|
| |
ความคิดที่ไม่เข้าท่าแบบนี้ย่อมเกิดจากความคิดที่ไม่ตกผลึก
ไม่หาข้อมูล ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูกค้าหรือผู้บริโภค เพราะอยากจะหาเสียงก็เลยทำแบบมั่วๆ
ไม่คิดหน้าหลัง คิดว่าทำให้ดังๆ เอาไว้ก่อนเป็นอันดี ที่สุดก็เลยได้ไม่คุ้มเสีย |
|
| |
ขับรถขึ้นทางด่วนเช้าวันหนึ่งเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว
พบว่ามีมหกรรมเกิดขึ้นเป็นที่โกลาหล มีคนซึ่งก็คือพนักงานทางด่วนยืนถือโทรโข่งประกาศให้ผู้ใช้บริการซื้อคูปองทางด่วนเพื่อเอาคูปองไปให้กับเจ้าหน้าที่ที่นั่งเก็บอยู่ในตู้ที่ด่าน
ผู้ที่ยืนขายคูปองอยู่เป็นแถวๆ ก็คือบรรดาเด็กนักเรียนที่ไม่รู้ว่าไปเกณฑ์มาจากไหน
วันนั้นดูเหมือนจะเป็นวันแรกเลยดูอะไรต่ออะไรขลุกขลักไปหมด ท่าทางดูเหมือนจะมีพิธีเปิดมหกรรมการขายอย่างเป็นทางการโดยผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย
เด็กๆ ที่มายืนขายก็ดูตระหนกตื่นชอบกล อาจจะกลัวรถที่วิ่งไปมาชนเอาก็ได้
ส่วนใหญ่ก็เก้ๆ กังๆ ไม่แพ้บรรดาผู้ใช้ทางด่วนที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เช้าวันนั้นรถราก็เลยติดยิ่งไปกว่าเคยเสียอีก
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เสนาบดีคนหนึ่งเห็นว่าการที่รถที่ขึ้นทางด่วนส่วนใหญ่ต้องจอดที่หน้าด่านเพื่อจ่ายเงินทำให้เกิดการทอนเงินกัน
มีทั้งแบ็งค์ร้อย แบ๊งค์พัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดรถติดที่หน้าด่านและพันพัวไปถึงไหนๆด้วย
โดยเฉพาะเวลาที่การจราจรหนาแน่นอย่างตอนเช้าและตอนเย็น เสนาบดีที่ว่านี้ได้รับมอบหมายจากนายกฯ
ให้ดูแลเรื่องการจราจรในเมืองกรุง แกก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะให้ทุกคนใช้คูปองทางด่วนเสียเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทอนเงินกันให้ชักช้าที่หน้าด่าน
คิดได้ดังนั้นแกก็เลยเกณฑ์เด็กๆ มายืนขายคูปองกันก่อนถึงหน้าด่าน รถทั้งหลายก็จะชะลอจอดเพื่อซื้อคูปองจากเด็ก
จ่ายเงินทอนเงินกับเด็กแล้วจึงขับรถเอาคูปองนั้นไปส่งให้พนักงานเก็บคูปองที่นั่งอยู่ในตู้อีกที
ใครอยากซื้อคูปองเป็นเล่มก็ซื้อได้จากเด็กที่ขายนั่นแหละ ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อจากพนักงานในตู้เหมือนอย่างเคย
(แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ซื้อกันคนละใบแล้วขับไปจอดส่งให้พนักงานที่ตู้)
เสนาบดีบอกว่าที่คิดวิธีการนี้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวคือจะช่วยบรรเทาปัญหารถติดที่หน้าด่านและยังช่วยให้เด็กๆ
เยาวชนมีรายได้อีกด้วย
ที่เล่ามายืดยาวทั้งที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เคยเห็นมาแล้ว ก็เพื่อที่จะชวนกันคิดว่าวิธีการนี้มันจะแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างไรกัน
เพราะคนขับรถต้องหยุดรถเป็นสองขยัก แถมบางคนที่ไม่อยากจอดเขาก็เลยไปถึงตู้แล้วจ่ายเงิน-ทอนเงินเหมือนที่เคยทำมาก่อน
เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แถมการชะลอรถสองหนยิ่งทำให้รถติดหนักเข้าไปใหญ่และที่หวาดเสียวด้วยก็คือกลัวเด็กๆ
ทั้งหลายจะโดนรถชนเอา เข้าใจว่าวิธีการนี้คงเจตนาที่จะให้คนขับรถซื้อคูปองได้ง่ายๆ
และกระตุ้นให้ซื้อเป็นเล่มไว้ใช้ครั้งต่อๆ ไปเพื่อลดการใช้เงินสด แต่ที่ต้องเข้าใจคือคนส่วนใหญ่เขาไม่อยากจะซื้อคูปองเป็นเล่มๆ
เพราะเล่มหนึ่งนั้นก็หลายเงินอยู่ เพราะฉะนั้นที่ทำอยู่นั้นก็ไม่อาจจะแก้จะแก้ปัญหาจราจรหรือทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน
สรุปว่าเป็นเรื่องบื้อๆ อีกเรื่องหนึ่งของเสนาบดีไทย เห็นขายคูปองกันอยู่
1-2 วันแล้วหายไปนึกว่าคงเลิกโครงการไปแล้ว แต่เมื่อวานขับไปแถวทางด่วนพระรามเก้าเห็นกลับมาอีกแล้ว
หรือจะเป็นเพราะช่วงโรงเรียนปิดเทอม เลยจะช่วยเด็กหาลำไพ่ก็ไม่รู้ได้
ที่จริงต้องยอมรับว่าการทอนเงินที่หน้าด่านนั้นเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รถติด
ถ้าจะแก้ปัญหาให้ชะงัดคือต้องให้ทุกคนใช้คูปองจะได้เลิกทอนเงิน ใครไม่มีคูปองก็ปรับกันไปเลยให้เข็ด
เป็นมาตรการบังคับกัน เพราะบางเรื่องถ้าไม่บังคับคนไทยเราก็ไม่ค่อยจะทำกัน
แต่เมื่อบังคับแล้วก็ต้องพยายามทำให้คนสามารถซื้อหาคูปองกันได้ง่ายที่สุด
ไม่ใช่จะซื้อทีก็ต้องถ่อไปซื้อที่ตู้เก็บเงินโน่น อาจจะให้ซื้อตามร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย
หรือเป็นบัตรเติมเงินเติมกับตู้เอทีเอ็มก็ยังได้ พอขึ้นไปแล้วคนขับก็เอาบัตรออกมาให้เครื่องอ่านแล้วตัดเงินออกจากบัตร
อย่างนี้ก็ไม่ต้องขนเด็กขึ้นไปบนทางด่วนให้รถติดและเป็นอันตรายกับเด็กอีกต่างหาก
หากทำได้อย่างนี้ก็จะแก้ปัญหารถติดได้ และที่จะอนุโมทนาด้วยอีกอย่างก็คือจะได้เลิกใช้พนักงานไปนั่งประจำตู้เสียที
เพราะงานเก็บเงินค่าทางด่วนนี่น่าจะเป็นงานที่น่าเบื่อที่สุดในโลก
ยิ่งทำก็ยิ่งทำให้คนสมองตีบตันลงไปทุกทีเพราะไม่ได้ใช้สมองหรือไม่ได้สมาคมกับผู้คนเลย
เป็นงานที่ทำร้ายคนมากกว่าส่งเสริมคน ควรที่จะเลิกๆ ไปได้แล้ว
ไม่ว่าจะอย่างไรมาตรการที่ว่านี้เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ล้มเหลว ไม่รู้คิดมาได้ไง
แก้ปัญหาไม่ได้ไม่พอ ยังเป็นการเพิ่มปัญหารถติดให้แถวยาวมากขึ้นด้วย
เรียกได้ว่าเป็นการคิดแบบบื้อๆ โดยแท้
ความคิดบื้อๆ ไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียว
และไม่ใช่เสนาบดีประเทศนี้เท่านั้นที่คิดอะไรแบบบื้อๆ บ่อยไปที่ผู้ประกอบการบ้านเราก็คิดอะไรที่มันไม่ค่อยจะเข้าท่า
อย่างเมื่อวันก่อนดูโฆษณาทางทีวีของท่อเหล็กยี่ห้อหนึ่ง มีผู้ชายผู้หญิงสามีภรรยาไปเลือกท่อที่ร้านขายเหล็ก
ผู้ชายบอกว่าไม่รู้จะเลือกอย่างไร ตัวภรรยาบอกว่าจะเลือกให้เอง ว่าแล้วก็ดึงท่อเหล็กออกมาทำท่ายักย้ายส่ายสะโพกเอาตัวเข้าถูกับท่อประกอบเพลงที่คุ้นหู
เหมือนโชว์ลามกที่เห็นตามคลับชั้นต่ำ ปรากฏว่าเนื้อตัวก็เลอะเปื้อนสนิมเต็มไปหมด
ก่อนที่จะมีอาเฮียคนหนึ่งออกมาบอกว่าควรเลือกใช้ท่อเหล็กเคลือบสีฟ้าจะได้ไม่เป็นสนิม
โฆษณาแบบนี้ดูกี่ทีก็ไม่รื่นรมย์แม้จะพยายามทำให้ดูตลกก็ตาม และออกจะเป็นโฆษณาที่ดูหมิ่นภูมิปัญญาของคนดูด้วย
ที่อยากจะถามคือใครเป็นลูกค้าเป้าหมายของเหล็กพรรค์นี้ ถ้าเป็นช่าง
ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้านก็อาจจะตีความได้ว่าเจ้าของสินค้ากำลังมองว่ากลุ่มลูกค้าพวกนี้เป็นพวกลามกกันไปหมดแล้ว
ถึงได้ทำโฆษณาแนวนี้ออกมา งานนี้จะบอกว่าบริษัทโฆษณาที่นำเสนอเป็นพวกคิดแบบบื้อๆ
ก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว ต้องบอกว่าเจ้าของสินค้าที่อนุมัติงานชิ้นนี้นั่นแหละที่บื้อที่สุด
เมื่อปีสองปีก่อนก็มีโฆษณาก๊อกน้ำยี่ห้อหนึ่งออกมา เอานางแบบออกมาโป๊ทำท่ายั่วยวนเคี้ยวก๊อกน้ำยี่ห้ออื่นที่เป็นสนิม
เพื่อจะบอกว่ายี่ห้อของตัวเองไม่เป็นสนิม แถมเร็วๆ นี้ยังไปเจอป้ายผ้าโฆษณาติดตามหน้าร้านขายฮาร์ดแวร์
เป็นภาพวาบหวิวอีกเหมือนเดิม มีข้อความเขียนไว้ชวนให้ตีไปได้สองแง่สองง่ามว่าก๊อกน้ำนี้สามารถ
ควบคุมการหลั่งได้ ที่น่าสังเกตคือสินค้าประเภทฮาร์ดแวร์ดูจงใจจะเล่นกับเรื่องที่ล่อแหลมทำนองนี้
จนทำให้คิดไปว่าหรือลูกค้าสินค้าฮาร์ดแวร์จะกลายเป็นพวกฝักใฝ่ในเรื่องแบบนี้อย่างขึ้นสมองเลยต้องพยายามเล่นกับเรื่องทางเพศอยู่ตลอดเวลา
นับเป็นความคิดที่ตื้นและบื้อของเจ้าของสินค้าพอๆ กับคนทำโฆษณา
ความคิดที่ไม่เข้าท่าแบบนี้ย่อมเกิดจากความคิดที่ไม่ตกผลึก
ไม่หาข้อมูล ไม่เข้าใจธรรมชาติของลูกค้าหรือผู้บริโภค เพราะอยากจะหาเสียงก็เลยทำแบบมั่วๆ
ไม่คิดหน้าหลัง คิดว่าทำให้ดังๆ เอาไว้ก่อนเป็นอันดี ที่สุดก็เลยได้ไม่คุ้มเสีย
ไม่อาจจะแก้ปัญหาอะไรได้ทั้งสิ้น หรือไม่ก็พยายามจะสร้างแต่อิมแพ็คให้คนจำโฆษณาได้เป็นพอ
ไม่คำนึงถึงว่าคนจะมองสินค้าในภาพลักษณ์หรือด้วยความรู้สึกอย่างไร
การทำมาหากินหรืองานการตลาดที่มุ่งแต่จะเอาเร็วๆ
ดังๆ โดยไม่สนใจผลได้ผลเสียในระยะยาวนั้นเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง
อย่าลืมว่าลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ฉลาดขึ้นและเก่งขึ้นจนไม่ยอมที่จะถูกหลอกหรือให้ดูหมิ่นดูแคลนกันได้ง่ายๆ
อีกต่อไป
ไม่งั้นจะไปชุมนุมกันเต็มสนามหลวงอย่างนั้นหรือ
-----------------------------------------------------------
|
|
|