ยายวันวาน  ชมพูพันธ์ทิพย์  สาระศิริ


ใกล้ๆ กับโบสถ์ใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างคล้ายหอไตร ผนังแต่ละด้านเล่าเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของคนลาวในอดีต แต่แทนที่จะเขียนด้วยสี กลับนำกระจกสีน้ำเงิน สีแดง สีเหลือง สีเขียวมาตัดต่อเป็นรูปคน อาคารบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวาสดใส เวลาต้องแสงอาทิตย์ วาววับ น่าหลงไหลจริงๆ ยายไม่เคยเห็นศิลปะแบบนี้มาก่อนเลย ประทับใจมาก ภาพที่ต่อขึ้นเป็นภาพคนไถนา ปักดำข้าว จูงวัว แล่นเรือ พระเจ้าแผ่นดินทรงช้างพร้อมเสนาอามาตย์
นอกจากนี้ในวัดยังมีโรงพระราชรถลาวเรียกว่าโรงโกศเมี้ยน สร้างเมื่อ พ.ศ.2505 เพื่อเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ด้านหน้าโรงโกศเมี้ยนสลักเป็นเรื่องราวเรื่องรามเกียรติ์สวยงามมาก ราชรถออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์


สิ่งก่อสร้างคล้าย
หอไตรใกล้ๆ โบสถ์
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
ชาวคณะของเราตื่นตาตื่นใจกันมาก วิ่งถ่ายรูปกันจ้าระหวั่น ถ่ายไปถ่ายมาปรากฎว่าเหมือนไปเที่ยวคนเดียว เพราะมีแต่ถ่ายเดี่ยว ก็เลยต้องรวมกลุ่มถ่ายหมู่กันบ้าง ของยายเที่ยวด่อมๆ เดินถ่ายรูปแตกกลุ่มออกมา พอจะถ่ายรูปตัวเอง เลยต้องไปเจรจากับหนุ่มญี่ปุ่นให้ช่วยถ่ายให้หน่อยละค่ะ อิอิ


รูปชีวิตของชาวหลวงพระบางที่นำแก้วสีต่างๆ มาตัดต่อ สวยงาม แวววาว
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่
ออกจากวัดเชียงทองก็ถึงเวลาอาหารกลางวันล่ะค่ะ อร่อยยอดไปเลย มีส้มตำกับข้าวปุ้น พวกเราก็เลยกินส้มตำกับข้าวปุ้นกันใหญ่ จนข้าวปุ้นเกือบหมด ตายละวาตอนหลังเขายกแกงเขียวหวานไก่เพื่อกินกับข้าวปุ้น ก็เลยต้องขอข้าวปุ้นเพิ่มละค่ะ นอกจากนี้ก็มีไก่ย่างแบบอีสาน คือแห้งและออกรสเค็ม แกงจืดลูกลอก ไส้อั่ว แต่ที่อร่อยเหาะจริงๆ ก็คือสลัดผักน้ำ เป็นผักที่มีใบเล็กๆ กลมๆ ออกรสเปรี้ยวหน่อยๆ เยี่ยมจริงๆ ผักน้ำเป็นผักที่พวกฝรั่งเศสเอามาปลูกล่ะค่ะ ต่อไปก็เป็นของหวาน เป็นแกงบวดเผือกกับเม็ดหางนกยูง อันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ลองเลยล่ะค่ะ พนักงานเสริฟ บอกว่าเขาเอาฝักที่แก่จัดของต้นหางนกยูงมาแกะเอาเนื้อข้างในแล้วก็เอามาต้ม ตากแดด ลักษณะเป็นเม็ดรีๆ เหมือนแป้ง คล้ายๆ กิน เม็ดแตงโมผสมกับเม็ดดอกทานตะวันแหละค่ะ กลับมากรุงเทพฯ ก็กะว่าจะไปเก็บฝักต้นหางนกยูงมาลองทำตามที่เขาบอก เผื่อจะเปลี่ยนอาชีพมาขายเม็ดหางนกยูงดีกว่าค่ะ

ตอนบ่ายเริ่มด้วยการไปชมวัดชุลราชสิทธาราม หรือพระธาตุหมากโม วัดนี้พระเจ้าชุลราชโปรดให้สร้างระหว่างปี พ.ศ.2046 - 2047 กว่า 500 ปีมาแล้ว ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ต่อมา 10 ปี พระมเหสีของพระองค์ โปรดให้สร้างพระธาตุ 1 องค์ ลักษณะของพระธาตุคล้ายแตงโมผ่าซีกแล้วคว่ำลง คนลาวเรียกแตงโมว่า หมากโม จึงเรียกพระธาตุหมากโมเรื่อยมา วัดนี้เป็นแหล่งรวมผลงานฝีมือตระกูลช่างต่างๆ ทั้งแบบไทลื้อ สิบสองปันนา ไทยพวน เชียงขวาง ล้านช้าง เข้าด้วยกัน จึงมีความโดดเด่นแตกต่างไปจากพุทธสีมาใดๆ ในหลวงพระบางส่วนพระธาตุหมากโม ได้มีการบูรณะ 2 ครั้ง คือสมัยเจ้าชีวิตจักรินทร์ (ดำสุก) พระบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา การบูรณะครั้งหลังพบพระเจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปทองคำ เงิน สำริด เป็นจำนวนมากและได้นำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวงพระบาง

ภายในโบสถ์ของวัดนี้เปรียบเหมือนพิพิธภัณฑ์เลยเชียวค่ะ เพราะมีพระพุทธรูปเก่าแก่มากมาย บางรูปเป็นไม้ ผุพังไปหมดแล้ว ยายสังเกตว่าพระพุทธรูปของลาวรูปร่างบอบบางอ่อนช้อยมาก พระพักตร์ก็ไม่เหมือนบ้านเราค่ะ เท่าที่ทราบบ้านเราแบ่งเป็นสมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา ซึ่งมีลักษณะแยกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ของลาวก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขาเองค่ะ ที่ยายติดใจที่สุดเห็นจะเป็นกลองโบราณ ใบใหญ่เท่าโอ่งมังกรค่ะ หน้ากลองที่ทำจากหนังควายทั้งตัว จะต้องเป็นควายยักษ์ตัวใหญ่มากแน่ๆ เลยล่ะค่ะ ที่หน้าพระประธานในโบสถ์มีหมากปี (ยายไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือเปล่าจำไม่ค่อยได้) ที่คนมาถวายแก้บนค่ะ หมากปีนี้ก็คล้ายบายศรีบ้านเราค่ะ เป็นชั้นๆ เท่าอายุของผู้ทำถวาย หมากปีนี้ใช้แก้บนเมื่อหายป่วย และให้มีความเจริญรุ่งเรืองค่ะ

โรงโกศเมี้ยน
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

ต่อจากนั้นก็ไปเที่ยวพระธาตุจอมพูสีค่ะ พูสีเป็นภูกลางเมืองหลวงพระบางในปี พ.ศ.2347 สมัยพระเจ้าอนุรุทธ ได้สร้างพระธาตุขึ้นที่ภูแห่งนี้ ก็เลยเรียกว่าพระธาตุจอมพูสี เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง มีตำนานเล่าว่าเดิมมีฤาษีสองพี่น้องอยู่บนภูเขานี้ ต่อมาฤาษีทั้งสองได้มาปักหลักเขตสร้างบ้านสร้างเมือง คือนครหลวงพระบางนี้ขึ้น จึงเรียกดอยนี้ว่า "ดอยพูสี หรือภูเขาของพระฤาษี" นั่นเอง
ในปี พ.ศ.2479 ได้สร้างบันได 328 ขั้นขึ้น จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ และความที่อยู่ใจกลางหลวงพระบาง เลยกลายเป็นจุดชมวิวเมืองหลวงพระบางไปเลย ระหว่างทางขึ้นยอดภู เต็มไปด้วยต้นจำปา (ดอกลั่นทมค่ะ) เมื่อถึงยอดภูจะเห็นหลวงพระบางทั้งเมือง ทางซ้ายจะเห็นสนามบิน และสะพานข้ามแม่น้ำคาม ทางขวาก็จะเป็นแม่น้ำคามไหลมาจากทางเหนือ วิวสวยงามมาก มองไปไกลๆ จะเห็นภูเขาล้อมรอบเมืองมีหมอกบางๆ สีขาว โอบล้อมภูเขาไว้ค่ะ ข้างบนภูจะมีเณรน้อยมากมาย นั่งอ่านหนังสือบ้าง ชมวิวบ้าง น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นหน้าหนาว ดอกจำปาเลยไร้ใบมีแต่ก้าน ถึงอย่างนั้นก็ให้ความงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง ยอดภูยายเห็นฐานปืนใหญ่หนึ่งกระบอกคงใช้การอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ชาวคณะของเราขึ้นลงยอดภูได้สบาย ไม่มีใครบ่นเลยล่ะค่ะ เก่งจริงๆ
จากพระธาตุพูสีก็ชมวัดใหม่สุวันพูมา วัดนี้แหละค่ะที่หนังสือ National Geographic เอาไปลงไม่ผิดหวังเลย เป็นวัดสร้างมาราว 200 ปี อุโบสถเป็นศิลปะแบบอูบมุง หน้าอุโบสถเป็นจิตรกรรมฝาผนังภาพพุทธประวัติสีทองสวยมาก เสาแต่ละต้นก็เป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งวัด สวยจนตาลายเลยละค่ะ วัดนี้เป็นที่ประทับของอดีตสมเด็จพระสังฆราช ของลาว (ซึ่งต่อมามรณะภาพในไทย) ในวันสงกรานต์จะอัญเชิญพระบางมาหน้าอุโบสถวัดนี้ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล
รายการสุดท้ายของวันนี้ ก็ปล่อยให้ชาวคณะไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดไทลื้อ ซึ่งก็คือตลาดแผงลอยนั่นเอง ก็ขายเหมือนกันทุกร้านค่ะ ส่วนใหญ่ซื้อกันไม่ค่อยได้เพราะคาดหวังจะไปซื้อพรุ่งนี้ที่หมู่บ้านช่างไห และบ้านผานมกัน

รูปสลักเรื่องรามเกียรติ์ด้านหน้าโรงโกศเมี้ยน ขอประชันโฉมกับนางสีดาที่บานประตูโรงโกศเมี้ยน กลองโบราณใบใหญ่ ที่ต้องใช้ควายยักษ์แน่ๆ เลยล่ะค่ะ

คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

จากนั้นก็ไปโรงแรมที่พัก การพักแบ่งเป็น 2 กลุ่ม พวกเรา 6 คน และคณะคนแก่เสียงดังพักที่โรงแรมชนะแก้ว นอกนั้นพักที่เดอะแกรนด์ ซึ่งอยู่นอกเมือง กลับถึงโรงแรมบ่ายสี่โมงเย็น นัดทานข้าว 6 โมงเย็น เวลาเหลือค่ะ พวกเราก็เลยออกไปลุยกันเองเลยดีกว่า เริ่มด้วยการถามบริกรประจำโรงแรมว่า เราควรจะไปเที่ยวที่ไหนดี บริกรหนุ่มรูปหล่อ รีบบริการหยิบแผนที่หลวงพระบางมาให้ และแนะนำให้เราไปเที่ยวตลาดมืด ยายตกใจ แกล้งถามว่าหมายถึงตลาดที่เข้าไปแล้วมืดๆ มองอะไรไม่เห็นหรือเปล่า บริกรรูปหล่อหัวเราะชอบใจ คราวนี้ยายเลยถามจริงๆ ว่า หมายถึงตลาดที่ขายของหนีภาษีหรือเปล่า เขาหัวเราะอีกบอกว่าไม่ใช่ หมายถึงตลาดที่ขายอาหารตอนเย็นต่างหาก ยายก็เลยถึงบางอ้อ ก็ตลาดโต้รุ่งไง เขาแนะนำให้เหมารถสองแถวไปลงถนนเจ็ก ซึ่งก็คือย่านคนจีนทำมาค้าขายนั่นเอง ถนนเจ็กเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถนนข้าวเหนียว ล้อเลียนถนนข้าวสารบ้านเรา เพราะเป็นย่านที่มีโรงแรม ร้านอาหารและฝรั่งมาพักอยู่เต็มถนน ตกลงพวกเราก็เหมาสองแถวเล็กไปเที่ยวตลาดซึ่งห่างออกไปประมาณ 2-3 กิโลเมตร ค่ารถคนละ 1,000 กีบ คิดง่าย ๆ ค่ะ 1 บาทแลกได้ 250 กีบ ดังนั้น 1,000 กีบก็ 4 บาท ไงคะ พวกเราก็กลายเป็นสาวเหลือน้อยชมตลาด ทุกคนก็พากันกลืนน้ำลายกันใหญ่ ได้โน่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่าลอง ฉับพลันก็เหลือบไปเห็น ไคทอด ไคก็คือสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งในแม่น้ำคาม เอาตากแห้งโรยด้วยงา มะเขือเทศ กระเทียม เวลากินต้องทอดกับน้ำมันร้อนๆ ปกติแม่ค้าจะเอามาขายเป็นแผ่นใหญ่ๆ ใส่ถุง 3 ถุง 100 บาท แต่ร้านที่เห็นเป็นถุงเล็กๆ และทอดแล้วถุงละ 1,000 กีบ (4 บาท) พวกเราเลยลองชิมดู ก็อร่อยดี ทุกคนตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะต้องซื้อไปเป็นของฝาก ระหว่างเคี้ยวไคอยู่ก็เหลือบไปเห็นขนมครก เขาขาย 4 คู่ 1,000 กีบ ป้าจิ๋วเห็นว่าเรามี 6 คน ขอซื้อ 6 คู่ ก็ 1,500 กีบ แม่ค้าไม่ยอมขายค่ะ บอกว่าปวดหัวแบ่งขายไม่ได้ ต้องซื้อทีละ 1,000 กีบเท่านั้นถึงจะขาย ป้าเพ็ญเห็นปลาเผาน่ากินก็อยากซื้อ สุดตลาดเป็นแม่น้ำคาม มีเจ้าของเรือหางยาวมาถามว่าจะไปเที่ยวถ้ำบ่ เขามีเรือให้เช่า พวกเราบอกว่ามากับทัวร์ เขายิ้มไม่ว่าอะไร แล้วก็คุยกับพวกเราต่อ แถมยังอธิบายการทำไคด้วย บอกว่าหมู่บ้านทำไคห่างจากนี้ไป 6 กิโลเมตร จะไปเที่ยวหรือเปล่า ทุกคนอัธยาศัยน่ารักเป็นมิตร และเต็มอกเต็มใจที่จะเล่าเรื่องต่าง ๆ ค่ะ จวน 6 โมงเย็นก็กลับโรงแรม เขาจัดให้เรามารับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารติดกับโรงแรม มีคน 6 คนให้อาหารมา 2 ชุด มีไก่ทอด ปลานิล(ตัวโต) สามรส ซุปหน่อไม้แบบจีนใส่ไข่คล้าย ๆ แกงจืด อร่อยดีเพราะร้อนๆ เหมาะสำหรับอากาศหนาว ผักต้มน้ำพริกหนุ่ม ความจริงอาหารอร่อยค่ะ แต่กินกันไม่หมดเพราะเยอะจริงๆ จบการท่องเที่ยววันแรก

[1] [2] [3] [4]
กลับไปหน้าเมนู


ห้องสนทนา เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home
เกมส์ Photo Hunt : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
BKK Mobile Picture Message : Logo : Mini Logo : Screen Saver : Text SMS : Color Picture Message : Wallpaper
รักและคิดถึง พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง : ซอกแซกผ่านจอ : มุมฟุตบอล : เสี่ยงเซียมซี : ดวงดาวโคจร ออนไลน์ : Wallpaper : บันเทิง-เริงใจ : ซุบซิบดารา
สารพัดความรู้ เสวนาธุรกิจ : บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน Everyday English : Did you know? : E-Dialog : รู้จักญี่ปุ่น
ห้องสมุด BKK Business Letter : Song of the Week : พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ : เพลินภาษาน่ารู้ :E-Diary :
ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก :
ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone :
เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York!
BKK Center Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline