|
|
|
เรียนรู้อะไรจากเรื่องชิน
คอร์ป |
วิทยา ด่านธำรงกูล |
| |
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ |
witaya@yahoo.com |
| |
เป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างที่เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดก็มีแต่จะถดถอย
กิจการก็เช่นเดียวกันช่วงที่อยู่จุดสูงสุดเป็นช่วงที่มูลค่าของกิจการสูงสุด
เนื้อหอมที่สุด ใครๆ อยากจะได้เป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการขายกิจการหรือหาคนอื่นเข้ามาครอบงำกิจการ |
|
| |
เรื่องชิน คอร์ป โด่งดังซะขนาดนั้น ไม่พูดบ้างเห็นจะตกกระแส
ถึงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรกับเขา ได้แต่เห็นทุ่มเถียงกันไปมา บ้างก็ว่าเป็นรายการซุกหุ้นภาค
2 บ้างก็ว่าถึงจะถูกกฏหมายแต่ว่าไม่ถูกต้อง บ้างว่าถ้าไม่ใช่นายกฯ
ก็คงไม่มีใครขุดคุ้ย มีแม้แต่ที่ว่าควรจะเอาภาษีที่เลี่ยงมาแจกจ่ายให้เป็นสาธารณะกุศล
ต่างคนต่างว่ากันไป
แต่ที่แน่ๆ การขายหุ้นครั้งนี้มีหลายเรื่องที่ชวนให้คิดในเรื่องของการทำธุรกิจยุคใหม่
บางเรื่องบอกให้รู้ว่าที่เคยคิดแบบเดิมๆ ต้องคิดกันใหม่ ที่คิดชั้นเดียวต้องคิดหลายๆ
ชั้น และบางเรื่องบอกว่าถ้าคิดไม่เท่าทันก็ถูกหลอกถูกต้มเอาง่ายๆ
อย่างแรกที่อาจจะตั้งคำถามคือ ธุรกิจเครือชิน คอร์ป ทั้งโทรศัพท์มือถือ
ดาวเทียม อินเทอร์ เน็ต ทีวี สายการบิน บริการเงินกู้ และอีกสารพัดอย่างนั้นต่างก็ทำกำไรให้บริษัทมหาศาล
กิจการก็มีอนาคตและต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้อย่างสมประโยชน์ เหตุใดจึงคิดจะขายเล่า
มิสู้เก็บกำไรกินไปเรื่อยๆ ก็เห็นจะได้อีกมากโข คำตอบคือการทำธุรกิจสมัยนี้เรื่องการขายกิจการเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ฝรั่งนั้นขายกิจการกันเป็นกิจวัตรและถือการขายหรือการครอบงำกิจการเป็นเรื่องธรรมดามาก
ผิดกับคนไทยเราที่ทำอะไรแล้วก็ผูกพัน เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ โดยเฉพาะหากกิจการนั้นตกทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย
ต้องทนทำกัน จะขายก็กลัวญาติพี่น้องก่นด่าหรือบรรพบุรุษสาปแช่ง บางครั้งแม้ธุรกิจที่ทำจะตกอยู่ในภาวะถดถอยด้วยเหตุที่สภาพตลาดเปลี่ยนไปแล้ว
แต่ก็ต้องทู่ซี้ทำไป ที่สุดเลยเป็นภาระเหมือนเด็กที่เลี้ยงไม่โตสักที
เดี๋ยวนี้นักธุรกิจไทยหันมาคิดแบบฝรั่ง คือโอกาสขายกิจการมาถึงเมื่อไรก็ตัดใจได้หากได้รับข้อเสนอที่ดี
และไม่มีเวลาไหนที่จะดีสำหรับการขายกิจการเท่ากับเวลาที่กิจการนั้นรุ่งเรืองสุดขีด
เพราะเป็นธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างที่เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดก็มีแต่จะถดถอย
กิจการก็เช่นเดียวกันช่วงที่อยู่จุดสูงสุดเป็นช่วงที่มูลค่าของกิจการสูงสุด
เนื้อหอมที่สุด ใครๆ อยากจะได้เป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นจะเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการขายกิจการหรือหาคนอื่นเข้ามาครอบงำกิจการ
บางคนรอจนกระทั่งกิจการแย่แล้วถึงจะขายกิจการหรือหาผู้ร่วมทุน แต่เวลานั้นคือเวลาที่หาคนซื้อกิจการยากที่สุด
และขายได้ในมูลค่าต่ำที่สุด เพราะฉะนั้นที่เคยคิดกันว่าเมื่อธุรกิจรุ่งเรืองต้องหวงแหนเอาไว้เป็นจงอางหวงไข่ก็เปลี่ยนไปเป็นว่าเมื่อไรที่ธุรกิจรุ่งเรืองให้รีบขายกิจการนั้นเสียโดยเร็วแล้วไปเริ่มต้นกิจการอื่นต่อไป
ด้วยความอยากรู้ว่า Rotiboy จะอร่อยสักขนาดไหน คุณภรรยาเลยอาสาไปเข้าคิวรอให้
ซื้อมา 3 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท กัดไปคำแรก็รู้สึกว่าเป็นแป้งนุ่มๆ รสชาติหวานๆ
และมีกลิ่นกาแฟ เนื่องจากครีมเหลวๆ ที่โรยหน้าขนมนั่นคือคาราเมลผสมกาแฟนั่นเอง
พอเอาไปอบแล้วครีมก็ละลายเป็นเนื้อเดียวกับขนม กัดเข้าไปถึงข้างในจะเจอมาการีนรสชาติเค็มๆ
มันๆ ลองนึกรสชาติของโรตีแขกบ้านเราแต่เป็นแป้งที่นุ่มนวลกว่าก็คงจะได้
เด็กๆ กินแล้วคงจะชอบใจ แต่เราสองคนกินแล้วก็หันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่อยากจะอุทานออกมาพร้อมกันว่า
กิจการที่เข้าข่ายอย่างนี้ในความเห็นของผู้เขียนคือกิจการของโออิชิ
ที่ได้เฝ้าจับตามานานก่อนที่จะโด่งดังอย่างทุกวันนี้ เพราะโออิชิเติบโตเร็วมากและเป็นธุรกิจที่หากจะลงก็จะลงเร็วมากด้วยเช่นเดียวกัน
เนื่องจากว่าสิ่งเดียวที่เป็นจุดแข็งของโออิชิคือตรายี่ห้อหรือค่าความนิยม
(goodwill) ที่จะสามารถทำให้สินค้าธรรมดาๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรเพิ่มมูลค่าได้จากความนิยมของสาธารณชนที่มีต่อตรายี่ห้อนี้
ในขณะที่รูปแบบกิจการก็ไม่ยากที่จะถูกก๊อปปี้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรที่เมื่อโออิชิเติบโตจนสามารถเข้าตลาดหุ้นได้แล้วผู้บริหารทำกำไรจากมูลค่าหุ้นที่ตัวเองถือได้แล้ว
ก็น่าจะถึงเวลาที่จะขายกิจการไปเสียเพื่อจะทำกำไรอีกรอบ ข่าวขายหุ้นโออิชิหรือการขายหุ้นชิน
คอร์ป จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกหรือเหนือความคาดหมายแต่ประการใด
การขายหุ้นชิน คอร์ปในคราวนี้ยังจะบอกให้รู้ถึงความแยบยลของการทำธุรกิจยุคนี้ว่าใครที่ฉลาดกว่าในการหาช่องว่างช่องโหว่ของกฏหมายได้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาล
อย่างการขายหุ้นที่ไม่ต้องเสียภาษีสักบาทเดียวแถมยังถูกกฏหมายสียด้วย
เชื่อเถิดว่างานนี้กุนซือที่เรียกกันว่านักวางแผนภาษีต้องได้รับเงินค่าจ้างไปหลายร้อยล้านบาท
การขายหุ้นคราวนี้ทำให้ชาวบ้านทั่วไปรู้ว่าอาชีพนักกฏหมายที่แม่นกฏหมายอย่างยิ่งนั้นสามารถจะหันมาเล่นอีกบทบาทหนึ่งในทางตรงกันข้ามคือการหาและใช้ช่องว่างของกฏหมายให้เป็นประโยชน์กับลูกค้าของตัวเอง
แถมวิธีนี้ยังน่าจะได้ค่าตอบแทนงามกว่ามาก ที่น่าเป็นห่วงคือหากคนรุ่นอนาคตเห็นรายได้จากการเป็นนักวางแผนภาษี
หรือที่เรียกอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ปรึกษาในการหลบเลี่ยงภาษีก็อาจจะหันไปเอาดีทางด้านนี้เสียหมด
บ้านเมืองเราจะเกิดศรีธนญชัยอีกมากมายขนาดไหนกันนี่
บทเรียนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับในคราวนี้คือ การตอกย้ำความจริงที่ว่าความลับนั้นไม่มีในโลก
โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารเปิดกว้างอย่างทุกวันนี้ อย่านึกว่าจะปกปิดอะไรได้ตลอดรอดฝั่ง
ไม่ช้าหรือเร็วความลับก็ต้องถูกเปิดเผยออกมาจนได้ไม่ว่าจะเอาหุ้นไปซุกไว้ที่ไหน
จะโอนให้ใคร ราคาเท่าไร นอกจากนั้นงานนี้ยังสอนบทเรียนว่าคนเรานั้นไม่ควรจะพูดจาโกหก
เพราะเมื่อเข้าตาจนแล้วก็ต้องออกมายอมรับอยู่ดี ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวๆ ก็บอกว่าเป็นเรื่องของลูกผมไม่เกี่ยว
พอคนไปถามลูกๆ ก็บอกว่าไม่รู้เรื่องเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ในที่สุดก็ต้องออกมาเผยตัวจนได้
เมื่อนั้นคนก็สิ้นศรัทธาไปแล้วกับการโกหกคำโตและพลอยคิดไปว่าอะไรๆ
ที่พูดๆ มาตั้งแต่อดีตนั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น
บ่อยครั้งที่นักการตลาดถูกกล่าวหาว่าพูดความจริงแต่เพียงบางส่วน และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงข้อบกพร่องของสินค้าและบริการของตัวเอง
ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นข้อกล่าวหาที่ออกจะร้ายแรงมากอยู่แล้ว ขออย่าให้ถึงกับถูกตราหน้าว่านักการตลาดเป็นนักโกหกตัวยงก็แล้วกัน
เพราะฉะนั้นความตระหนักในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social
Responsibility-CSR) ที่มีการรณรงค์กันอย่างคึกคักในเวลานี้จึงน่าจะเป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องสังวรณ์เอาไว้ให้มาก
และหันมาเอาใจใส่อย่างจริงจัง เพื่อให้ภาพของนักการตลาดไม่ใช่เป็นเพียงคนที่พยายามจะขายของหรือกอบโกยกำไรโดยไม่สนใจอะไรใดๆ
ทั้งสิ้น
บทเรียนจากการขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์จะทำให้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมหรือจริยธรรมของนักธุรกิจถอยหลังเข้าคลองไปอีก
ทั้งๆ ที่จะยังไม่เคยเดินหน้าเลยด้วยซ้ำ งานนี้พิสูจน์ว่าแม้แต่ผู้นำก็มีจริยธรรมได้แค่ระดับต่ำ
(Preconventional level) เท่านั้น คือพยายามทำอะไรก็ตามที่ไม่ถูกตราหน้าว่าทำผิดกฏหมาย
แต่จะชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ไม่ต้องสนใจ เป็นความรับผิดชอบเพียงในระดับกฏหมายหรือความพยายามที่จะปกป้องตัวเอง
(Legal/ Defensive responsibility) ก็เท่านั้น ไม่ได้เกินเลยไปสู่ระดับจริยธรรมหรือจิตสำนึก
ที่จะคิดว่าชาวบ้านทั่วไปเขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นที่คาดหวังว่าเรื่อง
CSR จะงอกงามในบ้านเราอย่างรวดเร็วคงจะยากสักหน่อย เพราะผู้นำทำเป็นต้นแบบเสียแล้ว
ปัญหาจริยธรรมกับการทำธุรกิจนั้นคงจะอยู่ในการวิพากษ์วิจารณ์ไปได้อีกหลายยก
เกิดเรื่องคราวนี้ก็ดีอย่าง เพราะเป็นเหมือนการจุดกระแสความตื่นตัวในเรื่องนี้
แต่กระแสจะดับวูบลงไปหรือจะยังคงสว่างไสวก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมที่เป็นผู้บริโภคทั้งหลาย
อย่าให้ใครปรามาสว่าคนไทยลืมง่ายก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นเรื่องจริยธรรมในการทำธุรกิจก็เป็นได้แค่ลมแผ่วเบา
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น....
-----------------------------------------------------------
|
|
|