ต่อจากนั้นก็ไปเที่ยวพระธาตุจอมพูสีค่ะ พูสีเป็นภูกลางเมืองหลวงพระบางในปี พ.ศ.2347
สมัยพระเจ้าอนุรุทธ ได้สร้างพระธาตุขึ้นที่ภูแห่งนี้ ก็เลยเรียกว่าพระธาตุจอมพูสี
เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง มีตำนานเล่าว่าเดิมมีฤาษีสองพี่น้องอยู่บนภูเขานี้
ต่อมาฤาษีทั้งสองได้มาปักหลักเขตสร้างบ้านสร้างเมือง คือนครหลวงพระบางนี้ขึ้น
จึงเรียกดอยนี้ว่า "ดอยพูสี หรือภูเขาของพระฤาษี" นั่นเอง
ในปี พ.ศ.2479 ได้สร้างบันได 328 ขั้นขึ้น จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ
และความที่อยู่ใจกลางหลวงพระบาง เลยกลายเป็นจุดชมวิวเมืองหลวงพระบางไปเลย
ระหว่างทางขึ้นยอดภู เต็มไปด้วยต้นจำปา (ดอกลั่นทมค่ะ) เมื่อถึงยอดภูจะเห็นหลวงพระบางทั้งเมือง
ทางซ้ายจะเห็นสนามบิน และสะพานข้ามแม่น้ำคาม ทางขวาก็จะเป็นแม่น้ำคามไหลมาจากทางเหนือ
วิวสวยงามมาก มองไปไกลๆ จะเห็นภูเขาล้อมรอบเมืองมีหมอกบางๆ สีขาว โอบล้อมภูเขาไว้ค่ะ
ข้างบนภูจะมีเณรน้อยมากมาย นั่งอ่านหนังสือบ้าง ชมวิวบ้าง น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็นหน้าหนาว
ดอกจำปาเลยไร้ใบมีแต่ก้าน ถึงอย่างนั้นก็ให้ความงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ยอดภูยายเห็นฐานปืนใหญ่หนึ่งกระบอกคงใช้การอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ชาวคณะของเราขึ้นลงยอดภูได้สบาย
ไม่มีใครบ่นเลยล่ะค่ะ เก่งจริงๆ
จากพระธาตุพูสีก็ชมวัดใหม่สุวันพูมา วัดนี้แหละค่ะที่หนังสือ National Geographic เอาไปลงไม่ผิดหวังเลย
เป็นวัดสร้างมาราว 200 ปี อุโบสถเป็นศิลปะแบบอูบมุง หน้าอุโบสถเป็นจิตรกรรมฝาผนังภาพพุทธประวัติสีทองสวยมาก
เสาแต่ละต้นก็เป็นสีทองเหลืองอร่ามทั้งวัด สวยจนตาลายเลยละค่ะ
วัดนี้เป็นที่ประทับของอดีตสมเด็จพระสังฆราช ของลาว (ซึ่งต่อมามรณะภาพในไทย)
ในวันสงกรานต์จะอัญเชิญพระบางมาหน้าอุโบสถวัดนี้
เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล
รายการสุดท้ายของวันนี้ ก็ปล่อยให้ชาวคณะไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดไทลื้อ
ซึ่งก็คือตลาดแผงลอยนั่นเอง ก็ขายเหมือนกันทุกร้านค่ะ
ส่วนใหญ่ซื้อกันไม่ค่อยได้เพราะคาดหวังจะไปซื้อพรุ่งนี้ที่หมู่บ้านช่างไห และบ้านผานมกัน
 |
 |
 |
| รูปสลักเรื่องรามเกียรติ์ด้านหน้าโรงโกศเมี้ยน |
ขอประชันโฉมกับนางสีดาที่บานประตูโรงโกศเมี้ยน |
กลองโบราณใบใหญ่ ที่ต้องใช้ควายยักษ์แน่ๆ เลยล่ะค่ะ |
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ |
จากนั้นก็ไปโรงแรมที่พัก การพักแบ่งเป็น 2 กลุ่ม พวกเรา 6 คน
และคณะคนแก่เสียงดังพักที่โรงแรมชนะแก้ว นอกนั้นพักที่เดอะแกรนด์ ซึ่งอยู่นอกเมือง
กลับถึงโรงแรมบ่ายสี่โมงเย็น นัดทานข้าว 6 โมงเย็น เวลาเหลือค่ะ พวกเราก็เลยออกไปลุยกันเองเลยดีกว่า
เริ่มด้วยการถามบริกรประจำโรงแรมว่า เราควรจะไปเที่ยวที่ไหนดี บริกรหนุ่มรูปหล่อ
รีบบริการหยิบแผนที่หลวงพระบางมาให้ และแนะนำให้เราไปเที่ยวตลาดมืด ยายตกใจ
แกล้งถามว่าหมายถึงตลาดที่เข้าไปแล้วมืดๆ มองอะไรไม่เห็นหรือเปล่า
บริกรรูปหล่อหัวเราะชอบใจ คราวนี้ยายเลยถามจริงๆ ว่า หมายถึงตลาดที่ขายของหนีภาษีหรือเปล่า
เขาหัวเราะอีกบอกว่าไม่ใช่ หมายถึงตลาดที่ขายอาหารตอนเย็นต่างหาก ยายก็เลยถึงบางอ้อ
ก็ตลาดโต้รุ่งไง เขาแนะนำให้เหมารถสองแถวไปลงถนนเจ็ก ซึ่งก็คือย่านคนจีนทำมาค้าขายนั่นเอง
ถนนเจ็กเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถนนข้าวเหนียว ล้อเลียนถนนข้าวสารบ้านเรา เพราะเป็นย่านที่มีโรงแรม
ร้านอาหารและฝรั่งมาพักอยู่เต็มถนน ตกลงพวกเราก็เหมาสองแถวเล็กไปเที่ยวตลาดซึ่งห่างออกไปประมาณ 2-3 กิโลเมตร
ค่ารถคนละ 1,000 กีบ คิดง่าย ๆ ค่ะ 1 บาทแลกได้ 250 กีบ ดังนั้น 1,000 กีบก็ 4 บาท ไงคะ
พวกเราก็กลายเป็นสาวเหลือน้อยชมตลาด ทุกคนก็พากันกลืนน้ำลายกันใหญ่ ได้โน่นก็น่ากิน
ไอ้นี่ก็น่าลอง ฉับพลันก็เหลือบไปเห็น ไคทอด ไคก็คือสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งในแม่น้ำคาม
เอาตากแห้งโรยด้วยงา มะเขือเทศ กระเทียม เวลากินต้องทอดกับน้ำมันร้อนๆ
ปกติแม่ค้าจะเอามาขายเป็นแผ่นใหญ่ๆ ใส่ถุง 3 ถุง 100 บาท แต่ร้านที่เห็นเป็นถุงเล็กๆ
และทอดแล้วถุงละ 1,000 กีบ (4 บาท) พวกเราเลยลองชิมดู ก็อร่อยดี
ทุกคนตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะต้องซื้อไปเป็นของฝาก ระหว่างเคี้ยวไคอยู่ก็เหลือบไปเห็นขนมครก
เขาขาย 4 คู่ 1,000 กีบ ป้าจิ๋วเห็นว่าเรามี 6 คน ขอซื้อ 6 คู่ ก็ 1,500 กีบ แม่ค้าไม่ยอมขายค่ะ
บอกว่าปวดหัวแบ่งขายไม่ได้ ต้องซื้อทีละ 1,000 กีบเท่านั้นถึงจะขาย ป้าเพ็ญเห็นปลาเผาน่ากินก็อยากซื้อ
สุดตลาดเป็นแม่น้ำคาม มีเจ้าของเรือหางยาวมาถามว่าจะไปเที่ยวถ้ำบ่ เขามีเรือให้เช่า
พวกเราบอกว่ามากับทัวร์ เขายิ้มไม่ว่าอะไร แล้วก็คุยกับพวกเราต่อ แถมยังอธิบายการทำไคด้วย
บอกว่าหมู่บ้านทำไคห่างจากนี้ไป 6 กิโลเมตร จะไปเที่ยวหรือเปล่า ทุกคนอัธยาศัยน่ารักเป็นมิตร
และเต็มอกเต็มใจที่จะเล่าเรื่องต่าง ๆ ค่ะ จวน 6 โมงเย็นก็กลับโรงแรม
เขาจัดให้เรามารับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารติดกับโรงแรม มีคน 6 คนให้อาหารมา 2 ชุด
มีไก่ทอด ปลานิล(ตัวโต) สามรส ซุปหน่อไม้แบบจีนใส่ไข่คล้าย ๆ แกงจืด อร่อยดีเพราะร้อนๆ
เหมาะสำหรับอากาศหนาว ผักต้มน้ำพริกหนุ่ม ความจริงอาหารอร่อยค่ะ แต่กินกันไม่หมดเพราะเยอะจริงๆ
จบการท่องเที่ยววันแรก |