|
| |
การทุ่มเทของพ่อแม่นี่แหละทำให้มูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวของเด็กสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน
ดังนั้นมูลค่าตลาดจึงมากขึ้นแม้ว่าจำนวนเด็กจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
|
|
| |
- จำได้ว่าเมื่อเริ่มสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว
เวลาถามนักศึกษาในชั้นว่ามีพี่น้องกันคนละกี่คน ค่าเฉลี่ยที่ได้คือ
4-5 คน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนร่วมสมัยกับผู้เขียนจะอยู่ที่ 6-7
คน แต่เดียวนี้ถามทีไรคำตอบที่ได้คือ 1-3 คนซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำนวนเด็กในบ้านเราลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติก็บอกว่าอัตราการเพิ่มของประชากรในบ้านเราเกิน
1% ไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง
- สาเหตุก็คงมีหลายประการ เป็นต้นว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง เดี่ยวนี้มีลูกคนหนึ่งจนไปสิบปี
คนก็เลยขยาดไม่อยากมีลูกมากๆ โดยเฉพาะคนที่มีการศึกษาสูงๆ เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง
อีกประการหนึ่งคือหนุ่มสาวสมัยนี้แต่งงานช้าลงทั้งหญิงทั้งชาย ฝ่ายชายแต่งงานที่อายุเฉลี่ย
27 ปี ขณะที่ผู้หญิงแต่งงานที่อายุเฉลี่ย 24 ปีและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
จำนวนเด็กเกิดใหม่ก็เลยลดลง นอกจากนั้นการรณรงค์เรื่องการคุมกำเนิดในบ้านเราก็ได้ผลเป็นอย่างดีด้วย
ส่งผลให้จำนวนเด็กลดลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่ใช่เฉพาะเมืองใหญ่ๆ
เท่านั้น หลายๆ จังหวัดเดี๋ยวนี้เกิดเหตุการณ์ที่โรงเรียนบางแห่งมีเด็กไม่พอที่จะสอน
ต้องยุบสองโรงเรียนรวมกันถึงจะเปิดสอนได้ แปลว่าภาวะเด็กเกิดน้อยลามไปทั่วประเทศแล้ว
- ถึงจะมีจำนวนเด็กลดลง ซึ่งหมายถึงตลาดสินค้าเด็กมีขนาดเล็กลง
แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดนี้จะขาดความน่าสนใจ กลับเป็นตลาดที่ต้องจับตามองอย่างมากด้วยซ้ำไป
เนื่องจากพ่อแม่ที่มีลูกน้อยลงก็จะประคบประหงมลูกมากขึ้น ไม่ว่าลูกจะเอาอะไรเป็นต้องสรรหามาให้
หรือการมีลูกคนเดียวก็พร้อมจะทุ่มเทหรือพยายามปั้นให้ลูกเป็นอย่างใจ
โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกเมื่ออายุมาก เพราะแต่งงานช้าก็มักจะเกิดอาการหลงลูกเป็นพิเศษ
การทุ่มเทของพ่อแม่นี่แหละทำให้มูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวของเด็กสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน
ดังนั้นมูลค่าตลาดจึงมากขึ้นแม้ว่าจำนวนเด็กจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
- สินค้าของเด็กหลายอย่างเดี๋ยวนี้ราคาแพงกว่าของผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป
ไม่เชื่อลองไปเดินดูแผนกเสื้อผ้าเด็กตามห้างสรรพสินค้า เสื้อผ้าเด็กมียี่ห้อตัวหนึ่งแพงกว่าเสื้อผ้าผู้ใหญ่อย่างน่าตกใจ
แต่ถึงราคาขนาดนั้นก็ยังขายได้ พ่อแม่ยอมทุ่มทุน เพราะมีลูกแค่คนเดียว
ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีลูกหลายๆ คนจะซื้อเสื้อทีก็ต้องเผื่อโตและเผื่อให้ลูกคนรองๆ
ใส่ด้วย แต่เดี๋ยวนี้เสื้อผ้าเด็กขายกันที่ดีไซน์ ประเภทใส่แล้วดูเป็นเด็กมีสกุลไม่ใช่เด็กแบบบ้านๆ
- ลองมาดูกันว่าในยุคที่ตลาดเด็กเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงไม่แพ้ตลาดผู้ใหญ่จะมีโอกาสสำหรับสินค้าอะไรบ้าง
- เกมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคแบบพกพา ที่จริงจะเรียกว่าตลาดของเล่นก็ย่อมได้
เพียงแต่ว่าของเล่นในยุคปัจจุบันพัฒนาไปไกลมาก ไม่ใช่ของเล่นกระป๋องกระแป๋งอย่างสมัยก่อนซึ่งนับวันจะหมดไป
เดี๋ยวนี้ของเล่นเด็กมาในรูปแบบที่ผนวกความรู้และความบันเทิงเข้าด้วยกัน
เพื่อเอาใจทั้งพ่อแม่และลูก เดี๋ยวนี้เด็ก 7-8 ขวบฟังเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพี
3 กันแล้ว และถ้าจะให้เท่ก็ต้องเป็นไอพ็อด (iPod) ของแอปเปิ้ล ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่รังเกียจที่จะลงทุนซื้อเพราะต้องการให้เด็กไฮเทค
จะได้ตามใครๆ ทัน นอกจากนั้นซอฟต์แวร์เกมประเภทต่างๆ จะเป็นสินค้าที่ตลาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เพราะของเล่นของเด็กยุคนี้คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทุกบ้านต้องมีเหมือนเป็นของสามัญประจำบ้าน
สำหรับเด็กที่เล็กลงมาโอกาสก็ยังเปิดกว้างสำหรับของเล่นประเภทที่สร้างพัฒนาการให้เด็ก
และควรจะมีลักษณะที่ปลอดสารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กด้วย
- บริการพัฒนาศักยภาพเด็ก มีรูปแบบที่หลากหลายมาก และครอบคลุมทุกช่วงอายุของเด็ก
ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนเด็กโต ตั้งแต่เพื่อสันทนาการไปจนถึงเพื่อพัฒนาการ
เดี๋ยวนี้วันหยุดจะเห็นเด็กไปอยู่ตามสถาบันเหล่านี้เต็มไปหมดโดยมีพ่อแม่ไปนั่งรอ
เช่นโรงเรียนสอนดนตรี สอนเต้นรำ นาฏศิลป์ โรงเรียนเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก
โรงเรียนสอนภาษาและคณิตศาสตร์ โรงเรียนสอนกีฬา เช่น กอล์ฟ เทนนิส
ว่ายน้ำ ฯลฯ ใครคิดวิธีการใหม่ๆ เพื่อสร้างพัฒนาการด้านที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในตลาดรับรองว่าโกยเงินไม่รู้เรื่อง
- สินค้าและบริการเกี่ยวกับสุขภาพเด็ก เมื่อมีลูกน้อยคน พ่อแม่ก็เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ
แผนกเด็กของทุกโรงพยาบาลจึงขยายตัวมากขึ้นทุกที แถมบริการยังขยายไปถึงตัวพ่อแม่ด้วย
โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้มีหลักสูตรการอบรมประเภท เตรียมตัวเป็นพ่อแม่คนใหม่
วิธีป้องกันอาการก้าวร้าวของลูก เลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ ฯลฯ
จัดเมื่อไรก็ได้เงินพ่อแม่เมื่อนั้น นี่ยังไม่รวมเรื่องยา และอาหารเสริมสุขภาพกายและสมองสำหรับเด็กทั้งเด็กเล็กเด็กโตที่จะเห็นเปิดตัวกันออกมามากขึ้นทุกที
- สื่อความรู้สำหรับเด็ก ไมต้องแปลกใจเลยถ้าต่อไปนี้จะเห็นร้านที่ขายแต่หนังสือเด็กและสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กโดยจัดออกเป็นแผนกๆ
ตามอายุของเด็กอย่างที่เห็นดาษดื่นในเมืองนอก รูปลักษณ์และเนื้อหาของหนังสือเด็กก็จะเปลี่ยนไปด้วยตามพัฒนาการของเด็กปัจจุบันที่เร็วขึ้นด้วย
ตัวอย่างหนึ่งของเนื้อหาหนังสือเด็กที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อนคือหนังสือในชุดแฮรี่
พ็อตเตอร์ ที่จุดประกายให้เด็กๆ หันมาอ่านหนังสือมากขึ้น และเป็นหนังสือแนวใหม่ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งคาบเกี่ยวกับหนังสือผู้ใหญ่ด้วย
- แค่สินค้าและบริการ 4 ประเภทที่ยกตัวอย่างมาก็คงพอทำให้เห็นว่าตลาดเด็กนั้นไม่ใช่เด็กๆ
แต่เด็ดดวงด้วยมูลค่าที่ไม่สนใจไม่ได้แล้ว
- อย่างไรก็ตาม ถ้าจะทำสินค้าและบริการเพื่อเจาะตลาดเด็ก
ก็ควรเข้าใจพฤติกรรมของเด็กที่เปลี่ยนไปด้วยว่า เด็กเดี๋ยวนี้โตเร็วขึ้น
เป็นหนุ่มเป็นสาวกันเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากการพัฒนาทางสรีระ
เนื่องจากตัวพ่อแม่สมัยใหม่เองมีโภชนาการที่ดีและดูแลลูกเป็นอย่างดี
ส่งผลให้เด็กๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว อีกอย่างหนึ่งคือการที่สื่อสารมวลชนเข้าถึงทุกครอบครัว
เด็กๆ มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น มีความคิดอ่านและการบริโภคที่ทันสมัยผิดไปจากเด็กยุคก่อน
ทำให้เด็กเริ่มมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มาซึ่งพ่อแม่มักจะกุมอำนาจในการตัดสินใจ
- เดี๋ยวนี้จะสังเกตเห็นว่าเด็กๆ ในวัย 8-12 ขวบที่รู้จักกันว่าเป็นวัย
ทวีน (Tween) เริ่มจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเองมากขึ้น มีเทรนแฟชั่นใหม่ๆ
ประเภทที่ทำให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่อกสั่นขวัญแขวนกันมากยิ่งขึ้น
อย่างเด็กผู้หญิงยุคนี้เห็นการใส่เสื้อผ้าโชว์สะดือหรือรัดสัดส่วนอย่างที่เห็นกันในมิวสิควิดีโอเป็นเรื่องปกติ
ในขณะที่เด็กผู้ชายก็จะสนใจข้าวของและเครื่องเล่นประเภทไฮเทคมากขึ้นอย่างที่พ่อแม่ในรุ่นก่อนต้องอ้าปากค้างในความทันสมัยของเด็กๆ
และต้องยอมรับกับมัน ไม่อย่างนั้นจะถูกลูกๆ หาว่าพ่อแม่เป็นพวก เอ้าท์
- นับวันพลังของการตัดสินใจจะเริ่มเคลื่อนย้ายจากพ่อแม่ไปอยู่ที่เด็กๆ
มากขึ้น หากเด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กแบเบาะหรือเด็กที่ยังพูดไม่ได้ คนที่ทำมาหากินกับตลาดนี้จึงต้องติดตามเทรนนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ถูกว่าจะสื่อสารกับใคร
กับเด็กหรือกับพ่อแม่ ในสินค้าประเภทไหน ใช้สื่อโฆษณาอย่างไร สื่อสารด้วยภาษาไหนจึงจะจับหัวใจเด็กยุคใหม่ได้
ต้องเข้าใจเสียใหม่ว่าเด็กยุคใหม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและเสียงดังมากขึ้นทุกที
- อยากทำเงินจากการขายของให้เด็กก็ต้องสวมหัวใจเด็ก
เข้าใจเด็ก คิดอย่างเด็ก และต้องทำตัวเป็นเด็กๆ ได้ด้วย เชื่อเถอะว่าตลาดนี้ตลาดเด็ด
ปล่อยให้หลุดมือไปได้เสียเมื่อไหร่
-
-
|
|
|