|
| |
การปรับตัวทางการจัดการประกอบด้วยการปรับลดจำนวนพนักงานและการปรับปรุงวิธีการจัดการภายใน
ธุรกิจการผลิตประสบความสำเร็จในการปรับตัวสูงสุด รองลงมาคือธุรกิจบริการและค้าปลีกค้าส่ง
|
|
| |
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
(บอย.) ได้สนับสนุนให้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการวิจัยเพื่อสำรวจสภาพปัจจุบันและการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
เพื่อจะค้นหาว่าปัญหาที่ธุรกิจเหล่านี้ประสบคืออะไร และมีวิธีการปรับตัวอย่างไรให้สามารถยืนอยู่ได้หลังภาวะวิกฤต
เนื่องจากผมเป็นหนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ จึงขอเอาผลสรุปเบี้องต้นมาเล่าสู่กันฟัง
 |
การสำรวจครั้งนี้ทำทุกภาคทั่วประเทศครอบคลุม 22 จังหวัดจำนวนผู้ประกอบการที่สำรวจทั้งหมด
1,080 รายในธุรกิจการผลิต 8 สาขา ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งและธุรกิจบริการ
ด้วยสัดส่วน 56% 28%และ16%ตามลำดับ |
ปัญหาที่เอสเอ็มอีไทยประสบหลังภาวะวิกฤตมีทั้งปัญหาด้านการตลาด
การผลิต การเงิน และการจัดการ แต่ความรุนแรงของปัญหาแตกต่างกันออกไปตามประเภทของธุรกิจ
สำหรับปัญหาด้านการตลาด 3 อันดับแรกที่เอสเอ็มอีไทยคิดว่าเป็นปัญหารุนแรงที่สุดคือ
การเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศ รองลงมาคือคำสั่งซื้อ
หรือจำนวนลูกค้าที่ลดลง และจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น ปัญหาด้านการตลาดทั้งสามนี้พบว่า
มีความรุนแรงสูงสุดในกลุ่มเอสเอ็มอีค้าปลีกค้าส่ง รองลงมาคือกลุ่มการผลิตและกลุ่มบริการตามลำดับ
ทั้งนี้เพราะธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีการเปลี่ยนแปลง และเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่จากต่างประเทศอย่างหนักหนาสาหัสมาก
นับตั้งแต่วิกฤตปี 40 เป็นต้นมา
ปัญหาด้านการผลิตที่เอสเอ็มอีไทยถือเป็นปัญหาสำคัญ
2 อันดับแรกคือปัญหาวัตถุดิบ เช่น วัตถุดิบแพง ขาดตลาด ไม่มีคุณภาพ
อันดับรองคือปัญหากระบวนการผลิต เช่น กำลังการผลิตที่มากหรือน้อยเกินไป
ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต เทคโนโลยี่การผลิต และความเชี่ยวชาญของแรงงานผลิต
สำหรับปัญหาด้านการเงิน เอสเอ็มอีทุกกลุ่มให้น้ำหนักกับปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนเหนือกว่าปัญหาด้านหนี้สูญ
และปัญหาการบริหารการเงินของกิจการเอง ส่วนปัญหาด้านการจัดการ
ซึ่งส่วนใหญ่หนักไปทางด้านปัญหาคน เป็นปัญหาสำหรับกิจการผลิตในระดับที่รุนแรงกว่ากิจการค้าปลีกค้าส่ง
และบริการ อาจเป็นได้ว่ากิจการผลิตส่วนใหญ่มีจำนวนแรงงาน
และต้องการระดับทักษะของแรงงานมากกว่าเมื่อเทียบกับกิจการอีกสองกลุ่ม
ด้านกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อรับกับปัญหาต่างๆ
ข้างต้น ในด้านการตลาด กลยุทธ์หลักที่ใช้คือการปรับปรุงส่วนประสมทางการตลาดเป็นต้นว่า
ปรับคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้น ปรับราคาลง เพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ
และจัดกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดมากขึ้น กลยุทธ์ที่ใช้รองลงมาคือการขยายตลาดหาลูกค้าเพิ่ม
ผลการวิจัยชี้ชัดว่าเอสเอ็มอีในภาคการผลิตประสบความสำเร็จ
ในการใช้กลยุทธ์เพื่อการปรับตัวด้านการตลาดได้เหนือกว่ากิจการ
ในภาคค้าปลีกค้าส่ง และภาคบริการ อาจเป็นเพราะธุรกิจการผลิตโดยเฉพาะที่ผลิต
เพื่อการส่งออกสามารถหาตลาดได้เพิ่มขึ้น เป็นผลจากราคาสินค้าถูกลงจากการลดค่าเงินบาท
|
การปรับตัวทางด้านการผลิตส่วนใหญ่เป็นการปรับกระบวนการผลิตภายใน
เป็นต้นว่าการเปลี่ยนวิธีการผลิต การปรับปรุงคุณภาพเครื่องจักร
การลดสินค้าคงคลัง ฯลฯ สำหรับในธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีลักษณะการปรับตัวที่น่าสนใจคือการแสวงหาพันธมิตรทางการค้า
เพื่อการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ |
 |
ของกิจการ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่แตกต่างไปจากธุรกิจประเภทอื่น
การปรับตัวทางการเงินส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวในลักษณะการจัดหาแหล่งเงินทุน
ทั้งในระบบ และนอกระบบ พร้อมกันนั้นคือการเจรจาต่อรองทางการเงินทั้งกับสถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้า
รวมถึงการเร่งเวลาชำระเงินของลูกหนี้ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งธุรกิจการผลิตมีความสำเร็จในการปรับตัวทางการเงินได้ดีกว่าธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง
และบริการ
สำหรับการปรับตัวทางการจัดการประกอบด้วยการปรับลดจำนวนพนักงาน
และการปรับปรุงวิธีการจัดการภายใน ธุรกิจการผลิตประสบความสำเร็จในการปรับตัวสูงสุด
รองลงมาคือธุรกิจบริการ และค้าปลีกค้าส่ง ส่วนการปรับตัวทางด้านเทคโนโลยี่ทั้งเทคโนโลยี่เพื่อการแข่งขันและเทคโนโลยี่เพื่อการจัดการภายใน
พบว่าธุรกิจบริการประสบความสำเร็จสูงสุด รองลงมาคือธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง
ส่วนธุรกิจการผลิตรั้งท้ายในการปรับตัวด้านนี้ |
หากพิจารณาเจาะลึกลงตามประเภทธุรกิจพบว่าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดลงมากที่สุดคือ
ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจที่มีปัญหาขาดแหล่งเงินทุนมากที่สุดคือธุรกิจเซรามิคและเครื่องปั้นดินเผา
ธุรกิจที่ประสบปัญหาหนี้สูญสูงสุดคือธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจที่ประสบปัญหาด้านการจัดการสูงสุดคือธุรกิจเซรามิคและเครื่องปั้นดินเผา
ผลการวิจัยชี้ว่าเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหาที่ประสบเป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่
เช่นปัญหาลูกค้าลดลง คู่แข่งขันเพิ่มขึ้น ปัญหาสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้
วัตถุดิบมีปัญหา ฯลฯ มากกว่าจะมองว่าเป็นปัญหาจากภายใน เช่น คุณภาพสินค้าไม่ดี
การผลิตไม่มีประสิทธิภาพ การบริหารการเงินไม่ดี ฯลฯ ด้วยเหตุนี้อาจทำให้เอสเอ็มอีไทยขาดการพัฒนาตนเอง
และนำไปสู่การปรับตัวที่เชื่องช้าอย่างน่าเป็นห่วง นอกจากนั้นปัญหาที่เอสเอ็มอีเผชิญอยู่มีความหนักเบาแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ
จึงน่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีมาตรการที่แตกต่างกันในการสนับสนุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้วย
ปัญหาและการปรับตัวของเอสเอ็มอี หลังวิกฤตที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้
ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง เก็บเอาไว้เล่าต่อคราวหน้าก็แล้วกัน
|
|
|