|
| |
การเริ่มต้นจากความถนัดถือเป็นก้าวแรก
แต่ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์ ให้แตกต่างและให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย
นั่นแหละถึงจะมีโอกาสแจ้งเกิดได้
|
|
| |
- หมู่นี้มีคิวบรรยายให้ผู้ประกอบการสินค้าโอท็อปฟังบ่อยๆ ล่าสุดก็กลุ่มผู้ประกอบการ
โอท็อปนนทบุรี เป็นโครงการอบรมแบบให้เปล่าของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
มีผู้ประกอบการรายเล็กถึงเล็กมากมาอบรมกันราว 30 คนเห็นจะได้ หลักสูตรเน้นให้ความรู้ในเรื่องทำมาหากิน
ให้ทำแผนธุรกิจแบบง่ายๆ ตบท้ายด้วยการเชิญสถาบันการเงินมาให้ความรู้ว่าถ้าจะขอกู้เงินมาลงทุนประกอบการจะต้องทำอย่างไร
- ดูๆ คนที่มานั่งเรียนแล้วก็เห็นว่ามีหลากหลายมาก บางคนหน้าเก่าเจอที่เวทีการอบรมประเภทนี้เป็นประจำ
บางรายเพิ่งคิดที่จะทำยังไม่มีสินค้าเลย บางรายเพิ่งเริ่มทำยังไม่ได้ขายเป็นการเป็นงาน
ได้แต่แจกให้เพื่อนฝูงลองใช้ดูก่อน บางรายกำลังรุ่งได้ที่ก็ฝันอยากจะขายมากขึ้น
อยากจะเข้าห้างหรือส่งออกไปโน่น บางรายที่เพิ่งเกษียณอายุมาหรือเข้าโครงการเกษียณก่อนเวลาก็อยากจะเริ่มกิจการเล็กๆ
น้อยๆ กับเขาบ้าง เห็นผู้ประกอบการที่มาพร้อมความตั้งใจเหล่านี้แล้วก็ให้นึกชื่นชม
แต่ครั้นเห็นว่าจะชี้นำให้ทำการกู้ยืมกันมาลงทุนก็ออกจะเป็นห่วง
โดยเฉพาะผู้เกษียณนั่นล่ะ จะมามีหนี้สินกันตอนแก่ชรา ดูจะไม่ค่อยเป็นเรื่องน่ายินดีเสียเท่าไร
- ธุรกิจครอบครัวหรือแบบจิ๋วๆ อย่างนี้ ถึงจะเป็นโอท็อปมีกี่ดาวก็ตามทีนั้นมีความเสี่ยงอยู่ในตัวสูงมาก
ด้วยเหตุที่บ่อยครั้งสินค้าไม่ได้แตกต่างไปจากที่ขายอยู่ทั่วๆ ไป
กำลังการผลิตก็น้อย ส่วนใหญ่อาศัยแรงงานในบ้านช่วยกันทำ การจะลงทุนในเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีล้ำยุคก็จำกัดด้วยเงินทุน
นอกจากนั้นความชำนิชำนาญเรื่องการตลาดก็ไม่มากพอ ดังนั้นการจะคิดทำการใหญ่บุ่มบ่ามไปจึงเป็นเรื่องอันตราย
ใช่ว่ามานั่งอบรมฟังคนสอนที่มักจะยกตัวอย่างกิจการที่ประสบความสำเร็จต่างๆ
นานาให้ฟังแล้วจะเคลิ้มตามไปก็ใช่ที่ ดังนั้นความเพียงพอหรือทำแต่พอดีจึงควรจะเป็นคำตอบของธุรกิจขนาดเล็กๆ
แบบนี้ ด้วยหลักการ 2 ทำ 3 ไม่ เพื่อลดความเสี่ยง หลีกเลี่ยงความล้มเหลว
และไม่ต้องรู้สึกว่าความพยายามที่จะเป็นผู้ประกอบการรายใหม่นั้นเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวด
- ทำอย่างแรกคือ ทำที่ถนัด
บางคนอาจจะบอกว่าข้อนี้ผิดหลักการตลาดอยู่สักหน่อยตรงที่ถ้าทำที่ถนัดแต่ลูกค้าเขาไม่ต้องการก็อาจจะเจ๊งได้
ซึ่งก็มีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ นั้นส่วนใหญ่ก็ต้องเริ่มธุรกิจจากตัวเองก่อนเป็นสำคัญ
ไม่ใช่ว่าคิดจะตั้งธุรกิจก็เริ่มจากการจ้างคนอื่นหรือยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ดังนั้นก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องเริ่มธุรกิจจากความชำนาญหรือความชอบเป็นส่วนตัวเสียก่อนถึงจะมีกำลังใจหรือมีความสุขกับสิ่งที่ทำ
และไม่ต้องงอนง้อคนอื่นหรือลูกจ้างที่เดี๋ยวนี้เล่นตัวน้อยอยู่เสียเมื่อไร
แต่เมื่อเริ่มต้นจากความถนัดแล้วสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องทำให้หนักคือการพัฒนาสินค้าของตัวเองให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ประเภทที่ทำกล้วยตากเมื่อ 20 ปีอย่างไรก็ทำมันอยู่อย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน
ไม่ได้รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้คนเขาต้องการกล้วยตากที่ดูสะอาดสะอ้าน มีบรรจุภัณฑ์สวยงาม
มีตรายี่ห้อที่ชัดเจน หรือกล้วยตากผสมสมุนไพร กล้วยตากจากกล้วยอื่นๆ
นอกจากกล้วยน้ำว้า ฯลฯ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นจากความถนัดถือเป็นก้าวแรก
แต่ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ ต้องพัฒนาสินค้าให้มีเอกลักษณ์ ให้แตกต่างและให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย
นั่นแหละถึงจะมีโอกาสแจ้งเกิดได้
- ทำที่สองคือ ทำแต่พอดี
ประมาณกำลังเงิน กำลังคน กำลังสติปัญญาว่าแค่ไหนจึงจะควบคุมได้หรือไม่เดือดร้อน
พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้อยู่อย่างเล็กๆ ตลอดไปโดยไม่ต้องคิดขยับขยายเติบโต
การเติบโตเป็นเรื่องที่ต้องคิด แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ยืนอยู่บนขาของตัวเอง
ไม่วาดวิมานบนอากาศหรือหวังน้ำบ่อหน้ามากจนเกินไป บางคนพอขายดีเข้าก็ฝันว่าจะขายดีอย่างนั้นตลอดไป
เลยจัดแจงซื้อที่ทางหรือลงทุนจนเกินตัว พอยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
หมุนเงินไม่ทันก็เลยจบกัน การขยายโดยอาศัยกำไรสะสมของกิจการควรจะเป็นคำตอบเดียวของกิจการขนาดเล็ก
จะได้ไม่ต้องหน้ามืดในการวิ่งหาเงินจ่ายเจ้าหนี้ เพราะฉะนั้นการเติบโตที่ค่อยเป็นค่อยไป
ประเภทช้าแต่ชัวร์ควรจะเป็นหนทางสำหรับธุรกิจเล็กๆ อย่างนี้
- ส่วน ไม่ อย่างแรกก็คือ ไม่ตามแห่
เห็นเขาทำอะไรก็ทำตามด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ชำนาญ คนไทยเรามักจะมีนิสัยอย่างนี้
คือเห็นเขาทำอะไรดีเป็นไม่ได้ ต้องตามแห่กับเขาบ้าง ดูอย่างเมื่อสองสามปีก่อนที่ตื่นกระแสเหล้าพื้นบ้าน
ก็แห่ทำกันไปทุกที่ ตามข้างถนนมีขายกันทุกจังหวัด ประมาณกันว่าเวลานั้นมีเหล้าพื้นบ้านประเภท
กะแช่ อุ สาโท หรือไวน์ผลไม้ต่างๆ ในท้องถิ่นเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า
800 ราย แล้วเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร หายจ้อยไปตามๆ กัน ที่กู้เงินกองทุนหมู่บ้านมาทำก็ไม่รู้ว่าใช้หนี้ใช้สินกันหรือยัง
- ไม่ก่อหนี้ คืออย่างที่สองที่ต้องท่องเอาไว้ให้จงหนัก
อย่าไปหลงเชื่อรัฐบาลที่บอกว่าไม่ให้กลัวการเป็นหนี้ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยนั้นไม่ได้มีสายป่านหรือช่องทางมากพอที่จะหมุนเงินไปมาได้
เกิดกิจการสะดุดขึ้นมานิดเดียวก็อาจจะเกิดปัญหา นอกจากนั้นบรรดา
โอท็อปรายเล็กรายน้อยบางทีไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารเงิน
และที่มักเป็นปัญหาก็คือไม่ค่อยมีระบบบัญชีที่ชัดเจน หรือบางครั้งก็ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้
ความหลงใหลเผอเรอจึงมักเกิดขึ้นเสมอ หลงเข้าใจว่าเงินลูกค้าเป็นเงินของตัวเลยเอาไปใช้ในเรื่องส่วนตัว
หลงเอาหนี้ที่ต้องจ่ายคืนในระยะสั้นมาใช้กับการลงทุนในเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะคืนทุน
อาการสะดุดจึงเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะฉะนั้นหากไม่ก่อหนี้ได้เป็นสบายใจที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ จะได้เอาสมองมาคิดหาทางทำมาหากิน
- สุดท้ายคือ ไม่โลภ-ไม่เครียด
เห็นใครเขาร่ำรวยขายดิบขายดีก็ต้องอนุโมทนา อย่าไปคิดแข่งขันเอาเป็นเอาตายหรืออยากจะมั่งมีอย่างเขา
เพราะจะทำให้คิดทำอะไรเกินตัวเกินพอดี ทำมาหากินแบบโอท็อปนั้นต้องคิดว่าขายได้คุ้มต้นทุน
ค่าใช้จ่าย เหลือกำไรบ้างก็นับว่าเพียงพอ ไม่ต้องไปเครียดว่าทำไมไม่ได้เท่านั้นเท่านี้
หมั่นข่มใจข่มกิเลสไว้ ค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย คงเส้นคงวากับคุณภาพ
ไม่หลอกลวงต้มตุ๋นหรือทำแบบขอไปที หากยืนหยัดอยู่กับคุณภาพรับรองว่าลูกค้าจะบอกกันไปปากต่อปาก
พาให้เจริญรุ่งเรืองได้ไม่ยาก ไม่ต้องไปคิดโลภอยากเห็นยอดขายสูงๆ
แบบรวดเร็วทันใจ แต่ไม่รู้เลยว่าที่ขายไปนั้นพอกับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า
ต่อให้มียอดขายมากๆ แต่ไม่มีกำไรก็ยากจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
- อยากเห็นโอท็อปหรือผู้ประกอบการประเภท
จิ๋วแต่แจ๋ว ผู้ประกอบการแบบนี้ล่ะที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต
ความพอดีและพอเพียงไม่ใช่การงอมืองอเท้าหรือเฉื่อยชา หากแต่เป็นการดำเนินงานทุกย่างก้าวอย่างมีสติ
ค่อยเป็นค่อยไป พัฒนาปรับปรุงต่อเนื่องบนการประเมินกำลังความสามารถของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
และนั่นคือความเข้มแข็งและความสุขของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
- จะเล็กอย่างมีความสุขหรือจะใหญ่แบบร้อนรุ่มทุรนทุรายก็เลือกเอา
-
-
-
|
|
|