|
| |
ขนม Rotiboy ที่ว่านี้อาจจะอยู่ยืดยาวก็เป็นได้
หากว่าไม่มีใครสามารถคิดสูตรแบบเดียวกันออกมาขายแข่งได้ แต่ตอนนี้กระแสแรงมาก
และแว่วว่ากำลังเดินหน้าขยายสาขาแบบดุเดือดตามห้างและย่านชุมชนอีกหลายแห่งในเร็ววัน |
|
| |
ได้เคยเขียนเรื่องร้านเบเกอรี่ว่าเป็นธุรกิจที่หากินได้อีกเยอะในบ้านเราเพราะนิสัยการกินการอยู่ของคนเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่การกินอยู่แบบเร่งรีบ
หยิบฉวยอะไรง่ายๆ เร็วๆ กินกันเป็นล่ำเป็นสัน แต่เบเกอรี่รายใหม่จะแจ้งเกิดก็ต้องมีสไตล์เป็นของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์หรือมีจุดขายที่โดนใจคนเมืองและคนรุ่นใหม่ด้วย
ผ่านไปแถวหัวถนนสีลม ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงเมื่อไม่กี่วันก่อน
ประหลาดใจว่ามีผู้คนมาเข้าแถวกันยาวเหยียดอยู่หน้าร้านห้องแถวเล็กๆ
ร้านหนึ่ง ตอนนั้นได้เวลาเลิกงานพอดี คิวคนที่ว่านั้นยาวพาดหน้าร้านห้องแถวติดกันไปอีกราว
4 ห้องแถวเห็นจะได้ นึกว่าเขาเกิดมหกรรมอะไรกัน แหวกฝูงคนทั้งที่มาเข้าแถวและมามุงดูถึงได้รู้ว่า
โธ่ ที่แท้มาเข้าแถวรอซื้อขนมปัง!
ร้านที่ว่านี้เป็นห้องแถวห้องนิดเดียว มองเลยผ่านโต๊ะวางขนมและเครื่องคิดเงินหน้าร้านเข้าไปจะมองเห็นพนักงาน
5-6 คนกำลังขะมักเขม้นกับการทำขนมอย่างหนึ่ง บ้างกำลังบีบครีมสีน้ำตาลอ่อนโรยลงไปบนก้อนแป้งกลมๆ
สีขาวขนาดเท่าๆ กับซาลาเปาขนาดใหญ่ๆ ที่วางเรียงกันอยู่ในถาด บ้างก็กำลังส่งถาดแป้งที่ว่าเข้าเตาอบ
2 เตาที่ตั้งอยู่ในร้าน บางคนก็กำลังสาละวนกับการดึงถาดขนมสีน้ำตาลที่สุกแล้วออกมาจากเตาเพื่อส่งต่อให้พนักงานหน้าร้านเตรียมใส่ถุงให้ลูกค้าที่ยืนเข้าคิวรอตาปริบๆ
กลิ่นที่อบอวลอยู่ในร้านคือกลิ่นหอมของขนมปังผสมกลิ่นกาแฟอ่อนๆ พอถาดขนมที่สุกแล้ววางลงลูกค้าขยับเข้ามาสั่งคนละ
4 ก้อนเป็นอย่างต่ำ บางคนสั่งคนมาซื้อ 10 ก้อนบ้าง 12 ก้อนบ้าง ขนมที่ออกมาครั้งละไม่น่าจะถึง
100 ก้อนก็หมดในพริบตา คิวคนเลยยาวยืดอย่างที่ว่า
ร้านขนมร้านนี้ชื่อว่า Rotiboy หรือรอตตี้บอย ถ้าเรียกแบบลิ้นคนไทยน่าจะเป็นโรตีบอย
เป็นร้านที่มีต้นกำเนิดในมาเลเซีย อ่านดูที่มาของร้านที่ติดเอาไว้บอกว่าเกิดเมื่อ
8 ปีที่แล้ว ตอนนี้มีสิบกว่าสาขาในมาเลเซีย ขายขนมที่ว่านี้วันละประมาณ
20,000 ก้อน แล้วยังมีสาขาในสิงคโปร์อีกกว่า 10 สาขา ตอนนี้กำลังบุกไปที่อินโดนีเซีย
ฮ่องกง รวมทั้งบ้านเราด้วย ถามเด็กหน้าร้านบอกว่าแป้งขนมสีขาวๆ จะส่งเข้ามาทางเครื่องบินทุกเช้า
แล้วมาเข้ากระบวนการอบในร้านที่มีอยู่ 2 สาขาคือที่สยามสแควร์ซอย 4
ที่เปิดมาแล้วเดือนกว่า กับที่สีลมนี่ที่เปิดมาราวสิบวัน ร้านเปิดตั้งแต่
8 เช้าจน 2 ทุ่ม และคนยืนคิวยาวอย่างนี้ทุกวัน ตอนที่คนเยอะๆ ถึงกับต้องติดประกาศหน้าร้านว่าให้ซื้อได้คนละไม่เกิน
4 ชิ้น ซึ่งนั่นยิ่งจะยั่วยวนให้คนมาต่อคิวซื้อมากขึ้นไปอีกว่าขนมอะไรจะวิเศษปานนั้น
ถึงกับต้องจำกัดการซื้อกันเลยทีเดียว
 |
มานั่งคิดๆ ดูแล้วปรากฏการณ์ตื่นของคนไทยกับขนมเจ้านี้อาจจะอธิบายได้ว่าเป็นเรื่องการตลาดอยู่ไม่น้อย
ตั้งแต่การทำขนมอย่างเดียวในร้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าขนมนี้แหละผ่านการทดลอง
พัฒนา มาจนได้ที่และเป็นเอกลักษณ์ของร้านแต่เพียงผู้เดียว
มั่นใจขนาดที่ว่าทำและขายอยู่อย่างเดียว รสชาติเดียวให้แน่ใจชัวร์ๆ
ไปเลยว่ารสชาติเจ๋งจริง เหมือนร้านขนมชื่อเป็นป้าๆ อะไรสักอย่างในภาษาฝรั่งที่ขายขนมแป้งขดเป็นวงๆ
อย่างเดียวในห้าง นั่นก็ขายดิบขายดีคนเข้าแถวยาวเหยียดมาแล้ว
นอกจากนั้นการที่ร้านเปิดโล่งให้ลูกค้าเห็นกรรมวิธีการทำก็เป็นเหมือนกับการขายอาหารตาและยืนยันความสดใหม่ของขนมได้ด้วย
ยิ่งกว่านั้นการทำออกมาทีละน้อย ออกมาวางพรึ่บเดียวหมด ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นต่อมอยากของคนมากขึ้น
|
| แล้วเวลากินก็ต้องมีทริกหรือลูกเล่นเล็กน้อยคือต้องเอาฝ่ามือสองข้ามตบก้อนขนมให้แบนเป็นแผ่น
แล้วจะได้กินได้สะดวก เพื่อนที่ทำงานแถวสีลมบอกว่าวันแรกที่เปิด
ร้านทำออกมาแจกฟรี พอวันที่สองขายในราคาแค่ครึ่ง นับป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแสการเข้าคิวและการบอกกันปากต่อปากได้อย่างน่าทึ่ง
หนุ่มคนหนึ่งยืนในแถวบอกว่านั่งรถมาจากสาทรมาต่อคิว แฟนใช้ให้มาซื้อ
ทั้งที่ไม่เคยกินหรือรู้จักมาก่อน มาเห็นคิวก็อ่อนใจ แต่ไหนๆ
รอมา 20 นาทีแล้วก็จะซื้อเอาไปฝากคนอื่นๆ ด้วย ฝ่ายพี่ผู้ชายอีกคนท่าทางจะบึ่งมอร์เตอร์ไซด์มาซื้อบอกว่าอุตส่าห์หนีคิวมาจากร้านที่สยามสแควร์
ที่นั่นคิวยาวแบบไม่เห็นอนาคตเลย รายนี้คนใช้ให้มาซื้อ 12 ก้อน
พนักงานเลยหยิบกันแทบไม่ทัน การตื่นกระแสอย่างนี้บอกให้รู้ว่าตลาดเบเกอรี่บ้านเรายังเปิดรับไอเดียแปลกๆ
ใหม่ๆ อยู่อีกมาก ใครมีไอเดียเจ๋งๆ ก็อาจจะโกยเงินได้ในพริบตา |
 |
ที่จริงอาการตื่นขนมแบบนี้เคยมีมาแล้วหลายเจ้าในบ้านเรา
เมื่อสิบกว่าปีก่อนถ้าใครยังจำได้ มีขนมเจ้าหนึ่งอยู่แถวๆ
เทเวศร์ ทำขนมปังกรอบชิ้นเล็กๆ ทาเนยโรยน้ำตาล แล้วเข้าเตาอบหน้าร้านขาย
ปรากฏคนไปเข้าแถวยาวเหยียดรอซื้อ ขนมปังกรอบเจ้านั้นรับทรัพย์ไปอื้อ
ต่อจากนั้นก็เกิดการเลียนแบบไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนที่สุดก็ซากันไปเหลือไม่กี่เจ้าขณะที่ความนิยมก็ลดลงด้วย
อีกรายหนึ่งคือขนมทาร์ดหน้าไข่ที่มีเศรษฐีไทยรายหนึ่งซื้อลิขสิทธ์มาจากฮ่องกง
มาทำขายแถวสยาม สแควร์เหมือนกัน ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ แต่ผู้คนไปเข้าคิวซื้อกันแบบถล่มทลายอยู่พักหนึ่งแล้วก็ซาไป
ในขณะที่เกิดทาร์ดไข่รายเล็กรายน้อยออกมาขายกันเกร่อ
|
| ขนม Rotiboy ที่ว่านี้อาจจะอยู่ยืดยาวก็เป็นได้
หากว่าไม่มีใครสามารถคิดสูตรแบบเดียวกันออกมาขายแข่งได้ แต่ตอนนี้กระแสแรงมาก
และแว่วว่ากำลังเดินหน้าขยายสาขาแบบดุเดือดตามห้างและย่านชุมชนอีกหลายแห่งในเร็ววัน
คงต้องจับตากันว่าจะรอดได้ยืดยาวขนาดไหน เพราะพี่ไทยบางทีก็รักง่ายหน่ายเร็วเหมือนกัน
|
ด้วยความอยากรู้ว่า Rotiboy จะอร่อยสักขนาดไหน
คุณภรรยาเลยอาสาไปเข้าคิวรอให้ ซื้อมา 3 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท กัดไปคำแรก็รู้สึกว่าเป็นแป้งนุ่มๆ
รสชาติหวานๆ และมีกลิ่นกาแฟ เนื่องจากครีมเหลวๆ ที่โรยหน้าขนมนั่นคือคาราเมลผสมกาแฟนั่นเอง
พอเอาไปอบแล้วครีมก็ละลายเป็นเนื้อเดียวกับขนม กัดเข้าไปถึงข้างในจะเจอมาการีนรสชาติเค็มๆ
มันๆ ลองนึกรสชาติของโรตีแขกบ้านเราแต่เป็นแป้งที่นุ่มนวลกว่าก็คงจะได้
เด็กๆ กินแล้วคงจะชอบใจ แต่เราสองคนกินแล้วก็หันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่อยากจะอุทานออกมาพร้อมกันว่า
โอ้ พระเจ้า...
จอร์จ อะไรจะง่ายและกำไรดีขนาดนี้.......
|
|
|