P/E ratio จะเป็นตัวบอกว่า จากกำไร 1 บาทต่อหุ้น เราจะยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นตัวนี้เป็นกี่เท่าของกำไรทั้งปี
หุ้นที่มี P/E ratio สูงหมายถึงว่าเรายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นอีกตัวนึงที่มี P/E ต่ำกว่า
ดังนั้นหลายคนมักจะบอกว่า หุ้นที่มี P/E ratio สูงๆ คือหุ้นที่แพง และหุ้นที่มี P/E ratio ต่ำๆ คือหุ้นที่ถูก
|
 |
หลังจากที่คราวก่อนผู้อ่านได้รู้จักอัตราส่วน P/BV กันแล้ว คราวนี้จะแนะนำถึงการวิเคราะห์ P/E ratio ครับ P/E ratio
หรือที่เรียกกันว่า พีอี เรโช คือการนำเอาราคาของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ตามสูตรดังนี้
P/E = Price / Earning per share
|
P/E ratio จะเป็นตัวบอกว่า จากกำไร 1 บาทต่อหุ้น เราจะยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นตัวนี้เป็นกี่เท่าของกำไรทั้งปี
หุ้นที่มี P/E ratio สูงหมายถึงว่าเรายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นอีกตัวนึงที่มี P/E ต่ำกว่า ดังนั้นหลายคนมักจะบอกว่า
หุ้นที่มี P/E ratio สูงๆ คือหุ้นที่แพง และหุ้นที่มี P/E ratio ต่ำๆ คือหุ้นที่ถูก ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีราคาถูก น่าจะมีโอกาสกำไรมากกว่าซื้อหุ้นที่แพง
เช่น หากหุ้น A ราคา 60 บาท และมีกำไรต่อหุ้น 5 บาท หุ้น A จะมี P/E ratio 12 เท่า
ดังนั้นหากสมมุติว่าหุ้น A ไม่มีหนี้เลยจึงสามารถนำกำไรทั้งหมดมาจ่ายปันผลได้ทั้ง 5 บาท นั่นคือ หุ้น A จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีคือ 5/60 = 8.33%
และสมมุติว่าหุ้น A จะสามารถรักษาการทำกำไรได้ปีละ 5 บาทไปเรื่อยๆ จะได้ว่าหากเราลงทุนในหุ้น A จะต้องใช้เวลา 60 / 5 หรือ 12 ปีจึงจะได้ทุนที่ลงไปทั้งหมด 60 บาทคืนมา
ดังนั้น P/E จะเปรียบเสมือนระยะเวลาในการคืนทุนของการลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งๆ นั่นเอง
เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้น B ราคา 60 บาทเท่ากัน และมีกำไรต่อหุ้น 10 บาท หุ้น B จะมี P/E ratio 6 เท่า
ถ้าสมมุติในแบบเดียวกันกับหุ้น A จะได้ว่า หุ้น B จะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 10/60 = 16.67% และจะใช้เวลาคืนทุน 6 ปี
| |
หุ้น A |
หุ้น B |
| ราคาปิด |
60 |
60 |
| กำไรต่อหุ้น |
5 |
10 |
| P/E ratio |
12 |
6 |
| อัตราการจ่ายปันผล |
100% ของกำไร |
100% ของกำไร |
| เงินปันผล |
5 |
10 |
| ผลตอบแทนของเงินปันผล |
8.33% |
16.67% |
ดังนั้น ถ้าหุ้น A กับหุ้น B อยู่ใต้ข้อสมมุติฐานเดียวกันทั้งหมด เราควรจะลงทุนในหุ้นที่มี P/E ต่ำกว่าคือหุ้น B
เพราะใช้เวลาในการคืนทุนเร็วกว่าและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีมากกว่า
ดังนั้น อาจจะดูเหมือนว่าการใช้ P/E ratio จะง่ายนิดเดียว ก็คือ ซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำๆ และขายหุ้นที่ P/E สูงๆ ออกไป
แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว อาจจะไม่ทุกครั้งไปที่ทำอย่างนี้แล้วจะได้ผล บางครั้ง การซื้อหุ้นที่มี P/E ratio สูงกลับมีผลกำไรดีกว่าการซื้อหุ้นที่มี P/E ratio ต่ำ
เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวมีลักษณะไม่เหมือนกัน และไม่ได้เป็นไปตามข้อสุมมติฐานที่สมมุติดังกล่าว โดยปัจจัยที่เราไม่ได้พิจารณาก็คือ
1. การเพิ่มขึ้นและลดลงของกำไร
หุ้นที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกำไรมักจะมี P/E ratio สูงในขณะที่หุ้นที่มีแนวโน้มการถดถอยของกำไรจะมี P/E ratio ต่ำ
เช่น จากตัวอย่างเดิม หุ้น A เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มการขยายตัวของกำไร ในขณะที่หุ้น B มีแนวโน้มการทำกำไรที่ลดลง
| |
ปัจจุบัน |
2546 |
2547 |
กำไรต่อหุ้น ( บาท )
- หุ้นA - หุ้นB |
5 10 |
7.5 7.5 |
10 5 |
เงินปันผล ( บาท )
- หุ้นA - หุ้นB |
5 10 |
7.5 7.5 |
10 5 |
อัตราการจ่ายปันผล (% ต่อปี)
- หุ้นA - หุ้นB |
8.33% 16.67% |
12.5% 12.5% |
16.67% 8.33% |
P/E ratio
- หุ้นA - หุ้นB |
12.0 6.0 |
8.0 8.0 |
6.0 12.0 |
จากตาราง จะเห็นได้ว่าแม้ว่าหุ้น A จะมี P/E สูงกว่าในปัจจุบัน หากธุรกิจมีการขยายตัวสูง หุ้น A จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นเรื่อยๆ
และมี P/E ต่ำกว่าหุ้น B ซึ่งมีกำไรลดลงและจ่ายปันผลได้ลดลงเรื่อยๆ ในที่สุด นักลงทุนที่คาดการณ์ไว้ว่าหุ้น A จะมีการขยายตัวของกำไรสูงก็จะซื้อหุ้น A
และขายหุ้น B จึงเป็นสาเหตุให้หุ้น A มี P/E สูงกว่าหุ้น B ในปัจจุบัน
ดังนั้น หุ้นที่มีการขยายตัวของกำไรสูง หรือที่เรียกว่า growth stocks มีแนวโน้มที่จะมี P/E สูง และหุ้นที่มีการขยายตัวของกำไรต่ำหรือถดถอย
จะมีแนวโน้มที่จะมี P/E ต่ำ เช่น ในช่วงก่อนที่หุ้นกลุ่มสื่อสารเป็นหุ้นกลุ่มที่มีการเติบโตของกำไรสูงมาก P/E ของกลุ่มนี้สูงถึง 30-50 เท่า
ด้วยความคาดหวังของนักลงทุนว่าเมื่อกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในท้ายที่สุด P/E ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำเอง
หรือหุ้นกลุ่มสิ่งทอที่ประสบปัญหาความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีแนวโน้มของการทำกำไรที่ลดลง ก็จะมี P/E ratio ต่ำเพียง 3-6 เท่า
การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการทำกำไรก็จะมีผลต่อราคา เช่น หากหุ้นตัวหนึ่งมีภาพในสายตานักลงทุนว่าเป็น growth stocks
สมควรที่จะซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ หากวันใดวันหนึ่งมีปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจที่ทำให้หุ้นตัวนี้จะไม่มีการขยายตัวของกำไรสูงกว่าที่คาด
จะทำให้นักลงทุนประเมิน P/E ที่เหมาะสมของหุ้นให้ต่ำลง จึงพากันขายหุ้นออกมา และหุ้นตัวนั้นก็จะมีราคาลดลงอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน หากมีปัจจัยที่กระทบหุ้นตัวหนึ่งให้เปลี่ยนจากหุ้นที่มีการขยายตัวของกำไรที่น่าเบื่อกลับกลายเป็น growth stocks
หุ้นตัวนั้นจะถูกซื้อขายที่ P/E สูงขึ้น นั่นก็หมายถึงจะมีการทยานขึ้นของราคาหุ้นอย่างรุนแรง
วิธีการใช้ P/E ratio ง่ายๆ ในการดูว่าหุ้นตัวนั้นถูกหรือแพงอย่างคร่าวๆ ก็คือ หุ้นที่น่าลงทุน ไม่ควรจะมี P/E ratio สูงกว่าการขยายตัวของกำไร
เช่น หุ้นตัวหนึ่งจะมีการขยายตัวของกำไรในอีก 3 ปีข้างหน้าประมาณ 15% ต่อปี หุ้นตัวนี้ก็ควรจะมี P/E ratio ไม่เกิน 15 เท่าครับ
ถ้าหุ้นตัวนั้นมี P/E ratio 8 เท่าก็ถือว่าน่าพิจารณาซื้อครับ หรือวิธีนี้ก็คือการหา PE to growth ratio ก็คือการนำ P/E หารด้วย growth หุ้นตัวไหนยิ่งมีอัตราส่วนนี้ต่ำกว่า 1 มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ
ดังนั้น นักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบ value investment อาจจะไม่ชอบหุ้น P/E สูงๆ
เพราะตลาดได้รับรู้ว่าหุ้นตัวนั้นเป็น growth stocks แต่หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงทำให้การขยายตัวไม่เป็นไปตามที่คิด ราคาหุ้นก็จะลดลงมาก
2. ความเสี่ยงของกิจการและความผันผวนของกำไร
หุ้นที่มีความเสี่ยงสูงจะทำให้เกิดโอกาสที่กำไรต่อหุ้นไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือกำไรขึ้นๆ ลงๆ
หุ้นประเภทนี้อาจจะมีผลกำไรในไตรมาสหนึ่งและอาจจะถึงขั้นขาดทุนในไตรมาสต่อไป
หุ้นประเภทนี้จะทำให้นักลงทุนมีความยากลำบากในการวิเคราะห์และประมาณการกำไรได้
หุ้นประเภทนี้มักจะอยู่ในธุรกิจที่ราคาสินค้าหรือวัตถุดิบมีความผันผวน เช่น ปิโตรเคมี การเกษตร เป็นต้น ธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูง
ธุรกิจที่มีรายได้จากการรับเหมาหรือธุรกิจที่มีความผันผวนต่อภาวะเศรษฐกิจและดอกเบี้ย เช่น สถาบันการเงินอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
หุ้นที่มีความเสี่ยงสูงจะมี P/E ต่ำกว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า P/E คือระยะเวลาในการคืนทุน ดังนั้น
หากเราดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยง เราก็ย่อมจะต้องการให้ธุรกิจคืนทุนเร็วๆ หรือต้องการให้มี P/E ratio ต่ำๆ นั่นเอง
หุ้นที่มีลักษณะที่เรียกว่า Conglomerate หรือมีการลงทุนในธุรกิจต่างๆ จำนวนมากมักจะมี P/E ที่ต่ำเช่นกันเนื่องจากการประมาณการกำไรทำได้ยากกว่าหุ้นที่ทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว
บริษัทประเภท conglomerate จะสังเกตได้จากการมีหมายเหตุประกอบงบการเงินยาวยืด ผู้อ่านงบโดยเฉพาะนักลงทุนทั่วไปจะอ่าน ไม่ค่อยรู้เรื่อง
3. ปัจจัยอื่นๆ
ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อ P/E ratio เช่น
- คุณภาพของผู้บริหารและ Good goverance หุ้นที่ผู้บริหารมีความสามารถ ซื่อสัตย์และมีจริยธรรมที่ดีมักจะมี P/E สูงกว่าหุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยทางด้านคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะต้องใช้เวลาในการหาข้อมูลพอสมควรครับ
- สภาพคล่องของหุ้น หุ้นที่มี market cap ขนาดใหญ่มักจะมี P/E สูงกว่าหุ้นที่มี market cap เล็กกว่า
เนื่องจากกองทุนต่างๆ จะไม่สะดวกที่จะซื้อหุ้น market cap ขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องน้อยแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ดีก็ตาม
เพราะกว่าจะซื้อได้จำนวนที่ต้องการก็เหนื่อย และหากต้องการจะขายก็ขายลำบาก ดังนั้นการที่หุ้นขนาดใหญ่ได้รับความสนใจมากกว่าจึงมักจะมี P/E ที่สูงกว่า
- การปั่นหุ้น ในหุ้นบางตัวที่มีการสร้างราคาหรือที่เรียกว่าหุ้นปั่น โดยอาจจะมีการสร้างข่าวบางอย่างที่จะมีผลต่อกำไร
หุ้นประเภทนี้ก็จะมี P/E สูงเนื่องจากมีการไล่ราคาขึ้นมา ดังนั้น หากเราไม่สามารถหาเหตุผลเพื่ออธิบายได้ว่าทำไมหุ้นบางตัวมี P/E สูง
อาจสันนิษฐานได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีการสร้างราคาขึ้นมาครับ
ผมเองชอบหุ้นที่มี P/E ต่ำๆ ครับ แต่คงจะไม่ใช่ว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำทุกตัวจะน่าลงทุนนะครับ คงจะต้องดูปัจจัยต่างๆ ที่บอกขั้นต้นคือ
การเติบโต ความเสี่ยงและผู้บริหาร ประกอบกันด้วย หากนักลงทุนพบว่าหุ้นตัวไหนการการขยายตัวของกำไรใช้ได้ ความเสี่ยงไม่สูงนัก ผู้บริหารมีความสามารถ
แต่กลับซื้อขายกันที่ P/E ต่ำซึ่งแสดงถึงว่าหุ้นตัวนี้ไม่ค่อยมีคนสนใจ ควรซื้อครับ เพราะหมายถึงว่าเรากำลังพบหุ้นที่จะทำกำไรให้เราเป็นกอบเป็นกำแล้วครับ
หากกิจการดีอย่างที่เราคาดไว้จริง จะต้องมีนักลงทุนคนอื่นหรือกองทุนสนใจจะซื้ออย่างแน่นอนครับ
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรใช้ P/E ratio เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์หุ้นนะครับ คราวหน้าผมจะพูดถึงข้อเสียและข้อควรระวังของการใช้ P/E ratio ครับ
|
|