|
| |
ในปี
2553 หรืออีกแค่ 7 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะเพิ่มเป็น 66 ล้านคน และจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น
7.2 ล้านคน หรือร้อยละ 10.8 ของประชากรทั้งหมด |
|
| |
- ถ้าถามว่าประเทศไหนมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก
คนส่วนใหญ่จะบอกว่าประเทศญี่ปุ่น อาจจะเพราะสภาพความเป็นอยู่ อาหารการกิน
รวมไปถึงกรรมพันธุ์ด้วยที่ทำให้ชาตินี้มีผู้สูงอายุจำนวนมาก และมักจะติดอันดับผู้สูงอายุที่มีอายุมากที่สุดในโลกอยู่เสมอๆ
แต่ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่จำนวนผู้สูงอายุมากและเพิ่มขึ้น ประเทศแถบยุโรปตะวันตก
ก็มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกันและไม่เว้นแม้แต่ในประเทศแถบเอเชียที่กำลังพัฒนาอื่นๆ
อย่างประเทศไทยที่แนวโน้ม ผู้สูงอายุดูจะขยับขยายตัวอย่างน่าติดตาม
- ตัวเลขประชากรในประเทศไทยกำลังฟ้องว่าบ้านเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคคนแก่มากเข้าไปทุกขณะแล้ว
การทำสำมะโนประชากร ซึ่งสำรวจกันทุกๆ 10 ปีมีตัวเลขชี้ชัดว่า ปี
2523 ทั้งประเทศมีประชากรจำนวน 46 ล้านคน มีผู้สูงอายุคือตั้งแต่อายุ
60 ปีขึ้นไปจำ นวน 2.5 ล้านคนหรือร้อยละ 5.4 ของประชากรทั้งหมด อีก
10 ปีต่อมาคือปี 2533 ประเทศไทยมีประชากร 55 ล้านคน มีผู้สูงอายุ
3.7 ล้านคน หรือร้อยละ 6.7 ของประชากรทั้งหมด
- ถัดมาในปี 2543 ประชากรไทยเพิ่มจำนวนเป็น
61 ล้านคน มีผู้สูงอายุถึง 5.3 ล้านคนหรือร้อยละ 8.7 ของประชากรทั้งหมด
คาดกันว่าในปี 2553 หรืออีกแค่ 7 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะเพิ่มเป็น
66 ล้านคน และจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 7.2 ล้านคน หรือร้อยละ 10.8
ของประชากรทั้งหมดซึ่งเป็นอัตราเกินร้อยละ 10 เป็นครั้งแรก อันถือเป็นมาตราฐานวัดว่าประเทศกำลังเริ่ม
ต้นเดินเข้าสู่สังคนคนแก่มาก และถ้าจะมองไปยาวๆ จนถึงปี 2593 ประเทศไทยจะมีประชากรถึง
74 ล้านคน และมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปถึง 21 ล้านคน หรือร้อยละ
29.6 ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว
- ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น
ในขณะที่อัตราการเกิดของคน ไทยลดลงทุกปีจากการรณรงค์คุมกำเนิดอย่างได้ผล
ประกอบกับเศรษฐกิจที่รัดตัวมากขึ้นทำให้ครอบครัวไทยมีลูกน้อยลง หรือไม่ก็ทอด
เวลาในการมีลูกให้ยาวออกไปมากกว่าแต่ก่อนรวมถึงการแต่งงานช้าลงของหนุ่มสาวสมัยใหม่
เลยทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง เด็กที่เกิด มากในช่วง 40-50 ปีที่แล้วหรือในยุคที่เรียกกันว่า
เบบี้บูม ก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุใน 10 ข้างหน้าและทำให้สังคมไทยเดินตามรอยประเทศ
ที่พัฒนาแล้วที่กำลังเดินล่วงหน้าไปอย่างเช่นทุกวันนี้
- แล้วถ้าประชากรไทยในระยะเวลาอันใกล้เป็นอย่างที่ว่านี้ คำถามที่น่าจะหาคำตอบคือจะเกิดโอกาส
ทางการตลาดอะไรใหม่ๆ ที่ตอบสนองลูกค้าในกลุ่มนี้ซึ่งจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึงเกือบ
10 ล้านคนในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่สำคัญ กลุ่มลูกค้าสูงอายุเหล่านี้เป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อผิดจากกลุ่มผู้สูงอายุในอดีต
ทั้งนี้เพราะเป็นกลุ่มที่มีการศึกษา มีหน้าที่การงานดี และมีเงินออมจากการทำงานในอดีตด้วย
- โอกาสอย่างแรกที่ชัดเจนคงไม่พ้นเรื่องบริการซ่อมแซมสุขภาพ เพราะคนในวัยนี้ต้อง
มีการซ่อมแซมสุขภาพที่สึกหรอไปตามกาลเวลา จะเป็นโอกาสอีกมหาศาลของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเฉพาะทางต่างๆ
ที่เจาะจงให้การรักษาเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับการชราภาพ เช่นโรคเกี่ยวกับข้อและกระดูก
โรคตา โรคนอนไม่หลับ โรคด้าน ระบบประสาทและความจำฯลฯ รวมไปถึงบริการที่เกี่ยวกับการชะลอความชราภาพซึ่งจะได้กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งหลายที่
ยินดีจ่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์และวันเวลาเก่าๆ ที่ดีของตัวเอง
- ตลาด ยาบำรุง วิตามิน อาหารเสริมและเวชสำอางต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ
จะเป็นตลาดที่ใหญ่มากในอนาคตอันใกล้ ไม่ต้องดูอื่นไกลทุกวันนี้มีร้านขายเฉพาะอาหารเสริมสุขภาพและวิตามินเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด
มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายยี่ห้ออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รวมไปถึงอุปกรณ์การดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุด้วย
เช่น อุปกรณ์การช่วยเดินด้วยตัวเอง อุปกรณ์การวัดระดับความดัน ระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเอง
ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้จะได้รับการพัฒนาอีกมากเพื่อให้สะดวก ในการใช้งานของผู้สูงอายุตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและมูลค่าตลาดที่จะขยายตัวมากขึ้นเป็นลำดับ
- บริการการดูแล ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้เป็นผู้สูงอายุที่มีลูกหลานน้อย
เนื่องจากการคุมกำเนิดอย่างที่ว่ามา ดังนั้นจึงอาจ ยากที่จะพึ่งพิงการดูแลจากลูกหลานที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านได้อย่างเต็มที่ในยามที่แก่ชรา
เจ็บป่วย หรือไม่สามารถ ช่วยตัวเองได้ ดังนั้นสถานบริการการดูแล
หรือเนิร์สเซอรี่ (Nursery) ทั้งแบบที่ให้ผู้สูงอายุมาอยู่ประจำ
หรือส่งเจ้าหน้า ที่ไปดูแลที่บ้านจึงเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ
ปัจจุบันเนิร์สเซอรี่ในบ้านเรายังขาดการให้บริการในระดับพรีเมี่ยม
เหมือนในต่างประเทศ หรือยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่จะยกภาพพจน์ให้เห็นว่าเนิร์สเซอรี่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องของ
คนป่วยเท่านั้น คนที่ไม่ป่วยก็สามารถเข้ารับการดูแลที่ได้มาตรฐานที่ดีกว่าการอยู่ที่บ้านได้
และการนำผู้สูงอายุมาอยู่ที่ เนิร์สเซอรี่ไม่ได้แปลว่าลูกหลานทอดทิ้งหรือไม่กตัญญู
แต่เป็นการให้คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุต่างหาก หากเนิร์สเซอรี่
ไหนชิงลงมือก่อนและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้ก่อนคนอื่น รับรองว่ามีโอกาสทำเงินได้แน่นอน
แต่ทั้งนี้การจัดหาบุคลากรมือ อาชีพเข้ามาทำงานเป็นหัวใจของธุรกิจประเภทนี้
- การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่เน้นกลุ่มลูกค้าสูงอายุ อย่างที่เรียกว่าชุมชน
ของผู้สูงอายุ (Senior citizen community) จะมีโอกาสเกิดได้ในอนาคต
เนื่องจากผู้สูงอายุต้องการบ้านที่แตกต่าง ไปจากบ้านของคนหนุ่มสาว
การออกแบบและวัสดุที่ใช้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สรีระของผู้สูงอายุ
ความสะดวกสบาย โดยให้มีการออกแรงน้อยที่สุด นอกจากนั้นสังคมแวดล้อมของที่อยู่อาศัยจะต้องเกื้อกูลในแง่การใช้ชีวิตหรือการสร้างสังคม
ที่ร่วมสมัยให้กับผู้สูงอายุเหล่านี้ด้วย เช่น อาจจะมีสถานปฏิบัติธรรม
สถานพยาบาลอยู่ในโครงการ มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การดูแลสุขภาพและกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจและความสุขของผู้สูงอายุอยู่ตลอดเวลา
อสังหาริมทรัพย์รูปแบบนี้ อาจจะใช้วิธีการเช่าระยะยาว มากกว่าการขายขาด
นอกจากผู้สูงอายุคนไทยแล้ว สามารถจะได้กลุ่มลูกค้าต่างชาติด้วย เพราะ
บริการอย่างนี้ในต่างประเทศราคาสูงกว่าในประเทศไทยมาก
- บริการการหย่อนใจ ผู้สูงอายุสมัยใหม่เป็นผู้ที่มีสังคมกว้างขวางผิดกับผู้สูงอายุสมัยก่อน
และความที่มีกำลังซื้อ จึงพร้อมที่จะจับจ่ายเพื่อสังคมที่ดี บริการหย่อนใจ
เช่นการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มหรือการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ เพื่อการปรับ
ตัวให้เข้ากับสังคมหรือลูกหลาน เป็นสิ่งที่ไม่ถูกปฏิเสธจากผู้สูงอายุกลุ่มนี้
เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่จัด โปรแกรมที่ตรงกับความสนใจ
มีการดูแลเป็นพิเศษ มีกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงการอบรม
สัมมนา ที่แฝง ไปกับความสนุกสนานในสไตล์คนกลุ่มนี้จะเป็นอีกบริการหนึ่งที่ขายได้อย่างแน่นอน
- สินค้าและบริการที่คืนความทรงจำที่งดงาม สินค้าและบริการในกลุ่มนี้ช่วยให้กลุ่มผู้สูงอายุเรียกความสุขและ
ความทรงจำที่งดงามกลับคืนมา เช่นการจัดงานรำลึกถึงวันคืนเก่าๆ การสร้างภาพยนตร์หรือการจัดคอนเสิร์ตแบบย้อนยุค
ไม่อย่างนั้นแล้วภาพยนตร์อย่าง แฟนฉัน คงไม่ทำเงินถล่มทลาย หรือคอนเสิร์ตประเภท
Retro concert ที่นักร้องขวัญใจ ในยุคก่อนกลับมารวมวงคงไม่มีคนแน่นหอประชุม
และเชื่อได้เลยว่าจะมีกิจกรรมประเภทนี้มากขึ้น แต่ในอนาคตจะมีลักษณะเป็น
แบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น จัดให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะผู้สูงอายุไม่สามารถไปเบียดเสียดกับคนจำนวนมากๆ
ได้
- สินค้าและบริการที่จะสนองตอบความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุนั้นมีมากมาย
ในเมื่อตลาดเปิดแล้วใครเห็นก่อนทำก่อน ก็ย่อมมีโอกาส แต่วิธีการทำการตลาดสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ง่ายนัก
ไม่ใช่ว่าทำอะไรมาสักอย่างแล้วติดฉลากว่า สำหรับผู้สูงอายุ แล้วจะขายได้
กลับเป็นความคิดที่ผิดเอามากๆ ด้วยซ้ำไป หลักการและวิธีการทางการตลาดสำหรับลูกค้าผู้สูงอายุหรือตลาดสีดอก
เลาจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อในตอนที่2 คราวนี้พูดถึงความน่าสนใจและประเภทสินค้าและบริการที่เป็นความต้องการ
ของตลาดนี้ก่อน
|
|
|