 |
มาตรการเร่งด่วน 11 มาตรการเพื่อสนับสนุนตลาดทุนไทย (2)
|
|
๑ กันยายน ๒๕๔๓ หมอแว่น กบข.
|
 |
|
การเพิ่มอุปสงค์นั้นก็คือ การเพิ่มความต้องการสินค้า หรือเพิ่มความต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
แต่ทางภาครัฐจะมีวิธีการอย่างไรหล่ะ ที่จะชักจูงใจให้คนหันมาสนใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
|
หลังจากที่เราได้รู้ถึงมาตรการเพื่อสนับสนุนตลาดทุนไทย โดยการกระตุ้นอุปทานไปแล้ว คราวนี้เราก็จะมาดูถึงการกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดหลักทรัพย์กันบ้างดีกว่า
ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว เพราะการเพิ่มอุปสงค์นั้นก็คือ การเพิ่มความต้องการสินค้า หรือเพิ่มความต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
แต่ทางภาครัฐจะมีวิธีการอย่างไรหล่ะ ที่จะชักจูงใจให้คนหันมาสนใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว
ดังนั้นจึงได้มีการออกมาตรการเพื่อเสริมสร้างอุปสงค์ดังกล่าว คือ |
6.
การออก Non-Voting Depositary Receipt (NVDR) คือ การออกตราสาร----- ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในกรณีที่นักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ
ไม่สามารถมาลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม
เพื่อผู้ลงทุนชาวต่างประเทศได้ (Thai Trust Fund : TTF) โดย NVDR ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา และมีสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับ
การถือหน่วยลงทุนใน TTF ในลักษณะที่ NVDR เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
และบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ก็จะเป็นเหมือนตัวแทนของชาวต่างประเทศที่มาลงทุนในการเข้าไปซื้อ หรือขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนั้น ข้อดีอีกอย่างของการถือ NVDR คือ ผู้ลงทุนชาวต่างประเทศสามารถซื้อหรือขายคืน NVDR ได้ทุกเมื่อ
โดยผู้ถือตราสาร NVDR นั้นจะได้รับผลตอบแทนทางการเงินเช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นที่ไปลงทุนในตลาดทรัพย์โดยตรง
แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกัน คือ นักลงทุนชาวต่างประเทศที่ถือตราสาร NVDR จะไม่สามารถมีสิทธิในการออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทที่เขาถืออยู่ได้
ดังนั้น NVDR จึงเป็นการเพิ่มโอกาส และเป็นการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันของ TTF คือ NVDR ไม่ใช่หน่วยลงทุนในกองทุนจึงไม่มีข้อจำกัดของทางการเกี่ยวกับสัดส่วน
และจำนวนหุ้นที่ถือโดยนักลงทุนชาวต่างประเทศ
|
7.
มาตรการสนับสนุนให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านทาง Internet (Internet Trading )
เพื่อลดต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทางตลาดหลักทรัพย์นั้นได้ริเริ่มให้มีการจัดโครงสร้างพื้นฐาน
ในส่วนของการกำหนดรูปแบบการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท (Internet Trading Platform)
และศูนย์รวมการประเมินผล (Back office facilities) ซึ่งจะเป็นการช่วยบริษัทหลักทรัพย์ให้มีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ต่ำลง
รวมทั้งมาตรการสนับสนุนให้มี Internet Trading ก็สอดคล้องกับนโยบายเปิดเสรีในการคิดอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อ-ขายหลักทรัพย์
ซึ่งเมื่อมาตรการนี้เกิดขึ้นก็จะทำให้นักลงทุนสามารถซื้อ-ขายหลักทรัพย์ โดยเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำลง
ก็เป็นการดึงดูดใจนักลงทุน และเป็นการเพิ่มอุปสงค์ให้กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกทางหนึ่งด้วย
|
8. การสนับสนุนให้มีการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ โดยการใช้กองทุนรวมที่มีข้อกำหนดพิเศษเป็นเครื่องมือ (Retirement Mutual Fund : RMF)
เนื่องจาก คณะกรรมการ กลต.ได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้ลงทุนประเภทสถาบันในการลงทุนระยะยาว ทางกระทรวงการคลัง
จึงมีนโยบายชัดเจนที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กองทุนรวม RMF ดังกล่าว เหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งทางคณะกรรมการ กลต.
เชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะสามารถเพิ่มอุปสงค์ให้กับตลาดหลักทรัพย์ได้แน่นอน และจะเห็นผลชัดเจน
ถ้ามีการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการออมตั้งแต่อายุ 20 ปี โดยผลดีที่ได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ในอีก15-20 ปีข้างหน้าก็จะไม่มีภาระของผู้สูงอายุ
เพราะผู้สูงอายุแต่ละคนก็จะมีเงินได้ไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณจากการออมผ่านกองทุนดังกล่าว นอกจากนี้ในส่วนของผู้ที่มีงานอิสระ
เช่น ทนายความ ซึ่งไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ได้มีการอนุมัติออกมาให้จัดตั้งได้แล้ว โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นการออมระยะยาว
จึงจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้ยอมรับในหลักการแล้ว ดังนั้น
เมื่อมีกองทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นนั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า คงจะต้องมีความต้องการลงทุนตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นด้วยอย่างแน่นอน
|
มาถึงตรงนี้ก็จบในเรื่องมาตรการเพื่อสนับสนุนตลาดทุนไทย ในด้านมาตรการการเสริมสร้างอุปสงค์
ก็อาจช่วยให้หลายๆ คนเข้าใจอะไรมากขึ้น และก็รู้ว่าทางรัฐบาลได้ใช้วิธีการโน้มน้าวใจนักลงทุนอย่างไร มีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ
เพื่อดึงดูดใจนักลงทุน ซึ่งก็เป็นวิธีการที่น่าสนใจทีเดียวที่จะสร้างตลาดทุนบ้านเราให้กลับมาคึกคักเหมือนที่เคยเป็นมา
คราวหน้าเราก็จะมาดูกันต่อ ในเรื่องของมาตรการการปรับปรุงโครงสร้างตลาด ว่าจะมีแนวทางที่น่าสนใจอย่างไร
|