|
| |
การคิดถึงสินค้าในเชิงแก้ไขจึงเท่ากับเป็นการจำกัดโอกาสทางการตลาด
ในขณะที่หากเป็นสินค้าและ บริการในเชิงป้องกันจะเห็นว่ามีโอกาสมากมายมหาศาล
และเป็นการซื้อแบบต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ เติบโตและทำกำไรได้ |
|
| |
- ตอนที่แล้วพูดถึงว่าตลาดบ้านเรากำลังจะเดินเข้า
สู่ตลาดผู้สูงอายุ ด้วยจำนวนคนที่อายุเกินกว่า 60 ปีกำลังเป็นสัดส่วนใหญ่โตขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ
คราวนี้มีรูปพีระมิด ประชากรของปี2513 ปี 2523 ปี 2533 และปี 2543
มาให้ดูกันจะๆ ว่าพีระมิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากพีระมิดที่มี
หน้าตาแบบเจดีย์ฐานกว้างในปี 2513 ค่อยๆ เปลี่ยนรูปกลายเป็นพีระมิดฐานแคบลง
และเป็นแจกันปากแคบในที่สุด ถ้าจินตนาการไปอีก 10 ปีข้างหน้าก็คงพอจะมองออกว่าแจกันใบนี้จะกลายเป็นแจกันที่มีปากบานมากยิ่งขึ้นเพราะจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มไปจนใกล้ๆ
ตัวเลข 10 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้าอย่างที่ว่าไว้ในคราวก่อน
- ที่เป็นอย่างนี้ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะถ้ากลับไปตรวจสอบตัวเลขอัตราการเกิดในบ้านเราจะพบว่าอัตราการเกิดเพิ่มสูงสุดในช่วง
15 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือประมาณปี 2488- 2503 ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่าเบบี้บูม
(Baby Boom) และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเกือบๆ จะทุกประเทศทั่วโลก
หลังจากนั้นก็เกิดความหวาดกลัวว่าถ้าปล่อยให้เด็กเกิดมากขนาดนี้
ประชากรจะล้นโลก จึงเกิดการรณรงค์ให้คุมกำเนิด กันขนานใหญ่ ทำให้อัตราการเกิดลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังช่วงเวลาดังกล่าว
เป็นผลทำให้ฐานพีระมิดแคบลงไปเรื่อยๆ
- ปัจจุบันเด็กที่เกิดในยุคเบบี้บูมคือคนที่อยู่ในวัยประมาณ 45-60
ปีและกำลังเดินเข้าสู่ช่วงสูงอายุ ประกอบกับ การแพทย์ที่ก้าวหน้าคนกลุ่มนี้เลยมีอายุยืนขึ้น
จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าตลาดสีดอกเลาจะเป็นตลาดที่น่าสนใจยิ่ง
- คราวที่แล้วได้พูดถึงประเภทธุรกิจที่น่าสนใจตามการเติบโตของตลาดนี้
แต่ไม่ใช่ว่าพอมองเห็นโอกาสทางการตลาดทั้งจำนวนลูกค้า และอำนาจซื้อแล้วจะผลีผลามกระโดดลงไปลุยได้เมื่อไร
การจะเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าหรือบริการต้องคำนึงถึงปัจจัยและ
ข้อเท็จจริงหลายเรื่องด้วยกันที่จะได้พูดถึงในคราวนี้
- เรื่องแรก ต้องเข้าใจความจริงว่าไม่มีใครอยากหรือยอมแก่
การทำสินค้าออกมาแล้วแปะป้ายว่าเป็น สินค้าสำหรับคนแก่ หรือ สำหรับผู้สูงอายุ
รับรองว่าเจ๊งแน่นอน ในตลาดที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นการแบ่งกลุ่มลูกค้าจะไม่อิงอยู่กับวัยของลูกค้าอีกต่อไป
แต่ก่อนอาจจะเห็นว่ามีการเรียกขานกลุ่มลูกค้า เป็นลูกค้าวัยเด็ก
วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน วัยแก่ วัยชรา วัยหงำเหงือก ฯลฯ ต่อไปนี้คำว่าคนแก่
คนชรา จะกลายเป็นเหมือนคำต้องห้ามที่ไม่ใช้กันทาง การตลาด แต่จะเรียกขานลูกค้าตาม
อายุ แทนเป็นลูกค้าอายุ 30-45, 45-60, 60-70, 70 ขึ้นไป ฯลฯ อย่างเช่นในช่วงนี้จะเริ่มเห็นมีเครื่องสำอาง
ที่ออกมาสำหรับการดูแลผิวคนอายุ 35 หรือ 40 ปีขึ้นไปหลายยี่ห้อ เป็นสินค้าที่ออกมาเพื่อสนองคนในยุคเบบี้บูมโดยเฉพาะ
และหลีกเลี่ยงที่จะพูดว่า เป็นเครื่องสำอางสำหรับคนย่างเข้าสู่วัยกลางคน
- บริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศหลายรายที่ไม่ตระหนักในเรื่องนี้เจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้ว
เมื่อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันออกแชมพูสำหรับผู้สูงอายุ แล้วบอกชัดเจนว่า
นี่คือแชมพูสำหรับผมสีเงินยวง กลับขายไม่ออก หรืออีกบริษัทหนึ่งออกผ้าอ้อมสำหรับผู้สูงอายุแล้วบอกว่าเป็น
ผ้าอ้อมสำหรับคนแก่ คนที่แก่แม้จะต้องใช้ก็ไม่ซื้อเหมือนกัน ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า
ไม่ว่าชาติไหนๆ คำว่าแก่ก็ดูจะแสลงใจไปเสียทั้งนั้น
- เรื่องที่สอง ต้องแปลงปัญหามาเป็นโอกาสการตลาด
ไม่ต้องบอกว่าสินค้าหรือบริการที่ขายนั้นทำมาเพื่อคนแก่ แต่ควรใช้วิธีศึกษาว่าลูกค้า
กลุ่มนี้มีปัญหาอะไรและต้องการอะไรที่แตกต่างไปจากลูกค้ากลุ่มอื่น
แล้วจึงจัดการนำสิ่งเหล่านั้นเข้ามาเป็นองค์ประกอบของสินค้าหรือบริการใน
การนำเสนอขาย เช่นผู้สูงอายุมีปัญหาหูตาฝ้าฟาง กำลังวังชาถดถอย หากจะขายเครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกก็ควรพยายามทำ
ให้ปุ่มกดหรือตัวเลขมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เป็นระบบสัมผัส เพื่อลูกค้าจะได้ไม่ต้องออกแรงมาก
การทำงานก็ไม่ควรจะซับซ้อนจนเกิดความงงงวย นอกจากนั้นความปลอดภัยในการเคลื่อนไหวเป็นอีกหนึ่งปัญหาของลูกค้า
พื้นผิวที่ไม่ลื่น การออกแบบอุปกรณ์เครื่องใช้ที่รองรับสรีระอย่างเหมาะ
สมในการเดินเหินลุกนั่ง ก็น่าจะมีโอกาสขายได้ อุปกรณ์เพื่อฆ่าเวลาและคลายความเหงา
(ผู้สูงอายุบางส่วนมีเวลาเหลือมากและมักจะเหงา) รวมไป ถึงบริการต่างๆ
ที่เป็นการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความอุ่นใจไปจนถึงการช่วยเหลือในยามฉุกเฉินก็น่าจะเป็นที่สนใจของลูกค้ากลุ่มนี้
- เรื่องที่สาม การตลาดในเชิงป้องกันมีโอกาสมากกว่าเชิงแก้ไข
ผู้สูงอายุในอนาคตจะเป็นผู้สูงอายุที่มีการศึกษาค่อนข้างดี ที่รู้จักดูแลเอา
ใจใส่ตัวเองมากกว่าผู้สูงอายุในยุคที่แล้ว ดังนั้นสินค้าหรือบริการที่จะมีตลาดขนาดใหญ่คือสินค้าหรือบริการในเชิงป้องกันมากกว่าเชิงแก้ไข
เพราะฉะนั้นคนที่คิดจะทำตลาดกับผู้สูงอายุน่าจะคิดในเรื่องนี้ ไม่ใช่คิดแต่จะขายไม้เท้า
หรือรถเข็นให้ผู้สูงอายุ เพราะนั่นเป็นสินค้าในเชิงแก้ ไขและเยียวยา
ที่สำคัญคงไม่มีผู้สูงอายุคนไหนคิดอยากจะซื้อรถเข็นหรือไม้เท้าหลายๆ
ครั้ง การคิดถึงสินค้าในเชิงแก้ไขจึงเท่ากับเป็นการจำกัด โอกาสทางการตลาด
ในขณะที่หากเป็นสินค้าและบริการในเชิงป้องกันจะเห็นว่ามีโอกาสมากมายมหาศาล
และเป็นการซื้อแบบต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ เติบโตและทำกำไรได้
เช่น เครื่องสำอางชะลอริ้วรอย วิตามินบำรุงสุขภาพและเสริมสร้างภูมิต้านทาน
อุปกรณ์ตรวจเช็ค สุขภาพด้วยตัวเอง ดนตรีบำบัดความเครียดและบำรุงหัวใจ
ทัวร์สุขภาพเพื่อยืดอายุ ร้านเสริมสวยแบบดิลิเวอรี เพื่อบริการความงามแบบที่ไม่ต้อง
ลำบากลูกค้าในการเดินทาง เพราะลูกค้าแข้งขาไม่ดี เหล่านี้เป็นสินค้าและบริการในเชิงการป้องกันที่ตลาดจะใหญ่มากเมื่อเทียบกับสินค้าในเชิงแก้ไข
- หลักการทั้งสามข้อนี้น่าจะเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจตลาดผู้สูงอายุได้เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ตลาดนี้
ที่สำคัญควรระลึกไว้เสมอว่าผู้สูงอายุสมัยใหม่เป็นผู้สูงอายุคุณภาพ
หาใช่กะโหลกกะลาไม่ การคิดจะทำจะขายอะไรจึงต้องทำอย่างมีคุณ ภาพและมีรสนิยมด้วย
ลูกค้าตลาดสีดอกเลาในอนาคตนั้นสูงทั้งอายุและประสบการณ์ อย่าได้นึกว่าเป็นตลาดหมูๆ
เป็นอันขาด
|
|
|