ยายวันวาน  ชมพูพันธ์ทิพย์  สาระศิริ


พระธาตุหมากโม นางแบบยาย, ป้าเพ็ญ, น้าสัน ป้าอ้อย
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
คราวนี้ก็วันที่สองหละค่ะ

เช้าวันที่สองทุกคนตื่นกันแต่เช้า กะจะรับประทานอาหารเช้าตอน 7 โมงเช้า ปรากฏว่าร้านยังไม่เปิด เรามารับประทานอาหารเช้าที่ร้านเดิมที่เราทานข้าวเมื่อวานเย็น เช้านี้อากาศค่อนข้างหนาว ทุกคนดีใจได้สัมผัสอากาศหนาวเสียที พวกเราก็เดินเล่นที่ถนนที่โรงแรมตั้งอยู่แหละค่ะ ความจริงบรรยากาศดีมาก เสียแต่กำลังปรับปรุงถนน ทำให้ฝุ่นมากเหลือเกิน เดินไปเรื่อยๆ เห็นหนุ่มๆ ชาวลาว ตื่นแต่เช้านั่งปอกอ้อยค่ะ ถ้าเป็นหนุ่มชาวกรุงเทพฯ คงยังไม่ตื่น รอจนประมาณ 8 โมงเช้าก็ได้รับประทานอาหารเช้า เป็นกาแฟสีเข้ม แต่ไม่มีรสกาแฟเลยละค่ะ มีขนมปังฝรั่งเศส เนย แยม ไข่ดาว 2 ฟอง หมูแฮม หรือเบคอน เด็กเสริฟบอกว่าพรุ่งนี้จะมีข้าวต้มวันนี้ตื่นสายทำไม่ทัน
ไกด์ของเรามารับตอน 9 โมงเช้า วันนี้จะไปชมถ้ำติ่งกันค่ะ ต้องไปลงเรือที่ท่าเรือหน้าวัดเชียงทอง เรือของเราเป็นเรือลำใหญ่ นั่งได้ 50 คน สบายๆ บนเรือมีเสื้อชูชีพติดกับที่นั่ง ตอนแรกไม่มีใครสนใจ พอเรือแล่นไปสักพัก ลมแรงเริ่มหนาวกันตัวสั่น ก็เลยต้องหยิบชูชีพมาใส่กันหนาวค่ะ
ถ้ำติ่งเป็นถ้ำอยู่บนลำน้ำโขงบริเวณที่มีน้ำอูไหลมาสบ นั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ขาไปช้าหน่อยเพราะแล่นทวนน้ำค่ะ ระหว่างทาง 2 ฝั่งแม่น้ำ ชาวบ้านจะปลูกผักกันเป็นหย่อมๆ ริมตลิ่ง เลยตลิ่งไปเป็นป่าไม้ก็ยังสมบูรณ์อยู่มาก เขียวไปทั้งสองฝั่ง ยายนั่งชมธรรมชาติไปก็นั่งสั่นไปด้วยความหนาว ในที่สุดก็เลยไปขอคนขับนั่งที่หัวเรือค่ะ เพราะมีกระจกหน้าเรือบังลม แล้วยังดูวิวได้ชัดเจนด้วย เจ้าของเรือเป็นคนขับเอง เขาบอกว่าอากาศก็เพิ่งหนาวได้ 2 วันเอง ก่อนหน้านี้ฝนตกหนัก แสดงว่าพวกเราโชคดีมากค่ะ เมื่อก่อนเขาขับรถโดยสารจากเชียงขอมของไทยกับหลวงพระบาง ใช้เวลาเดินทาง 2 วันต่อมา เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็เลยรับจ้างพาไปเที่ยวถ้ำติ่งดีกว่า ไม่ต้องจากบ้านไปไกล

พนังโบสถ์ด้านหน้าวัดใหม่สุวันพูมา วิวสวยๆ บนพูสีกับหญิงงดงาม

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

สิ่งก่อสร้างในถ้ำติ่ง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงริเริ่มขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับจากการเยี่ยมพระญาติที่เชียงใหม่ โปรดให้ชาวบ้านนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสัมพันธ์ไมตรีระหว่างล้านช้างหลวงพระบาง กับล้านช้างเชียงใหม่ ต่อมาพ่อค้าที่ทำการค้าต้องผ่านถ้ำนี้ ต้องการที่พึ่งทางใจก็มาบนพระพุทธรูปที่ถ้ำนี้ ว่าถ้าล่องเรือทำการค้ากลับมาปลอดภัย จะมาแก้บนด้วยพระพุทธรูปค่ะ เลยกลายเป็นประเพณีที่ใครจะไปไหนก็ต้องมาบน เมื่อปลอดภัยกลับมาก็มาแก้บน นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้และต่อมา พอถึงวันสงกรานต์ชาวบ้านก็นำพระพุทธรูปมาไว้ที่ถ้ำนี้ ถือเป็นการทำบุญประจำปีค่ะ ในถ้ำพระพุทธรูปมีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ทำจากวัสดุหลายประเภท บ้างเป็นปูนเป็นไม้ ที่เป็นไม้ก็ผุพังไปตามเวลา เมื่อก่อนมีเป็นแสนองค์ แต่พอมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปมาเที่ยวหลวงพระบางกันมาก ไม่รู้ความก็เลยแอบขโมยพระพุทธรูปไปเป็นที่ระลึก ตอนนี้ก็เหลืออยู่แค่หลักพันเองค่ะ ถ้ำติ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนบนและส่วนล่าง แยกจากกัน เมื่อปีนบันไดชมส่วนล่างแล้ว ต้องกลับลงมา แล้วขึ้นบันไดไปชมส่วนบนอีก บันไดเพียงสองร้อยกว่าขั้น ระหว่างทางมีเด็กๆ เอานกใส่กรงมาขายให้เราปล่อย ส่วนใหญ่นกพิการเกือบทุกตัวเพราะนกตัวใหญ่แต่กรงเล็ก หางกับปีกของมันคงหักหมดแล้ว พอเราซื้อมาปล่อยมันคงบินไปไหนไม่ได้ ถูกจับมาขายอีกละค่ะ
เดินยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงถ้ำบน ถ้ำบนมีจุดขายที่เยี่ยมมาก หน้าถ้ำมีซุ้มประตูไม้เก่าแก่สวยงามมาก มองเข้าไปมืดตึดตื๋อ หน้าถ้ำมีหญิงกลางคนให้เช่าไฟฉายอันละ 1,000 กีบ ไว้ส่องดูถ้ำ ยายถามว่าลึกมั้ย เขาบอกว่าลึก ยายก็เลยเช่า 2 อัน ให้ป้าจิ๋ว 1 อัน เดินเข้าไป 50 เมตร ก็สุดถ้ำแล้วค่ะ ข้างในก็มืดมาก และก็มีพระพุทธรูปเต็มไปหมดเหมือนถ้ำล่าง เรียกว่าใช้ไฟฉายไม่ถึง 2 นาที นี่แหละนะใครๆ ก็อยากรู้ว่าในความมืดมีอะไรอยู่ หน้าถ้ำติ่งมีพระพุทธรูปหน้าตาแปลกๆ พุงใหญ่ 1 รูป ปกติพระพุทธรูปในลาวจะอ่อนช้อย รูปร่างบอบบาง แล้วทำไมพระพุทธรูปองค์นี้จึงแปลกจัง
ออกจากถ้ำติ่งไปประมาณ 15 นาที ก็ถึงหมู่บ้านที่กลั่นเหล้าขาย และทอผ้าทั้งหมู่บ้าน พอลงจากเรือก็เห็นเพิงกลั่นเหล้า คุณผู้ชายก็แวะชิมกัน บ้างก็ซื้อติดไม้ติดมือกันมา ส่วนคุณผู้หญิงก็รี่เข้าหาร้านผ้า เรียกว่า ขายผ้ากันทั้งหมู่บ้านแหละค่ะ มากมายจนเลือกไม่ถูก ยายเองก็ซื้อผ้าซิ่น 1 ผืน และของฝากเครื่องเงินนิดหน่อย ขากลับมาลงเรือ ทุกคนหิ้วของเต็ม 2 มือเชียวละค่ะ โดยเฉพาะป้าเพ็ญแทบจะเปิดร้านขายผ้าได้เลย

ป้าอู๊ดกำลังเดินขึ้น
พระธาตุพูสี
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
จากนั้นก็กลับเข้าหลวงพระบางเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งเลยเวลามาแล้วกว่าชั่วโมง ขากลับเรือเร็วมากค่ะ เพราะแล่นตามน้ำ ยายมาขอนั่งด้านหน้าอีกเช่นเคยเพราะไม่ค่อยหนาว พอถึงหลวงพระบางก็ล่ำลาคนขับใจดี แล้วตรงไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอินโดไชน่า อาหารอร่อยมาก มีน้ำพริกอ่อง ปลาหมก ต้มยำรสดี อร่อยที่สุด ไส้อั่ว ผัดผักรวม ผัดวุ้นเส้นกับหน่อไม้ คนเสริฟสวยเสียด้วย บอกว่าเจ้าของร้านเป็นคนเหนือบ้านเราแหละค่ะ มิน่าอาหารรสชาติแบบไทยๆ เลย พออิ่มแต่ละคนก็วิ่งไปซื้อผ้าที่อยู่ใกล้ๆ ร้านอาหาร ได้มาอีกหลายผืน
จากนั้นก็ขึ้นรถไปเที่ยวน้ำตกกวางสี ก่อนไปน้ำตกแวะชมหมู่บ้านผานม เป็นหมู่บ้านไทลื้อ ที่ผลิตหัตถกรรมทอผ้าพื้นบ้าน ที่อพยพมาจากสิบสองปันนา ตั้งแต่ปี พ.ศ.1890 ในอดีตหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านข้าราชบริพาร ของเจ้ามหาชีวิตแห่งอาณาจักรล้านช้างผู้หญิงมีหน้าที่หลักคือทอผ้า ถวายราชสำนักตามพระราชกระแสรับสั่งของมหาชีวิต และราชวงศ์ ชาวบ้านผานมจึงมีฝีมือการทอผ้าที่ประณีตสวยงาม ชีวิตประจำวันของหมู่บ้านนี้จะผูกพันกับการทอผ้าทุกครัวเรือนตั้งแต่สาวไปจนแก่ จนกล่าวว่าจะนับจำนวนผู้หญิงในหมู่บ้านก็ให้นับกี่ทอผ้าในหมู่บ้าน ก็จะรู้ว่ามีผู้หญิงกี่คน
พวกเราไม่ได้ ไปเยี่ยมชมหมู่บ้าน เป็นแต่แวะศูนย์ขายผ้า ที่รัฐบาลจัดให้มารวมกันที่จุดเดียว มีเวลาครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็ซื้อแบบไม่คิดชีวิต ของยายซื้อกระเป๋าผ้าสำหรับฝากเพื่อนๆ ค่ะ
คราวนี้ก็ไปน้ำตกกวางสีล่ะ ซึ่งอยู่ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านท้องไร่ท้องนา ผ่านป่าเขา มีต้นคริสมาสป่าขึ้นสองข้างทาง ก็เพิ่งเห็นต้นคริสมาสป่าต้นใหญ่ๆ ไม่ใช่ในกระถางที่เขาปลูกกันในกรุงเทพฯ ก่อนถึงน้ำตกจะผ่านหมู่บ้าน "ลาวเทิง" เห็นฝรั่งเดินเล่นปะปรายค่ะ


น้ำตกกวางสี
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
ในที่สุดก็ถึงน้ำตกกวางสี โอ้สวยจริงๆ สูงมากเลยมีน้ำตกลงมาเป็นสาย 3 สายน้อยๆ 2 สายใหญ่ๆ ท่าทางน้ำคงเย็นมาก ด้วยอากาศที่หนาวเย็นยายเลยไม่กล้าเอามือไปวักน้ำเล่น เหมือนที่ชอบทำเวลาเที่ยวน้ำตกในเมืองไทย ได้แต่มองดูเฉยๆ รอบๆ น้ำตกเขียวชอุ่ม ต้นบอนใหญ่ๆ ใบไม้ยักษ์ใช้แทนร่มได้เลยละค่ะก็เลยต้องมีการถ่ายรูปมาอวดกันหน่อย ชื่นชมน้ำตกสักครู่ใหญ่ก็กลับ เพราะมืดแล้ว กลับเข้าหลวงพระบางมารับประทานอาหารเย็นร้านเดิมร้านเดียวกับเมื่อวาน วันนี้มีปลาทอด ฉู่ฉี่ปลา ปีกไก่ยัดไส้ สลัดผักน้ำ (อันนี้ชอบมากค่ะ) ต้มยำปลา ไก่ผัดกระเพรา ต่อด้วยขนมหวาน กล้วยบวดชีใส่สาคู ก็อร่อยดีไปอีกแบบแหละค่ะ

อิ่มข้าวแล้ว ก็ไปเที่ยวถนนข้าวเหนียวกัน วันนี้ถนนข้าวเหนียวปิดไม่ให้รถเข้าให้คนเดินอย่างเดียว เหมือนถนนสีลมไงคะ จุดมุ่งหมายก็มาซื้อของโดยเฉพาะ โอ้โฮแสนจะโรแมนติกค่ะ ไม่มีไฟถนน พวกร้านค้าก็จะมีไฟในบ้านของตัว พวกแผงลอยก็ต้องจุดเทียนกันเลยค่ะ ซื้อขายกันมืดๆ สนุกมากเลย ขนาดมืดๆ ทุกคนซื้อกันแบบไม่กลัวกระเป๋าแฟบ แต่กลัวจะไม่ได้ซื้อค่ะ ยายไปเจอฝรั่งผู้ชายซื้อผ้าเก่งมาก ท่าจะอยู่เมืองไทยนานค่ะ เห็นต่อเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว เวลาซื้อนะคะใช้มือขยำผ้าด้วย มองดูเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยแท้ สงสัยจะซื้อไปขายต่อ ไม่งั้นคงมีร้านอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือในต่างประเทศค่ะ
ยายไปซื้อกับป้าเพ็ญ และน้าสันเดินเพลินไปเลย เจอร้านขายของเวียดนามสินค้าในร้านเป็นงานฝีมือของเวียดนาม ปราณีตสวยงามมาก และก็แพงจับใจ เรียกว่าได้แต่ดู ซื้อไม่ลงคะ พอออกจากร้านเลยงงเป็นไก่ตาแตกเดินหลงทิศ กว่าจะรู้ว่าผิด เดินกลับมาใหม่ ก็ต้องให้ชาวบ้านรอ 15 นาที ต้องยกมือท่วมหัวขอโทษกันใหญ่โตค่ะ
กลับถึงที่พัก 2 ทุ่มครึ่ง ยายสระผม เข้านอน เตรียมตัวใส่บาตรวันพรุ่งนี้

[1] [2] [3] [4]
กลับไปหน้าเมนู


ห้องสนทนา เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home
เกมส์ Photo Hunt : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
BKK Mobile Picture Message : Logo : Mini Logo : Screen Saver : Text SMS : Color Picture Message : Wallpaper
รักและคิดถึง พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง : ซอกแซกผ่านจอ : มุมฟุตบอล : เสี่ยงเซียมซี : ดวงดาวโคจร ออนไลน์ : Wallpaper : บันเทิง-เริงใจ : ซุบซิบดารา
สารพัดความรู้ เสวนาธุรกิจ : บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน Everyday English : Did you know? : E-Dialog : รู้จักญี่ปุ่น
ห้องสมุด BKK Business Letter : Song of the Week : พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ : เพลินภาษาน่ารู้ :E-Diary :
ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก :
ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone :
เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York!
BKK Center Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline