ข้อความที่เด่นๆ ที่ถูกนำมากล่าวถึง หรือ quoted มากที่สุด คงจะเป็นข้อความที่ว่า "all Men are created equal"
คนทุกคนเกิดมามีสิทธิเท่าเทียมกัน คงจะไม่มีใครมาเขียนต่อว่า "But some Men are more equal than others."
หรอกนะคะ น้องๆ ยังจำ Animal Farm ได้ใช่ไหมคะ คำว่า Men หมายถึงมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง
สวัสดี อาทิตย์ใหม่ค่ะ น้องๆ แฟนคอลัมน์พี่แนท สัปดาห์นี้พี่แนทมี Heavy Duty stuff มาเล่าสู่กันฟังอีกแล้วค่ะ
คราวนี้ขอเล่นของสูงค่ะ นั่นคือ Declaration of Independence ซึ่งถือเป็นเอกสารสัญญาทางกฎหมายซึ่งมีผู้ร่วมลงนามคือ
Congressmen ในสมัยนั้น คนที่พอจะมีชื่อคุ้นหูก็มี John Hancock และ Quincy Adams กับ Thomas Jefferson
ซึ่งเข้าคิวรับตำแหน่งต่อๆ กันมา
การประกาศอิสรภาพจากอังกฤษนี้ อย่างที่เราทราบกันดีว่าทำกันขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี 1776
ซึ่งนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาเป็นเวลา สองร้อยกว่าปีแล้วที่ชาวอเมริกันได้ฉลองวันที่ 4 กรกฎาเป็นวันชาติ มี ขบวนพาเรด
และการกินบาร์บีคิว ซึ่งเป็นประเพณี จะเรียกว่าบาร์บีคิวเป็นอาหารประจำชาติคงไม่ผิดนัก เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ
แล้วอเมริกานับเป็นประเทศที่เกิดใหม่ มันใช้เวลา สามร้อยปีนับจากวันที่ Christopher Columbus ค้นพบทวีปอเมริกา
กว่าที่อเมริกาจะได้รับอิสรภาพ แต่อิสรภาพจากอังกฤษไม่ได้หมายความว่าอิสรภาพของทุกคนในชาติ
ถึงแม้ว่าสัญญาประกาศอิสรภาพจะกล่าวไว้เช่นนั้นก็ตาม
ชวนน้องๆ คุยเสียนาน เรามาอ่านคำกล่าวประกาศอิสรภาพกันดีกว่า
ประโยคที่พี่แนทยกมานี้เป็นประโยคที่สองของประกาศ มันเป็นข้อความที่ถูกยกมากล่าวมากที่สุด และกฎหมายต่างๆ
ที่บัญญัติขึ้นมาภายหลังก็ถือประโยคดังนี้เป็นแนวทาง เรามาดูกันเลยดีกว่านะคะ
In Congress, July 4, 1776. A Declaration by the Representatives of the United States of
                 
         America, in General Congress assembled.
We hold these Truths to be self-evident, that all Men are created equal, that they are
endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty,
and the Pursuit of Happiness- That to secure these Rights, Governments are instituted
among Men, deriving their just Powers from the Consent of the Governed, that whenever
any Form of Government becomes destructive of these Ends, it is the Right of the People to
alter or to abolish it, and to institute new Government, laying its Foundation on such
Principles, and organizing its Powers in such Form, as to them shall seem most likely to effect their Safety and Happiness.
น้องๆ อาจสังเกตเห็นว่าในข้อความนี้มีการใช้ตัวอักษรใหญ่ หรือ capitalization ผิดมากมาย
เช่นใช้ capital letter กลางประโยค ที่จริงแล้วไม่ผิดหรอกค่ะ คำที่เขียนโดยใช้อักษรตัวใหญ่นั้น
เขาเรียกว่าเป็น Key terms ค่ะ ซึ่ง คำเหล่านี้จะมีความหมายจำกัดตามที่ตกลง เหมือนในเอกสารสัญญาทางกฎหมายต่างๆ
เช่นในสัญญาการกู้ยืม เขาจะใช้ "Borrower" และ "Lender" หรือ ผู้ให้กู้ และผู้กู้ เป็นตัวใหญ่ เขามีการตกลงกันไว้ว่า Key terms
เหล่านี้มีความหมายว่าอย่างไร เอาเป็นว่าเขาไม่ได้สะกดผิด หรือกฎการเขียนเปลี่ยนไปหรอกนะคะ
ข้อความที่เด่นๆ ที่ถูกนำมากล่าวถึง หรือ quoted มากที่สุด คงจะเป็นข้อความที่ว่า "all Men are created equal" คนทุกคนเกิดมามีสิทธิเท่าเทียมกัน
คงจะไม่มีใครมาเขียนต่อว่า "But some Men are more equal than others." หรอกนะคะ น้องๆ ยังจำ Animal Farm ได้ใช่ไหมคะ
คำว่า Men หมายถึงมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง
ข้อความที่ฮิตไม่แพ้กันก็คือ "they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty, and the Pursuit of Happiness"
มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็น unalienable Rights เป็นสิทธิที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลง หรือแย่งไปจากเราได้ สิทธิ์เหล่านั้นได้แก่
Life, Liberty, and the Pursuit of Happiness สิทธิที่จะดำเนินชีวิต เสรีภาพ และสิทธิในการหาความสุขให้ตนเอง
นี่แหละค่ะที่ทำให้เกิดปัญหาจากการตีความมากมาย คนเรามีเสรีภาพ แต่อย่างไรก็ตามเสรีภาพของเรามีกรอบว่าไม่ให้ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น
ทุกคนสามารถหาความสุขได้แต่อย่าไปละเมิดคนอื่นแล้วกัน หากเรามีความสุขจากการขโมยของชาวบ้าน
คงจะไปละเมิดความสุขสงบของคนอื่นเขา แล้วคนขโมยจะถูกละเมิดสิทธิการมีชีวิตอยู่เอานะคะ ดังนั้นพี่แนทขอเตือนน้องๆ
นะคะ ส่วนคำว่า Creator ในข้อความข้างต้น คือ พระเจ้าค่ะ เขาเชื่อว่าพระเจ้าของคริสเตียนเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา
ไม่ใช่พ่อแม่นะคะ และพระเจ้าก็ได้ให้สิทธิเหล่านี้แก่พวกเขา เมื่อพระเจ้าเป็นผู้ให้ เราก็ไม่ควรเป็นผู้ละเมิดนะคะ
แล้วเขายังกล่าวต่อว่า บทบาทของรัฐบาล หรือ Government นั้นคือ การยืนยันสิทธิ์ของพวกเขา เป็นผู้ดูแลว่าทุกคนได้รับสิทธิตามที่กล่าว
่รัฐบาลได้รับอำนาจ (Powers) หรือความเห็นชอบจากผู้ถูกปกครอง (the Governed) ดังนั้น หากรัฐบาลเกเรขึ้นมา
คนผู้ถูกปกครองก็สามารถ เปลี่ยนแปลงหรือ ล้มล้างรัฐบาลได้ แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นบนพื้นฐานและหลักการเดิม
ว่ารัฐบาลมีไว้เพื่อประกันสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ริดรอนสิทธิ เพื่อที่จะนำไปสู่ ความปลอดภัยและความสุขของคน
รัฐบาลไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ (Untouchable) เหมือนรัฐบาลของเราหรอกนะคะ อุ้ยตาย! ออกนอกเรื่องอีกแล้ว ขอประทานอภัยค่ะ
จะว่าไปแล้วคนอเมริกันนี่ค่อนข้างจะ obssessed กับคำว่าความสุขเหลือเกิน อย่างนี้นี่เองจึงเกิดแนวคิด consumerism (บริโภคนิยม)
หรือที่ท่าน ส. ศิวลักษณ์ เรียกว่าวัฒนธรรม แดกด่วน ซึ่งชูธงสนับสนุน capitalism หรือ ทุนนิยม
และทำให้คนอเมริกันจงเกลียดจงชังคอมมิวนิสต์นักหนา |