สวัสดีค่ะ น้องๆ ทุกคน ช่วงสิ้นปีนี้คงมีหลายคนต้องสอบ หรือต้องสะสางงานให้เสร็จก่อนศักราชใหม่ หลายคนคงเครียดกับความรับผิดชอบต่างๆ
อยู่ แต่ขอถามหน่อยเถอะค่ะว่า สิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่นี่เพื่ออะไร เราทำสิ่งเหล่านั้นเพราะว่ามีใครคาดหวังให้เราทำอย่างนั้นหรือเปล่า
ที่เราต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างหนัก เป็นเพราะว่าพ่อแม่คาดหวังให้เราได้คะแนนดีหรือเปล่า หรือเจ้านายคอยไล่หลังอยู่
ที่เราต้องใช้เวลาเดินตามห้างสรรพสินค้าเป็นวันๆ เพื่อที่จะหาของขวัญเพื่อน ของกำนัลผู้ใหญ่ มันเป็นเพราะว่าคนทั้งหลายคาดหวังให้เราทำอย่างนั้นหรือไม่
การที่ใช้ชีวิตตามความต้องการของคนอื่นนั้นไม่ดีหรอกค่ะ เราเสียความเป็นตัวของตัวเองไปเปล่าๆ พี่แนทไม่ได้แนะว่าอย่าอ่านหนังสือ
หรืออย่าขยันทำงาน เพียงเพื่อแสดงความเป็นกบฏต่อกฎเกณฑ์หรอกนะคะ เพียงแต่ว่าเราควรอยู่เพื่อตัวเองก่อนที่จะอยู่เพื่อคนอื่น
พี่แนทมีนิทานจะเล่าให้ฟังค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า ชายชรากับหลายชายเดินทางพร้อมกับลา ซึ่งบรรทุกสัมภาระของพวกเขาทั้งสองคน
เดินทางเข้าไปในเมือง สัมภาระของเขาทั้งสองหนักมาก ทำให้ลารับน้ำหนักคนได้อีกเพียงคนเดียว ชายชราจึงให้หลานชายขี่ลา
เมื่อพวกเขาเดินทางผ่านตลาด ชาวบ้านต่างกล่าวหาว่าหลานชายเห็นแก่ตัว ปล่อยให้ชายแก่เดินเท้า ส่วนตัวเองได้นั่งสบายบนหลังลา
เด็กชายจึงลงจากหลังลาแล้วให้ชายชราขี่ลาแทน
พอเดินต่อไปได้อีกหน่อย ผู้ที่พบเห็นพวกเขาต่างครหาอีกว่าชายชราเห็นแก่ตัว ปล่อยให้หลานตัวเล็กเดินเท้าขณะที่ตัวเองนั่งสบายอยู่บนหลังลา
ชายชราจึงลงจากหลังลา คนทั้งสองเดินจูงลาเข้าเมืองต่อไป ชาวเมืองก็กล่าวกันอีกว่า พวกเขาทั้งสองนั้นโง่ มีลาแต่ไม่ขี่ ไม่ใช้แรงงานลาให้เต็มที่
คราวนี้ เขาทั้งสองจึงขึ้นขี่ลาด้วยกัน ชาวเมืองอีกกลุ่มหนึ่งตราหน้าว่าพวกเขาทารุณสัตว์ ทั้งสองจึงลงจากลา แล้วอุ้มลา
พอดีเขาเดินข้ามสะพาน แล้วลานั้นก็หนักเกินกว่าที่ชายชรา และเด็กน้อยจะแบกได้ พวกเขาจึงทำลาตกน้ำ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "If you listen to everything people say, you will lose your ass!"
นิทานเรื่องที่เล่ามานี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับคำกล่าวของ George Bernard Shaw ซึ่งเป็นนักเขียนบทละครชื่อดัง เจ้าของผลงานอวสานเซลแมน
และบุษบาริมทาง เขากล่าวถึงการทำตามความคาดหวังของคนอื่นไว้ว่าอย่างนี้ค่ะ
"If you do things because you think some other fool expects you to do them,
and he expects you to do them because he thinks you expect him to expect you to do them, it will end in everybody
doing what nobody wants to do, which is in my opinion a silly state of things."
เทคนิคการเขียนแบบนี้เข้าเรียกว่า Carrousel หรือการเขียนวกวนค่ะ ที่เขียนวกวนอย่างนี้เพื่อให้เกิดความสนุกสนานหรือตลกขบขัน
อีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือ ต้องการให้ความคิดที่นำเสนอต่อเนื่องกันเป็นวัฏจักร อย่างเช่นการทำอะไรบางอย่างเพราะว่าคิดว่าคนอื่นคาดหวังเราให้ทำนั้น
คนอื่นคงจะคาดหวังว่าเราควรคาดหวังในตัวเขา ส่วนเราก็คาดหวังให้เขาคาดหวังว่าเราจะคาดหวัง เหมือนกับการที่เรารู้กันในหมู่เพื่อน
เรารู้ใจกัน ฉันรู้ เขาก็รู้ว่าฉันรู้ ฉันเองก็รู้ว่าเขารู้ว่าฉันรู้ เริ่มงงหรือยังคะ พี่แนทเริ่มรู้สึกเหมือนเล่นแย้ลงรูมาหมาดๆ
ขอลาไปหายาแก้ปวดทานก่อนแล้วกันนะคะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ |