ยายวันวาน  ชมพูพันธ์ทิพย์  สาระศิริ

ไปเที่ยวหลวงพระบาง

หลวงพระบางถ่ายจากเครื่องบิน
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

ต้นสายปลายเหตุที่ไปเที่ยวหลวงพระบาง เพราะป้าจิ๋วผู้ซึ่งเคยเยือนหลวงพระบางมาแล้วชื่นชมหลงเสน่ห์หลวงพระบางเหลือหลาย และอีกสาเหตุก็เพราะยูเนสโกประกาศให้หลวงพระบางเป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ.2541 นอกจากนี้ หนังสือ National Geographic ฉบับภาษาไทย ประจำเดือน ตุลาคม 2545 ลงรูปจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติสีทอง ดูอร่ามตา ยิ่งทำให้ยายหลงใหล เกิดตัณหาจะต้องไปเที่ยวหลวงพระบางให้ได้

จากนั้นยายก็เริ่มขายความคิด ออกหาเหยื่อร่วมเดินทางไปครั้งนี้ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าเหยื่อเดินมาติดกับเองโดยไม่ต้องขุดหลุมพรางเลย พวกเราทั้งหมดมีด้วยกัน 6 คนค่ะ ป้าเพ็ญ น้าสัน (น้องสาวป้าเพ็ญ จริงๆ แล้วเป็นพี่ค่ะ แต่ความที่เป็นน้องป้าเพ็ญ พวกเราเลยต้องเรียกน้าสัน) ป้าจิ๋ว(ขอไปอีกครั้ง) ป้าอ้อย ป้าอู๊ด (คนนี้หลงมาโดยบังเอิญ) คนสุดท้ายก็ยายเอง ความจริงยายก็ชอบคณะนี้มากจริงๆ เพราะนานๆ ทียายถึงจะมีโอกาสเป็นน้องเล็กซักกะทีค่ะ การเดินทางครั้งนี้ ยายเป็นผู้ดำเนินการติดต่อ GSM ทัวร์ด้วยตัวเองทั้งหมด

ป้าอ้อย กับน้าสันกับเครื่องบิน
ที่พาไปหลวงพระบาง
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

เริ่มออกเดินทาง  
คณะของเราไปถึงสนามบินก่อนเวลานัดเล็กน้อย น่าเสียดายที่มีคณะอื่นมาเป็นคณะแรกของเราก็เลยเป็นคณะที่สอง ผู้ร่วมเดินทางไปมีทั้งหมด 19 คน คณะยาย 6 คน คณะคนแก่เสียงดังประกอบด้วย ชาย(แก่) 4 หญิง(แก่) 1 คน รวมเป็น 5 แม่ลูก 1 คู่ 2 คน แม่ลูกชาย 2 คน รวม 3 คน ครอบครัวน่ารักสามีเป็นชาวฝรั่งเศส ภรรยาคนไทย กับลูกเป็น 3 คน รวมครบ 19 คนพอดีค่ะ

ป้าจิ๋วกับกองตรวจคนเข้าเมือง
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
เวลา 8.50 น. ตามกำหนดก็ขึ้นเครื่องบินออกเดินทางเป็นเครื่องบินของสายการบินพีบีแอร์ เที่ยวบินที่ 9Q342 เป็นเครื่องขนาดที่นั่งประมาณ 40 คน หลายคนตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะไม่เคยนั่งเครื่องบินขนาดเล็ก ส่วนยายสบายมาก ตอนไปเนปาลขึ้นเครื่องขนาด 10 ที่นั่งมาแล้ว ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงก็ถึงหลวงพระบาง สนามบินหลวงพระบางเป็นสนามบินเล็กๆ ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเขาสร้างเป็นตู้ไม้เล็กๆ น่ารัก เหมือนซุ้มขายกาแฟสดบ้านเรา มี 2 ตู้ จากนั้นก็ขึ้นรถเพื่อจะไปเที่ยววัดเชียงทองเป็นลำดับแรก ไกด์ท้องถิ่นของเราชื่อว่า อนุกร ค่ะ ชื่อเล่นว่าตุ๋ย เพราะเป็นชายหนุ่มเจ้าเนื้อนิดหน่อย ไกด์แนะนำหลวงพระบางโดยใช้บักอาโหล (ไมโครโฟน) เดิมประเทศลาวชื่อว่าอาณาจักรล้านช้าง คือเมื่อปี พ.ศ.1896 พระเจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างเป็นปึกแผ่นแล้ว ได้สถาปนาเมืองสว่างขึ้นเป็นราชธานี และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเชียงทอง และพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระมเหสีเป็นชาวขอมพระนามว่า แก้วเก็งยา พ่อตาของพระองค์จากนครธนได้ให้คณะธรรมทูตอัญเชิญ พระบาง (พระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ สร้างด้วยทองคำแท้หนัก 54 กิโลกรัม สร้างขึ้นที่ศรีลังกา) จากนครธนมาประดิษฐานที่เมืองเชียงทองนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2090 สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวง ไปเวียงจันทร์โดยอันเชิญแต่พระแก้วมรกตไปเวียงจันทร์ มิได้อัญเชิญพระบางไปด้วย จึงเปลี่ยนชื่อเมืองเชียงทองเป็นหลวงพระบางตามชื่อ พระบาง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ประจำเมือง แม้ว่าเวียงจันทร์จะเป็นเมืองหลวง แต่พระราชวังเก่าเจ้ามหาชีวิตของลาวอยู่หลวงพระบาง ดังนั้นเมืองหลวงพระบางจึงเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม สิ่งก่อสร้าง วัดต่างๆ เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมของลาวแท้ๆ

วัดเชียงทอง หลังคาปีกนก
อ่อนช้อยสวยงามมาก
หลังคาโบสถ์ เป็นสัญลักษณ์
เขาพระสุเมรุ ทุกวัดเลยล่ะค่ะ
ลายฉลุด้านนอกโบสถ์เป็นสีทองบนรักสีดำสวยงามชัดเจนมาก

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

เส้นทางจากสนามบินถึงใจกลางเมืองหลวงพระบาง เป็นถนนลาดยาง มีแต่ป่าเขา ไร่นา ไม่มีตึกเลยล่ะค่ะ หลวงพระบางมีแม่น้ำ 2 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำคาม และแม่น้ำโขง ถนนสายสำคัญก็มีสายเดียวคือถนนเลียบแม่น้ำคาม ลาวเรียกว่าแคมคาม (แคมแปลว่าเลียบค่ะ) ประชากรชาวหลวงพระบางมีประมาณ 50,000 คน 2 ใน 5 ส่วน เป็นตำรวจ 3 ใน 5 ส่วน เป็นทหาร โจรผู้ร้ายก็เลยไม่มี ชาวบ้านชาวเมืองอยู่กันอย่างสงบสุข ความเจริญต่างๆ และวัฒนธรรมตะวันตกยังเข้าไปน้อยมาก แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ชาวบ้านเริ่มจะเลิกขี่จักรยานหันมาขี่รถเครื่องกันเต็มเมือง อีกไม่นานเสน่ห์หลวงพระบางก็คงจะจางหายเหมือนปักกิ่งล่ะค่ะ
วัดแรกที่ไปเยือนกันก็คือวัดเชียงทอง ตั้งอยู่หัวแหลมที่แม่น้ำคามบรรจบกับแม่น้ำโขง วัดนี้สร้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อประมาณ พ.ศ.2102 - 2103 ต่อมาได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา
อาคารพุทธสีมาของวัดเชียงทองสวยงามมาก เห็นได้จากป้านลมที่อ่อนช้อยลดหลั่นกัน หลังคา 3 ชั้น มีชายคาปีกนก หลังคาที่ลดหลั่นกันนั้นโค้งยาวมาจรดฐาน ซึ่งเป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมลาว นอกจากนี้ทั้งภายในและภายนอกเป็นภาพเรื่องราวพุทธประวัติทศชาติชาดก ภาพเทวดา ซึ่งเป็นลวดลายปิดทองฉลุลายบนพื้นรักสีดำสวยงามมาก ที่สำคัญลวดลายโดดเด่นชัดเจน ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีบนหลังคาโบสถ์ นิยมสร้างเป็นสัญลักษณ์เขาพระสุเมรุอยู่ด้วยสวยงามมาก ซุ้มประตูหน้าต่างทุกบานลวดลายเป็นทองอร่าม เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจ ข้างหลังโบสถ์เป็นโมเสสภาพหม้อน้ำมีดอกไม้โผล่ขึ้นมาเรียกว่า "ปูรณฆฏะ" สีสันสดใส สวยมากจริงๆ

[1] [2] [3] [4]

กลับไปหน้าเมนู


ห้องสนทนา เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home
เกมส์ Photo Hunt : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
BKK Mobile Picture Message : Logo : Mini Logo : Screen Saver : Text SMS : Color Picture Message : Wallpaper
รักและคิดถึง พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง : ซอกแซกผ่านจอ : มุมฟุตบอล : เสี่ยงเซียมซี : ดวงดาวโคจร ออนไลน์ : Wallpaper : บันเทิง-เริงใจ : ซุบซิบดารา
สารพัดความรู้ เสวนาธุรกิจ : บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน Everyday English : Did you know? : E-Dialog : รู้จักญี่ปุ่น
ห้องสมุด BKK Business Letter : Song of the Week : พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ : เพลินภาษาน่ารู้ :E-Diary :
ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก :
ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone :
เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York!
BKK Center Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline