ.1121
(ดู Theologia;Excommunication:Heresy)


Abdication: การลาออกหรือการสละอำนาจโดยสมัครใจ
เป็นการสละตำแหน่งสำคัญของประเทศ เช่นการสละราชสมบัติ การลาออกจากฐานันดรศักดิ์หรือจากตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูง
เหตุการณ์การสละตำแหน่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและได้ชื่อว่าเป็น "วิกฤตการณ์การสละราชสมบัติ (Abdication crisis) เมื่อพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ VIII แห่งประเทศอังกฤษทรงประกาศสละราชสมบัติในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1936 เพื่อเสกสมรสกับนางวอลลิส ซิมป์สัน (Wallis Simpson) สตรีหม้ายชาวอเมริกันผู้เพิ่งหย่าร้างกับสามีคนที่สองก่อนหน้านั้นเพียงสามสัปดาห์ ทั้งนี้เพราะถ้ากษัตริย์อังกฤษอภิเษกกับสตรีที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว จะถือว่าเป็นการขัดต่อการเป็นประมุขของนิกายอังกฤษ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือนายสแตนลีย์ บอลด์วิน (Stanley Baldwin) คณะรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแรงงาน (Labour Party) และพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) กับอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี เห็นสมควรที่ต้องมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับผู้แทนของประเทศเครือจักรภพ โดยมีการเสนอในที่ประชุมว่า ถ้าพระเจ้าเอดเวิร์ดจะอภิเษกกับนางซิมป์สัน โดยไม่แต่งตั้งนางเป็นพระราชินีจะได้หรือไม่ ปรากฎว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย พระเจ้าเอดเวิร์ดจึงทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.1936 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสกับประชาชนและทรงเสนอพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษแทนพระองค์ ส่วนพระองค์ได้ทรงอภิเษกกับนางซิมป์สันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ.1937 พระองค์เสด็จไปประทับที่ประเทศฝรั่งเศส ดำรงพระอิสริยยศเป็นดุค แห่งวินด์เซอร์ (Duke of Windsor)
(ดู Baldwin, Stanley; Archbishop of Canterbury)

Aberdeen, 4thearl of: George Hamilton-Gordon อะเบอร์ดีน,จอร์จ แฮมิลตัน-กอร์ดอน,เอิร์ล ที่ 4
เป็นรัฐบุรุษของอังกฤษ ที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสองสมัย (ค.ศ.1834-35), (1841-46) ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี (ค.ศ. 1852-55) ผลงานเมื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือสามารถระงับข้อพิพาท เรื่องพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดา ท่านได้ตกลงทำสนธิสัญญาเวบสเตอร์-แอชเบอร์ตัน (ค.ศ.1842) และสนธิสัญญาโอเรกอน (ค.ศ.1846) แต่เมื่อได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับไม่ประสบความสำเร็จในการยับยั้งอังกฤษไม่ให้เข้าสู่สงครามไครเมีย (สงครามระหว่าง ค.ศ.1853-56)
(ดู Webster-Ashburton Treaty)


Abjuration: การแสดงเจตนาในการบอกเลิก,การสละพระราชอำนาจ
เป็นการบอกเลิกความผูกพันหรือความจงรักภักดี เช่นในกรณีการโอนสัญชาติที่ต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ผูกพัน หรือจงรักภักดีต่อชาติตนอีก และจะจงรักภักดีต่อชาติที่ตนได้รับสัญชาติใหม่เท่านั้น

Abolition: การเลิกทาส
เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกการมีทาสทั่วโลก เป็นเหตุการณ์ที่เด่นมากของสหรัฐอเมริกาเหตุการณ์หนึ่ง จากความบันดาลใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ในยุคประเทืองปัญญาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เผยแพร่สู่ประเทศเครือจักรภพอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักเคลื่อนไหวท่านหนึ่งคือดับเบิลยู วิลเบอร์ฟอร์ช (W.Wilberforce) พยายามเสนอกฎหมาย ค.ศ.1807 ต่อต้านการค้าทาส จนถึงกฎหมายเลิกทาส ค.ศ.1833กำหนดให้เลิกทาสในประเทศเครือจักรภพทั้งหมด
ความคิดเรื่องการเลิกทาสแพร่หลายไปในอาณานิคมสเปนในอเมริกา และอเมริกาเองใน ค.ศ.1770 เริ่มจากพวกเควกเกอร์ (Quakers) (คริสเตียนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการไปรบ ไม่ยอมสาบานและไม่นิยมการแต่งกายหรูหรา)ตั้งสมาคมเรียกว่า "สมาคมเพื่อน (Society of Friends) พยายามเผยแพร่ความคิดเรื่องการยกเลิกการมีทาสในรัฐเกษตรกรรมทางใต้ ซึ่งรัฐทางใต้ไม่เห็นด้วย จึงต้องมีการเจรจาใน ค.ศ.1820 (The Missouri Compromise) ตกลงให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาซีเนทจำนวนเท่าๆ กันระหว่างรัฐที่ต้องการมีทาสกับรัฐที่ไม่ต้องการให้มีทาส แต่ในที่สุดก็ยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งระหว่างกัน
ระหว่างทศวรรษที่ 1830 มีหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับทาสเช่น ซี ฟินนีย์ ที เวลด์ (C.Finney T. Weld) กับนายวิลเลียม แกริสัน (William Garison) ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ "Liberator" ในบอสตันกับตั้งสมาคมต่อต้านการมีทาส (Anti-Slavery Society) ที่ฟิลาเดลเฟีย ค.ศ. 1833 แต่สมาคมนี้เกิดแตกแยกกันใน ค.ศ.1840 เนื่องจากแกริสันมีความคิดเห็นรุนแรงเกินไป เช่นการให้นำปัญหาเรื่องทาสไปเป็นปัญหาการเมือง ระหว่างรัฐกับการไม่อาจตกลงกันเรื่องสิทธิสตรี ฝ่ายตรงกันข้ามของแกริสันจึงตั้งพรรคเสรีนิยมขึ้น เลือกผู้ที่จะเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (ค.ศ.1840,1844) แต่พรรคยังได้คะแนนเสียงไม่เพียงพอในเวลานั้น
ต่อมาใน ค.ศ.1850 ได้มีการประกาศเรื่องอำนาจอธิปไตยของประชาชน (Popular Sovereignty) ทำการออกกฎหมายสองฉบับคือกฎหมายประนีประนอม ค.ศ.1850 (the Compromise of 1850) กับข้อตกลงแคนซัส-เนบราสกา (the Kansas -Nebraska Act) พอดีเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Bleeding Kansas" (ฝ่ายทหารเสรีเกิดประทะกับฝ่ายต่อต้านการมีทาส) มีการปล้นคลังแสงฮาร์เปอร์ เฟอร์รี (Harpers Ferry) ในเวอร์จิเนีย (ปัจจุบันคือเวสต์ เวอร์จิเนีย) (West Virginia) และในที่สุดมีการก่อตั้งพรรครีพับลิกัน (Republican) ในค.ศ. 1854 ขึ้นมีนโยบายประนีประนอมและต่อต้านการมีทาส และเมื่อมีการเลือกตั้งใน ค.ศ.1860 ผู้สมัครจากพรรคนี้คืออับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ฝ่ายรัฐทางใต้ไม่พอใจ และก่อเหตุบานปลายจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่สิ้นสุดลง โดยฝ่ายที่ต้องการยกเลิกการมีทาสเป็นฝ่ายชนะ และต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แนวความคิดเรื่องการเลิกทาสได้แพร่หลายไปทุกแห่งรวมถึงเอเชียและแอฟริกาด้วย
(ดู American Civil War; Republican Party; Quaker)

Abortion controversy: ข้อถกเถียงเรื่องการทำแท้ง
เป็นหัวข้อการถกเถียงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าการขับทารกออกจากครรภ์มารดาเป็นความโหดร้ายไม่ต่างจากมนุษย์ยุคหิน ความคิดนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคกลางถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ว่าการทำแท้งเป็นอาชญากรรม หรือต่อมาเมื่อมีการพูดถึงกันอีกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็เป็นการพูดกันลอยๆ ไม่ได้มีการต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรม เช่นในอังกฤษที่กำหนดเรื่องสิทธิในการทำแท้งของมารดา จะกระทำได้ในกรณีที่มีครรภ์ไม่เกิน 28 สัปดาห์ (ต่อมาลดเหลือ 24 สัปดาห์) ในสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดใน ค.ศ.1973 ว่าให้เป็นสิทธิในการตัดสินโดยศาลยุติธรรม หรือบางรัฐไม่อนุญาตเลยไม่ว่าจะมีครรภ์กี่เดือน ส่วนใหญ่กลุ่มต่อต้านการทำแท้งจะอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า ทารกมีฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่งมีสิทธิในการดำรงชีวิต ฝ่ายคริสต์จักรโรมัน คาทอลิกตัดสินว่าผู้ทำแท้งคือฆาตกร ซึ่งโดยรวมแล้วเรื่องการทำแท้งยังไม่มีข้อยุติ

Absolutism: ระบอบเอกาธิปัตย์,ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
เป็นระบอบการปกครองที่พระมหากษัตริย์ หรือผู้นำประเทศมีอำนาจเด็ดขาดเพียงผู้เดียว ขณะที่ผู้อยู่ใต้ปกครองหรือบุคคลมีเสรีภาพน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีสิทธิเลย ระบอบนี้ปรากฏในยุโรประหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-18 เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรวมอำนาจการปกครองจากพระ และขุนนางมาเป็นของพระองค์เท่านั้น กษัตริย์เอกาธิปัตย์ที่เด่นชัดและทรงอำนาจมากที่สุด คือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในฐานะทรงเป็นผู้ใช้ "เทวสิทธิของกษัตริย์" (Divine Rights of King) รัฐและกษัตริย์มีฐานะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและอยู่เหนือกฎหมาย อำนาจของกษัตริย์แบบนี้ กระทบกระเทือนมากในสมัยปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 กับหลังสมัยสงครามเย็น ทั้งนี้เพราะอำนาจการปกครองของผู้นำคอมมิวนิสต์ ก็มีความแข็งแกร่งในลักษณะเดียวกับพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์
เสนาบดีผู้สร้างอำนาจอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์เอกาธิปัตย์ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือ คาร์ดินัล ริเชอลิเออ (Cardinal Richelieu) และคาร์ดินัลมาซาแรง (Cardinal Mazarin) พระราชวังของกษัตริย์ คือพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) เป็นที่รวมของขุนนางและข้าราชบริพารมากกว่า 1,500 คน พระเจ้าหลุยส์เองก็ทรงเชื่อมั่นในพระราชอำนาจถึงกับทรงประกาศว่า "ข้าพเจ้าคือรัฐ" (I' e'tat,c'est moi")
ภายหลังการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสสมัยการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ. 1789 ได้มีการเรียกชื่อการปกครองระบอบนี้ว่า "ระบอบเก่า" (Old Regime, Ancien Regime) หมายถึง การปกครองที่แบ่งชนชั้นในสังคมเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มอภิสิทธิชน (Privileged) ได้แก่ขุนนางกับพระ กับ อีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มไร้อภิสิทธิหรือสามัญชน (Unprivileged) ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่ต้องแบกภาระการเสียภาษี แต่ไม่ได้รับสิทธิในการปกครองแต่อย่างใด มีกษัตริย์ ปกครองตามลำดับคือพระเจ้าเฮนรีที่ 4 พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 การเกิดปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 นั้นถือว่าเป็นการทำลายระบอบการปกครองแบบเก่าของฝรั่งเศสที่ยืนนานมาถึง 200 ปี
(ดู Fronde, Gallicanism; Ultramontanism; Despotism; Old Regime or Ancien Regime)

Acheson, Dean Gooderham 1893-1971: อะชีสัน, ดีน กูเดอร์แฮม (พ.ศ. 2436 - 2514)
เป็นนักกฎหมายและเป็นนักการเมืองอเมริกัน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยลและฮาร์วาร์ด เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่าง ค.ศ. 1945 - 47 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่าง ค.ศ. 1949 - 53 ในสมัยประธานาธิบดีทรูแมน (Truman)
ดำเนินนโยบายปิดล้อมคอมมิวนิสต์ (Containment Policy) มีบทบาทสำคัญในการร่างแผนการมาร์แชล (The Marshall Plan) และยังเข้าร่วมในการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญานาโต (NATO : North Atlantic Treaty Organization) ค.ศ.1949
(ดู Truman, Harry S.; Containment; Marshall Plan)


Acid rain: ฝนกรด
เป็นกรณีหนึ่งที่ถือว่าเป็นความเสื่อมโทรมของสภาพอากาศ ที่เกิดจากสารพิษ หรือสารเคมีอื่นปนอยู่ในอากาศ จนทำให้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์และพืช สารมลพิษที่แพร่ในอากาศมักเกิดจากการปล่อยควันพิษของโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ และสารพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตนเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารระเหยอินทรีย์ เป็นต้น
การเกิดฝนกรดเป็นผลมาจากการที่ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์รวมกับไอน้ำ ในอากาศเกิดเป็นกรดซัลฟริกและกรดไนตริก เมื่อไอน้ำกลั่นตัวเกิดเป็นฝนตกลงมาจึงเรียกว่าฝนกรด บริเวณที่เกิดมากคือบริเวณที่มีการจราจรแออัด ก๊าซพิษจากท่อไอเสียรถยนค์จะถูกระบายออกมามาก และอัดอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นเวลานาน ฝนกรดนี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ และเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่นป่าไม้หรือสัตว์น้ำ ทั้งยังมีฤทธิ์กัดกร่อนสิ่งก่อสร้างด้วย
เราจะสังเกตได้ว่า ปัจจุบันน้ำฝนที่ตกลงมา ไม่ใช่น้ำบริสุทธิ์ตามธรรมชาติเช่นที่เคยเป็นมาอีกแล้ว ทั้งนี้โดยการพิจารณาจากคราบน้ำฝนที่แห้งแล้ว จะเป็นคราบสกปรกเป็นคราบน้ำโคลนอย่างเห็นได้ชัด

ACP: African Caribbean and Pacific Countries: เอ ซี พี : กลุ่มประเทศแอฟริกัน แคริบเบียน และแปซิฟิก
เป็นการรวมกลุ่มประเทศในแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิกที่เคยเป็นอาณานิคมของกลุ่มประเทศในประชาคมยุโรป 69 ประเทศภายใต้สนธิสัญญาโลเม (Lome Convention) ประชาคมยุโรปตกลงให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเหล่านี้ในด้านต่างๆ รวมทั้งการให้สิทธิพิเศษทางการค้า ซึ่งได้แก่การยกเว้นภาษีอากรขาเข้าให้แก่สินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศนี้
(ดู Lome Convention)


Actium, Battle of: แอคติอุม,สงคราม
เป็นสงครามในปีที่ 31 ก่อนคริสต์กาลระหว่างออกเตเวียน (Octavian) ผู้ทรงเป็นพระนัดดาและราชโอรสบุญธรรมของจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) กับมาร์ค แอนโธนี (Mark Anthony) และพระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra) ที่บริเวณนอกฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกรีซ ชัยชนะของออกเตเวียนมีผลยุติการปกครองระบอบสาธารณรัฐของโรมันอย่างเด็ดขาด และเริ่มต้นการปกครองแบบจักรวรรดิโรมัน โดยมีออกเตเวียนเป็นประมุขสูงสุดในตำแหน่ง Augustus และเนื่องจากไม่ทรงมีพระประสงค์ให้ผู้ใดขานพระนามว่า พระจักรพรรรรดิแต่จะโปรดให้ขานพระนามว่า Princep (ประชาชนหมายเลขหนึ่ง) มากกว่า สมัยการปกครองของพระองค์จึงถูกเรียกว่าเป็นสมัยปรินซิเปท (The Principate) หรืออันที่จริงก็คือสมัยราชอาณาจักรยุคแรก (The Early Empire) นั่นเอง
(ดู Julius Caesar)


Adenauer, Konrad 1876-1967: อะเดเนาร์,คอนราด (พ.ศ. 2419 - 2510)
เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) เกิดที่เมืองโคโลญ (Cologn) ใน ค.ศ. 1876 ได้ศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยไฟร์บูร์ก (Freiburg) มิวนิก (Munich) และบอนน์ (Bonn) เมื่อจบได้ออกมาประกอบอาชีพทนายความที่เมืองโคโลญ ประสบความสำเร็จมากจนได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี (ระหว่าง ค.ศ. 1919 - 1933) เมื่อเยอรมนีเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อะเดเนาร์ได้เป็นสมาชิกพรรคเซนเตอร์ (The Center Party) ของชาวเยอรมันที่นับถือนิกายโรมันแคทอลิก และเป็นประธานสภารัฐปรัสเซีย ขณะที่อะดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เป็นหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมันหรือนาซี (National Socialist German Workers'Party-NAZI) ได้เป็นท่านผู้นำ (Fuhrer) สถาปนามหาอาณาจักรเยอรมันครั้งที่สาม (Third Reich) อะเดเนาร์ต่อต้านนาซี ทำให้เขาถูกจำคุกถึงสองครั้ง คือ ค.ศ. 1934 และ ค.ศ. 1944 กับถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนสงครามโลกครั้งที่สองยุติ เขาได้กลับไปเป็นนายกเทศมนตรีนครโคโลญตามเดิม แต่เกิดขัดแย้งกับคณะผู้ดูแลเขตปกครองชาวอังกฤษที่เข้ามาดูแลในเวลานั้น จึงหันกลับมาปรับปรุงพรรคเซนเตอร์ตั้งเป็นพรรคคริสเตียนประชาธิปไตย (Chritian DemocratiUniuo Party) ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และยอมรับการแบ่งเยอรมนีเป็นสองส่วน คือสาธารณัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (German Democratic Republic) กับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (German Federal Republic)
อะเดเนาร์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1949 และ อีก 2 วาระคือ ค.ศ. 1953 และค.ศ. 1957 สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญานาโต (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ในค.ศ. 1955
อะเดเนาร์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1963 และถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1967
(ดู NATO)

Aegean Civilization: อารยธรรมอีเจียน
เป็นอารยธรรมต่อจากสมัยทองบรอนซ์ในบริเวณทะเลอีเจียนตั้งแต่ 3,000 - 1,000 ปีก่อนคริสต์กาล ประกอบด้วยอารยธรรม 3 แห่ง คืออารยธรรมไมนวนหรืออารยธรรมครีตัน (Minoan Civilization of Cretan Civilization) เป็นอารยธรรมบนเกาะครีตมีศูนย์กลางที่เมืองคนอสซุส (Cnossus,Knossus) อารยธรรมไมซีเนียนหรืออารยธรรมเฮลลาดิก (Mycenean Civilization or Helladic Civilization) มีศูนย์กลางที่เมืองไมซีเน (Mycenae) บนคาบสมุทรเพลอปอนเนซุส (Peloponnesus) และอารยธรรมกรุงทรอย (Trojan Civilization) ทางตะวันตกของเอเชีย ไมเนอร์หรือเอเชียน้อย(Asia Minor)มีศูนย์กลางที่กรุงทรอย

Aeschylus 525-456 B.C.: เอสชิลุส (พ.ศ. 18-87)
เป็นนักประพันธ์ชาวเอเธนส์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของโศกนาฎกรรมกรีก (Tragedy) ได้เข้าร่วมรบในสงครามมาราธอน (Marathon) และซาลามิส (Salamis) ในปี 490 และ 480 B.C. เป็นผู้แต่งบทละครเรื่อง "The Persian(472 B.C.)" ได้มีบทบาทสำคัญในการละครกรีก สร้างตัวละครตัวที่สองและจัดฉากประกอบให้ความสนใจ 6 เรื่องเครื่องแต่งกาย บทละครสำคัญๆ ของเขามีอาทิ "Seven Against Thebes", "Prometheus Bound", "Oresteia" (เป็นสามเรื่องต่อเนื่องกัน คือ Agamemnon, Choephoroi และ Eumenides)

Afghan War: สงครามอัฟกาน
เป็นสงครามระหว่างอัฟกานกับอังกฤษ 3 ครั้ง คือระหว่าง ค.ศ. 1839 - 1842, ค.ศ. 1878-81,และ ค.ศ. 1919 เนื่องจากอังกฤษยกเลิกการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุล (Mogul) และส่งผู้ว่าราชการ (Governor-General) มาปกครองแทนขึ้นตรงต่อรัฐบาลอังกฤษที่ลอนดอน มีนายกรัฐมนตรีคือนายดิสราเอลี (Benjamin Disraeli) สถาปนาสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย (Victory) เป็นพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย (Empress of India) ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการอังกฤษประจำอินเดียเปลี่ยนฐานะเป็นอุปราช (Viceroy of India) ดำรงนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัย การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดสงครามสามครั้ง ครั้งแรกระหว่าง ค.ศ. 1839 - 1882 เนื่องจากอังกฤษเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของคาบุล (Kabul) เพราะไม่ต้องการให้รัสเซียกับอิหร่านเข้ามามีอิทธิพล แต่อังกฤษแพ้สงคราม ต่อมาก็เกิดสงครามเป็นครั้งที่สอง เพราะอังกฤษระแวงว่ารัสเซียจะเข้าไปแทรกแซงในอัฟกานอีก เพราะเจ้าผู้ครองอัฟกานฝักใฝ่รัสเซีย อังกฤษเข้าสนับสนุนเจ้าชายที่อ้างว่าจะขจัดอิทธิพลของรัสเซีย และครั้งที่สามเป็นการลุกฮือของชาวอัฟกานใน ค.ศ. 1919 เพราะไม่พอใจการที่อังกฤษเข้ามาควบคุมกิจการต่างประเทศของตน ครั้งนี้ฝ่ายอัฟกานไม่สามารถเอาชนะอังกฤษ ต้องยินยอมทำสนธิสัญญาราวัลปินดี (Treaty of Ravalpindi) วันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1919 อังกฤษรับรองเอกราชของอัฟกานิสถาน ยินยอมให้อัฟกานิสถานเปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ และอัฟกานิสถานเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นราชอาณาจักร

Afrikaans: แอฟริกานส์
เป็นชื่อภาษาของชาวดัทช์ (Dutchs) ในแอฟริกาใต้

Afrikaanders: แอฟริกานเดอร์
เป็นประชากรที่เกิดในแอฟริกา มีบิดาเป็นคนขาว มารดาเป็นคนดำ หรือคือคนผิวขาวที่เกิดในแอฟริกา

Afrikaners: แอฟริกาเนอร์
เป็นคำใหม่ในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใช้เรียกชาวยุโรปที่เกิดในอาณานิคมดัทช์ที่เมืองเคป (Cape) มีฐานะเป็น "Africans" ที่เรียกว่า "บัวร์" (Boers) มีความหมายว่า "ชาวไร่" (farmers) ในภาษาดัทช์ เป็นเผ่าพันธุ์ผสมกลุ่มใหม่ของดัทช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส และพวกที่ไม่ใช่ผิวขาว ดำรงชีพเป็นชาวไร่ถึง ค.ศ. 1835 ต่อมาได้ออกจากเคป โคโลนีไปตั้งสาธารณรัฐอิสระ ได้รวมเข้ากับโอเรนจ์ ฟรีสเตท (Orange Free State) และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (Republic of South Africa) หลังสงครามบัวร์ (ค.ศ. 1899 - 1902) อังกฤษสนับสนุนการอพยพเข้าไปในแอฟริกาใต้ ทำให้แอฟริกาเนอร์กลายเป็นชนกลุ่มน้อย ใน ค.ศ. 1910 เมื่อมีการจัดตั้งสหภาพแอฟริกาใต้แล้ว กองกำลังของแอฟริกาเนอร์กลายเป็นกองกำลังหลัก ในการดำเนินการทางการเมืองของคนขาวในแอฟริกาใต้ แต่กองกำลังนี้ไม่ได้ผนึกกำลังกันเหนียวแน่นจริงจัง เพียงแต่ดำเนินการทางการเมืองต่อต้านชาวแอฟริกันส่วนใหญ่ เพื่อความมั่นคงและมีเสถียรภาพของกลุ่มตนเท่านั้น
การรวมกันของแอฟริกาเเนอร์นี้ เป็นด้วยปัจจัยสำคัญคือภาษาและการนับถือนิกายดัทช์ รีฟอร์มหรือนิกายคาลแวง (Calvinism) อันเป็นการเริ่มต้นความคิดเรื่องนโยบายแบ่งแยกผิว (apartheid) ในเวลาต่อมา และภาษาแอฟริกันได้เป็นภาษาที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในอัฟริกาใต้
(ดู Boers; Afrikaans)


Afrikaner Bond: สมาคมชาวแอฟริกัน
เป็นชื่อพรรคการเมืองในแอฟริกาใต้ ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1880 ตามนโยบายฟื้นฟูการเมือง และวัฒนธรรมของพวกบัวร์หรือชาวแอฟริกาเนอร์ในแอฟริกาใต้ มีเหรียญจารึกคำขวัญว่า "แอฟริกาสำหรับแอฟริกาเนอร์ที่พูดภาษาดัทช์ และนับถือนิกายคาลแวงอย่างเคร่งครัด" พรรคได้ขยายสาขาไปที่เมืองเคป โอเรนจ์ ฟรีสเตท และทรานสวาล เตรียมการที่จะเป็นพันธมิตรทางการเมือง กับพลเมืองที่พูดภาษาอังกฤษในแอฟริกาใต้ โดยเฉพาอย่างยิ่งการสนับสนุนเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) แต่ความสัมพันธ์นี้ทำได้เฉพาะที่เคป ส่วนที่อื่นๆ กลับต่อต้านอังกฤษ ใน ค.ศ. 1918 มีผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ของพวกแอฟริกาเนอร์อีก คือ Broederbond เป็นสมาคมลับที่กลายเป็นกำลังรบสำคัญของพวกชาตินิยมแอฟริกาเนอร์หัวรุนแรง
(ดู Afrikaners; Boers)

African National Congress (ANC): สภาแห่งชาติแอฟริกัน
เป็นสภาจัดตั้งที่เมืองบลีมฟองเตน (Bloemfontein) ค.ศ. 1912 โดยชาวพื้นเมืองแอฟริกาใต้ (The South African Native National Congress) มีพระเมโทดิสต์ ซูลูชื่อเจ ดับเบิลยู ดูบ (J. W. Dube) เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อการพิทักษ์สิทธิคนผิวสีในแอฟริกาใต้ สืบเนื่องมาจากสมาคมที่เคปโคโลนีเพื่อการศึกษาของชาวพื้นเมือง (Native Education Association of Cape Colony) ดูบได้พาคณะผู้แทนเดินทางไปอังกฤษใน ค.ศ. 1914 เพื่อต่อต้านการออกกฎหมายที่ดินท้องถิ่น (Native Land Act) ค.ศ. 1913 ซึ่งห้ามคนดำเป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้น ขณะที่คนเชื้อสายอินเดียก็ได้รับความบันดาลใจ จากการเรียกร้องอิสรภาพของมหาตมะ คานธีจึงเรียกร้องสิทธิของชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ด้วย ได้เข้าร่วมกับ ANC เรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยระหว่าง ค.ศ. 1952 - 1967 มีผู้นำชื่ออัลเบิร์ต ลูทูรี (Albert Luthuri) ร่วมมือทางทหารกับสภาการขยายอำนาจแอฟริกัน (Pan -African Congress) แต่รัฐบาลประกาศให้สภานี้เป็นสภานอกกฎหมายใน ค.ศ. 1960 เกิดการสู้รบหลายครั้ง ฝ่ายผู้นำแอฟริกันคือนายเนลสัน แมนเดลา (Nelso Mandela) เรียกร้องให้ยกเลิกการแบ่งแยกผิว (apartheid) จนตัวเองถูกจับ เพื่อนของเขาคือนายโอลิเวอร์ แทมโบ (Oliver Tambo) จึงดำเนินการต่อ ได้เจรจากับรัฐบาลใน ค.ศ.1988 นายแมนเดลา และผู้ถูกคุมขังอื่นๆ ได้รับการปล่อยตัวใน ค.ศ. 1989 และ 1990 มีการเจรจาประนีประนอมกับประธานาธิบดี เดอ เคลิร์ก (de Klerk) ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1990

Age of Metal: ยุคโลหะ
เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักการค้นคิดประดิษฐ์อักษรเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล ต่อมามีการพบทาง แร่จากการเผาไฟแล้วสังเกตเห็นความสดใส และประกายของเนื้อโลหะในขี้เถ้าโดยบังเอิญ ทำให้เกิดความคิดเรื่องการใช้ความร้อนแยกเนื้อโลหะ หรือที่เรียกว่าการหลอมเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์กาล ประชากรในบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ แม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทิสได้เริ่มการหลอมทองแดง แล้วนำมาทำอาวุธและเครื่องใช้ได้
(ดู Literal Age; Historic Age; Age of Stone)


Age of Stone : ยุคหิน
เป็นชื่อยุคก่อนการค้นคิดประดิษฐ์อักษร จึงมีชื่อเรียกอีกว่า "ยุคก่อนรู้หนังสือ" (Preliterate Age) หรือยุคก่อนการค้นคิดประดิษฐ์อักษรเมื่อประมาณ5,000ปีก่อนคริสต์กาล แบ่งออกเป็น

1) ยุคหินแรก (Eolithic) เป็นยุค "ลองผิดลองถูก" มนุษย์ยังไม่รู้จักการห่อหุ้มร่างกายด้วยเครื่องนุงห่ม เร่ร่อน ยังไม่รู้จักการป้องกันภัยให้ตัวเอง จัดเป็นสมัยด้อยความเจริญที่สุดของมนุษย์
2) ยุคหินเก่า (Paleolithic) เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักการนุ่งห่มหนังสัตว์ เก็บผลไม้ ล่าสัตว์ ใช้อาวุธขวานกำปั้น (fist hatchet) อาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเพิงพัก เริ่มรู้จักการใช้ไฟในตอนปลายยุค
3) ยุคหินกลาง (Mesolithic) เป็นยุคเชื่อมต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่ หรือถือว่าเป็นยุคปฎิวัติทางเศรษฐกิจครั้งแรกของมนุษย์ เปลี่ยนสภาพจากการล่าสัตว์เก็บผลไม้มาเป็นการเริ่มสะสมอาหาร และเลี้ยงสัตว์ เริ่มการตั้งถิ่นฐานมั่นคงขึ้น ไม่เคลื่อนย้ายบ่อยๆ
4) ยุคหินใหม่ (Neolithic) เป็นยุคการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผลไม้ ตั้งถิ่นฐานมั่นคงยิ่งขึ้น เริ่มการสร้างบ้านเรือน ทอผ้า การมีหัวหน้าปกครองและมีการแบ่งงานกันทำ

Agricultural Revolution: การปฏิวัติเกษตรกรรม (ประมาณ 10,000 ปี - 12,000 ปีมาแล้ว)
เป็นการเปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนหน้านี้ที่มนุษย์รู้จักเพียงการล่าสัตว์ และเก็บผลไม้ (hunting and gathering) มาเป็นการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผล ทำให้มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐาน ยุติการเร่ร่อนเพื่อแสวงหาอาหาร มนุษย์ได้เข้ามาอยู่รวมกัน มีหัวหน้าปกครอง แบ่งงานกันทำ ทำให้มีการปรับตัวเข้าหากันและสร้างวัฒนธรรมของกลุ่มตนขึ้น
การปฏิวัติ 3 ครั้งในประวัติศาสตร์
1) Civilization: อารยธรรม (5,000 - 7,000 ปีมาแล้ว)
เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า "civitas" หรือ "city" เป็นสัญลักษณ์การเข้ามาอยู่รวมกันของมนุษย์ และสร้างอารยธรรมขึ้น หรือคือการอธิบายสภาพการที่มนุษย์เข้ามาอยู่รวมกันในเมืองเมื่อประมาณ 5,000 - 7,000 ปีมาแล้ว มนุษย์รู้จักการปรับตนเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น มีการสร้างสิ่งอันเป็นนันทนาการที่นับเป็นความก้าวหน้าตามลำดับ ถึงขั้นรู้จักการใช้เครื่องมือผ่อนแรง ได้แก่การสร้างเครื่องมือชนิดต่างๆนอกเหนือจากอวัยวะที่ตนมีตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่า"เทคโนโลยี"(Technology)
มนุษย์ได้พัฒนาวัฒนธรรมประจำถิ่นของต้น ตั้งแต่การเริ่มรู้จักการเขียน และบันทึกเรื่องราวของตนและกลุ่ม มีการแบ่งงานกันทำ มีสัญชาติญานเป็นตัวตนของตน จนถึงได้มีการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างกัน ถือได้ว่าเป็นความเจริญถึงขั้นเป็นการเริ่มสมัยอารยธรรมของมนุษย์
2) Industrial Revolution: การปฏิวัติอุตสาหกรรม
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเริ่มต้นคริสต์ศตวรรษที่19 เนื่องจากมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้เครื่องจักร และเริ่มการผลิตจำนวนมากมานานแล้วก่อนสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่การใช้เครื่องจักรที่ทำด้วยเหล็กในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในบรรดาประเทศยุโรปตะวันตก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะการปฏิวัติ การเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองทำให้เกิดชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า "กรรมกรในเมือง" (urban workers) คนเหล่านี้ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในเมือง ทำให้สูญเสียสภาพการดำรงชีวิตแบบอาศัยที่ดินทำกิน และธรรมชาติที่คุ้นเคยกับการดำรงอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของขุนนางเจ้าของที่ดิน ชีวิตในเมืองของเขาเต็มไปด้วยความแร้นแค้น และถูกกดดันจากสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และเหตุการณ์ด้านจิตวิทยาอื่นๆ กรรมกรเหล่านี้ต้องเรียกร้องขอความกรุณาจากเจ้านายของตนอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งถึงสมัยการรวมตัวกันเป็นสหภาพกรรมกร จึงสามารถเรียกร้องสิทธิบางประการของตนได้บ้าง
3) Technological Revolution:การปฏิวัติเทคโนโลยี
เป็นการปฏิวัติในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีผลมาถึงปัจจุบัน คือการที่มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี และคำนึงถึงความสะดวกสบายมากขึ้น


AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome): เอดส์
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสร้ายแรงที่เรียกว่า "HIV" (Human Immunodeficiency Virus) เริ่มเป็นที่รู้จักใน ค.ศ. 1953 แพร่ระบาดในแอฟริกา และฝั่งตะวันตกของของสหรัฐอเมริกา ติดต่อกันทางเลือด การถ่ายเลือด การร่วมเพศหรือการเสพยาฉีดชนิดเข้าเส้น ความคุ้มกันบกพร่องจะเป็นเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิต การที่โรคระบาดรวดเร็วเพราะรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคม เช่นเรื่องยาเสพติด ปัญหาโสเภณี รักร่วมเพศ ความสำส่อนทางเพศ ความยากจนและการขาดการศึกษา ขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ภายหลังการค้นพบผู้ป่วยครั้งแรกในนิวยอร์กใน ค.ศ.1979 จากเดือนเมษายน ค.ศ.1991 - กุมภาพันธ์ ค.ศ.1992 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 1,000,000 คน จากจำนวนเดิมที่องค์การอนามัยโลกรายงานไว้ 10-20 ล้านคน ดังนั้นอัตราเพิ่มถึงปี ค.ศ.2000 อาจเป็น 30-40 ล้านคน
ที่มาของโรคยังเป็นข้อวิพากษ์ว่า อาจเป็นผลมาจากการวิจัย เพื่อรักษาโรคไทฟอยด์ที่ทดลองกับลิงเขียวแล้วกลับแพร่มาสู่คน เชื้อนี้ได้แพร่เข้าไปในยุโรปและออสเตรเลียระหว่างทศวรรษที่ 1980 แต่สถิติการตายมากที่สุด คือสหรัฐอเมริกาทำให้ต้องมีการค้นคว้าเรื่องการรักษาอย่างจริงจังในปัจจุบัน
(ดู HIV)

Alhambra
เป็นชื่อพระราชวังที่กรานาดา (Granada) ประเทศสเปน พระราชวังป้อมแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงอิทธิพลของชาวมุสลิม มีที่น่าสังเกต คือการสร้างเสาขนาดใหญ่ มีรูปโค้งเกือกม้า และการแกะสลักหินอย่างประณีตล้อมรูปโค้งที่งดงามยิ่ง

[1] [2] [3] [4]