เสวนาธุรกิจ โดยนักการตลาดที่เข้าถึงปัญหาและโอกาส ที่ชี้แนะข้อคิด แนวโน้ม และทิศทางการตลาด พร้อมตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ได้อย่างสนุกสนาน


7 วิธีเพื่อการบริการลูกค้าที่เป็นเลิศ (2)
7 วิธีเพื่อการบริการลูกค้าที่เป็นเลิศ (1)
คำชมกับแชมเปญ
สวนไผ่- ถูกและดี: ร้านดีๆ ที่มีจุดขาย



   
ปรอทวัดการตลาด วิทยา ด่านธำรงกูล
  ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ witaya@bkkonline.com

 
“หลักการมีปรอทหลายๆ อัน วัดหลายๆ ด้านนี้ รู้จักกันในชื่อว่า การวัดหรือประเมินแบบสมดุล หรือ Balanced Scorecard ที่กำลังฮิตกันในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง การวัดให้รอบด้านคือวัดทั้งด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการทำงานภายใน และด้านการเรียนรู้และการเติบโต”
 

 
คนทำธุรกิจบางทีก็ก้มหน้าก้มตาทำงานกันจนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ไหนจะหมุนเงินให้ทันส่งต้นส่งดอกธนาคาร คอยผ่านเช็คที่จ่ายไปเป็นค่าจิปาถะ เร่งยอดขาย ตามหนี้ลูกค้า หาเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน แก้ปัญหาประจำวัน ฯลฯ จนไม่มีเวลาที่จะประเมินผลหรือวัดผลงานในภาพรวมของกิจการ ซึ่งนับเป็นเรื่องอันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับว่ากำลังทำงานไปวันๆ เพื่อให้พอรอดตัวไปเป็นมื้อเป็นคราว แต่มองไม่เห็นอนาคตของกิจการหรือไม่รู้ว่าอาการเจ็บป่วยของกิจการอยู่ที่ไหน เลยไม่ได้เยียวยา ปล่อยให้งานประจำและงานเฉพาะหน้าแย่งเอาเวลาไปหมด นึกได้อีกทีกิจการก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายจนยากจะเยียวยาแล้วก็เป็นได้

นักธุรกิจและนักการตลาดจึงต้องพยายามมีปรอทอยู่ในมือเพื่อที่จะคอยวัดผลงานของกิจการ เหมือนกับหมอที่ใช้ปรอทวัดไข้คนไข้ก่อนที่จะสั่งยาหรือทำการรักษา หมอก็จะถือเอาอุณหภูมิปกติของคนเราคือ 37 ํC หรือ 98.6 ํF เป็นเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อไรที่อุณหภูมิคนไข้เบี่ยงเบนไปจากนี้ก็ต้องถือว่ากำลังเป็นไข้หรือผิดปกติอะไรสักอย่าง ถ้าเป็นธุรกิจก็จะต้องหามาตรวัดที่เป็นมาตรฐานพวกนี้เหมือนกัน เพียงแต่ในธุรกิจเดี๋ยวนี้เขาจะเรียกมาตรวัดพวกนี้ด้วยศัพท์เก๋ๆ ว่าดัชนีวัดผลงานหรือตัวชี้วัด (Key Performance Indicators-KPI) ตัวชี้วัดพวกนี้ก็สุดแต่จะกำหนดกันไปให้สะดวกกับแต่ละกิจการ ซึ่งก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นปรอทชี้วัดทางธุรกิจหรือทางการตลาด ที่จะใช้ไปวัดว่าผลงานที่ทำๆ ลงไปทุกวันนั้นเบี่ยงเบนบิดเบี้ยวไปจากค่ามาตรฐานที่ตั้งใจไว้แค่ไหน จะได้มาหาวิธีการแก้ไขกันต่อไป

เดี๋ยวนี้งานการตลาดทั้งหลายจึงต้องมองตัวชี้วัดให้รอบด้าน เรียกว่ามีปรอทหลายๆ อันก็ว่าได้ เพื่อจะคอยวัดอาการหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน แนวความคิดแบบนี้บอกว่าต้องวัดหลายด้านเพื่อให้เกิดความสมดุลกันของกิจการ เพราะถ้าวัดแต่ตัวเลขด้านการเงินอย่างข้างต้นก็อาจจะหลงลืมด้านอื่นๆ ไปหมด เป็นต้นว่าเจ้าของคอยแต่จะวัดยอดขาย พอใจที่เห็นยอดขายวิ่งขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่เคยมีสินค้าใหม่ๆ หรือมีการคิดค้นปรับปรุงคุณภาพสินค้าเลย วันหนึ่งเกิดคู่แข่งมีสินค้าที่แจ่มกว่าออกมา แล้วพอดีที่ลูกค้าเบื่อสินค้าของเราก็อาจจะเป็นปัญหาขึ้นได้ หลักการมีปรอทหลายๆ อัน วัดหลายๆ ด้านนี้ รู้จักกันในชื่อว่า การวัดหรือประเมินแบบสมดุล หรือ Balanced Scorecard ที่กำลังฮิตกันในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง การวัดให้รอบด้านคือวัดทั้งด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการทำงานภายใน และด้านการเรียนรู้และการเติบโต

ตัววัดด้านการเงินนั้น นอกจากตัววัดเดิมๆ ที่ดูกันตามปกติแล้ว นักการตลาดควรจะได้ดู รายได้ต่อพนักงานขาย ด้วย ตัวเลขนี้บางทีไม่ได้รับความสนใจ เพราะไปดูแต่ตัวเลขยอดขายรวม แต่ถ้าดูตัวเลขตัวนี้จะบอกให้รู้ถึงประสิทธิภาพของพนักงานขายของเรา ว่าแต่ละคนขายเก่งขนาดไหน แล้วถ้ารู้ตัวเลขของคู่แข่งในกิจการประเภทเดียวกันก็สามารถไปเปรียบเทียบว่าคนของเราแน่หรือแย่กว่าของคนอื่น จะได้หาวิธีการปรับปรุงกันต่อไป บางกิจการอาจจะทำละเอียดไปกว่านั้นก็ได้คือ จับเอายอดขายมาหารด้วยเงินเดือนและค่าตอบแทนของพนักงานขายที่จ่ายออกไปทั้งหมด ตัวเลขที่ได้ก็จะบอกว่าเงินแต่ละบาทที่จ่ายเพื่อจ้างพนักงานขายนั้นสร้างกลับมาเป็นยอดขายได้คุ้มค่าหรือไม่ ทำให้ได้คำตอบว่าจ่ายค่าตอบแทนสูงเกินไปกว่าความสามารถในการสร้างรายได้ของพนักงานขายหรือเปล่า

ทางด้านลูกค้า อาจจะวัด รายได้ต่อจำนวนลูกค้า เป็นการวัดว่ากิจการมีรายได้เฉลี่ยจากลูกค้าต่อรายต่อปีท่าไร ซึ่งจะสูงจะต่ำก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของลูกค้าที่ซื้อของจากเราว่าส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายใหญ่ รายกลาง หรือรายย่อย ทางที่ดีควรจะมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นกลุ่มสร้างรายได้สูง กลาง ต่ำ เพราะจะเป็นการชี้ชัดว่าลูกค้ารายไหนไม่คุ้มค่าที่จะเก็บไว้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เสียไปไม่คุ้มกับรายได้ที่ลูกค้ารายนั้นทำให้กับกิจการ ขืนเก็บไว้นานๆ ต่อไปอาจจะยิ่งทำให้กิจการขาดทุนมากขึ้น นอกจากนั้นยังจะต้องวัด จำนวนลูกค้าต่อจำนวนพนักงานขาย ด้วย เพื่อให้รู้ว่ากิจการจัดสรรจำนวนพนักงานไปดูแลลูกค้ามากหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า และอาจจะต้องมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเหมือนกรณีข้างต้นด้วย เพื่อไม่ให้เกิดสภาพที่ว่ามีการจัดพนักงานขายจำนวนมากไปดูแลกลุ่มลูกค้าที่ไม่ค่อยสร้างรายได้ ก็ย่อมจะไม่คุ้มค่า

ด้านกระบวนการทำงานภายในนั้นอาจจะวัดกันได้หลายเรื่อง เป็นต้นว่า ระยะเวลาการส่งของให้ลูกค้า ระยะเวลาการให้บริการหลังการขาย ระยะเวลาออกเอกสารให้ลูกค้า ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการทำงานภายในรวดเร็วหรือยืดยาดขนาดไหน ทางที่ดีก็ควรวัดเทียบกับคู่แข่งของเราด้วย ที่ควรวัดอีกอย่างคือ สินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่ออกมาสู่ตลาด โดยวัด สัดส่วนของรายได้ของกิจการที่มาจากสินค้าใหม่ ว่ามีมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่มาจากสินค้าเดิม ถ้าร้อยวันพันปียังหากินอยู่กับสินค้าเดิมๆ ก็แปลว่ากิจการขาดกระบวนการในการคิดและค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ ทางการตลาด

ด้านการเรียนรู้และเติบโตก็อาจจะวัดกันที่ งบประมาณที่ใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาพนักงานด้านการตลาดและการขาย ว่ามีมากน้อยแค่ไหน หากไม่เคยมีการลงทุนเพื่อพัฒนาให้พนักงานมีความรู้มากขึ้นหรือเก่งขึ้น ก็ยากที่จะคาดหวังผลงานที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน วิธีการวัดก็อาจจะดูค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาเทียบกับค่าใช้จ่ายด้านการตลาดทั้งหมด หรือวัดอัตราส่วนของ ยอดขายต่อค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนา เพื่อจะวัดว่าเงินที่ใช้จ่ายไปเพื่อการนี้จะนำไปสู่การเพิ่มยอดขายได้มากน้อยเพียงใด เป็นการวัดประสิทธิภาพของเงินที่ใช้ไป ด้วยความเชื่อว่าเงินที่ลงทุนไปควรนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือความผิดพลาดทางการตลาดที่ลดลง

ทำงานการตลาดท่ามกลางความซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ นักการตลาดต้องถือปรอทในมือตลอดเวลาและเป็นปรอทหลายๆ อันด้วย เพื่อวัดผลงานการตลาดในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน จะได้ไม่ล้าหลังไปกว่าคู่แข่ง และสร้างประสิทธิภาพจากเงินทุกบาทที่จ่ายออกไปจากกระเป๋า ไม่อย่างนั้นแล้วกิจการอาจจะเกิดอาการป่วยไข้ และถูกปล่อยไว้ให้กำเริบหนักจนเกินกว่าหมอคนไหนจะเยียวยา เมื่อนั้นก็คงต้องหามไปวัดสถานเดียว
 
 
 

 
 
 
 
 

ห้องสนทนา   เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home : Fan Zone
เกมส์   Games Flash : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
รักและคิดถึง   พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : Emotion : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง   ฟังเพลงออนไลน์ : ภาพยนตร์ : VDO Clip : ซุบซิบดารา : สัมภาษณ์-เบื้องหลัง : เรื่องย่อละคร : ข่าวบันเทิง : ข่าวประจำวัน : ดวงประจำเดือน : ดวงประจำสัปดาห์ : มุมฟุตบอล
สารพัดความรู้   บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน   Everyday English : New Nanny : E-Dialog with Voice : รู้จักญี่ปุ่น : ท่องแดนอาทิตย์อุทัย :พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ห้องสมุด BKK   Business Letter : Song of the Week : On Khao San Road : เพลินภาษาน่ารู้ : E-Diary : ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก : ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone : เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York! : Did you know? : E-Dialog : เสวนาธุรกิจ
BKK Center   Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline : BKK Design : Site Map

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
.......................................................................................

Copyright © 1994 Bangkok Online Co.,Ltd.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form
ติดต่อเรา : บริษัท สยามคอนเนค จำกัด เลขที่ 40/141 หมู่11 ม.สุชา1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
TEL : 086-335-4404, 081-924-5742 FAX : 0-2806-3921
หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0108314852961