ในช่วงเปลี่ยนผ่านศตวรรษ มีการทำนายชะตากรรมของโลกมากมาย ดังที่เราจะเห็นได้จากหนังที่ออกมาในช่วงสิ้นปีที่แล้ว
ปีศาจซาตานจะออกมาทำลายโลก อุกาบาตจะพุ่งชนโลก ดับเผ่าพันธุ์มนุษย์ มนุษย์ต่างดาวจะคุกคาม ถ้าโลกไม่สิ้นสุดลงพวกเราจะโดนควบคุมโดยคอมพิวเตอร์
หรือตกเป็นทาสของสิ่งที่เราประดิษฐ์ขึ้นมาเอง พอเที่ยงคืนของปี 1999 ผ่านไป ทุกคนคงโล่งใจ พี่แนทไม่อยากจะทะลายฝันของทุกคนหรอกนะคะ
แต่ขอสะกิดบอกหน่อยว่าเรายังอยู่ในท้ายศตวรรษที่ 20 อยู่ ศตวรรษใหม่ หรือ New Millennium เริ่มหลังเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม 2000
เอาหล่ะ พี่แนทคงไม่ถกเถียงให้เมื่อยปาก เมื่อยมือ หรอกนะว่าศตวรรษใหม่เริ่มต้นเมื่อไหร่ กลับเข้าประเด็นของอวสานของดาวเคราะห์ดวงนี้ดีกว่า
ต่างคนมีความเชื่อต่างๆ กันไปว่าฉากจบของโลกเป็นอย่างไร บ้างก็ว่าจะมีไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญโลก
บ้างก็ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายมาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้บาดาล กลายเป็น Water World อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนั้นภาพคงไม่น่าดู
และเราคงไม่อยู่ดูแล้ว
พี่แนทอยากจะแนะนำให้น้องๆ รู้จักกับกวีชาวอเมริกันคนหนึ่งค่ะ เขาชื่อ Robert Frost เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1874-1963
เขาได้รับรางวัล Pulizer Prize ตั้งสี่ครั้งเชียวนะคะ เขาเขียนกลอนหนึ่งที่เกี่ยวกับอวสานของโลกไว้ดังนี้ค่ะ
Some say the world will end in fire,
Some say in ice.
From what I've tasted of desire
I hold with those who favor fire.
But if it had to perish twice,
I think I know enough of hate
To say that for destruction ice
Is also great
And would suffice.
กลอนบทนี้ชื่อว่า Fire and Ice เขากล่าวคล้ายๆ พี่แนทตอนต้น (ที่จริงพี่แนทต่างหากที่กล่าวคล้ายเขา) ว่าบางคนพูดว่าโลกจะจบลงด้วยไฟ
บ้างก็ว่าน้ำแข็ง เขาแบ่งอวสานของโลกออกเป็นสองสาเหตุ โลกที่จบด้วยไฟคงเป็นพวกไฟผลาญโลก อุกาบาตชนโลก
สงครามนิวเคลียร์ เอเลียนบุก โลกที่จบลงด้วยน้ำแข็งคงเป็นพวกน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เนื่องจากเราทำลายชั้นบรรยากาศกระมัง
ไม่ว่าโลกจะจบลงแบบไหนมันก็ไม่ดีนัก
ส่วนตัวกวีเองนั้นเห็นด้วยกับพวกที่ว่าโลกจะจบด้วยไฟ ซึ่งเป็นไฟแห่งตัณหา (desire) คงเป็นความโลภของเราที่ต้องยกพวกตีกันข้ามชาติ
ทำสงครามประหัตประหารกันเองจนไฟลุกท่วมโลก เขาเชื่อมโยงตัณหา ความต้องการของมนุษย์กับเปลวเพลิง
ส่วนน้ำแข็งนั้นมาจากความเย็นชาของความเกลียดชัง เขาใช้ภาษาได้เห็นภาพดีเหมือนกัน แต่ถ้าโลกจะจบลงจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นไฟหรือน้ำแข็งมันก็คงไม่แตกต่างอะไร น้องๆ หล่ะคะ เชียร์น้ำแข็งหรือ ไฟ
เวลาที่เราอ่านกลอน เราคงจะมองข้าม ไม่พูดถึงความงามของภาษาไม่ได้ น้องๆ จะเห็นว่ามีการใช้เสียงสัมผัสกันหลายที่
เช่น fire-ice-twice-suffice และ hate-great นอกจากนี้เขายังบรรยายว่าไฟก็เปรียบเหมือน ไฟแห่งความปรารถนา
และน้ำแข็งนั่นก็คือความเกลียดชังนั่งเอง สองสิ่งนี้จะนำมาซึ่งจุดจบของโลก เทคนิคการเขียนแบบนี้เขาเรียกว่า metaphor
หรืออุปมัยนั่นเอง
พี่แนทอยากจะขอเล่าเกร็ดความเชื่อจากไบเบิลของชาวคริสต์ให้ฟังเล็กน้อย น้องๆ เคยได้ยินเรื่อง Noah's Arch
ไหมคะ นายโนอาร์เป็นคนดีที่พระเจ้าโปรดปรานค่ะ ก่อนที่พระเจ้าจะทำลายคนชั่วให้หมดโลก พระองค์สั่งให้โนอาร์ต่อเรือลำใหญ่
แล้วขนเอาสัตว์แต่ละชนิดอย่างละคู่ขึ้นเรือไปด้วย แล้วพระเจ้าก็ทำให้ฝนตก 40 วัน 40 คืนไม่หยุด ความจริงเลข 40
ในไบเบิลหมายถึงระยะเวลายาวนาน ประมาณว่าสามชาติกว่าๆ ว่างั้นเถอะ พอฝนหยุดและน้ำแห้ง โนอาร์ก็พาสัตว์ต่างๆ
อพยพลงมาจากเรือ พระเจ้าได้ให้สัญญาว่าจะไม่ทำลายล้างโลกให้สะอาดด้วยน้ำอีก พระองค์ให้สายรุ้งเป็นพยานแห่งพันธสัญญานี้
ดังนั้นหลังฝนตกเราจะเห็นสายรุ้ง เป็นเครื่องชี้ว่า ฝนหยุดแล้วนะ น้ำจะไม่ท่วมโลกอีกแล้ว
อีกเรื่องที่พระเจ้าได้สร้างวีรกรรมการทำลายล้างคนชั่วคือ เรื่องหมู่บ้าน Sodom and Gomolar เป็นหมู่บ้านของคนชั่ว หยาบช้าบัดสี
คนในหมู่บ้านนี้ทำอะไรผิดหรือคะ เขาเป็นเกย์ค่ะ เขาสมสู่กับผู้ชายด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติมหันต์ พระเจ้าสร้างชายหญิงมาให้คู่กัน
หนุ่มบ้านนี้กลับจับคู่กันเอง ผิดกฏของพระเจ้าอย่างมาก ถ้าเป็นตำนานไทย พวกนี่คงโดยฟ้าผ่า ธรณีสูบ นอกจากนี้
พระเจ้ายังสั่งสอนให้เขาต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างดี เหมือนคำไทยที่ว่า ใครมาถึงเรือนชานให้ต้อนรับ
ก่อนที่พระเจ้าจะทำลายหมู่บ้านนี้พระองค์ส่งฑูตไปเตือนให้กลับตัวกลับใจ ให้เลิกเข้าประตูหลังเสียที
คนพวกนี้กลับจัดการกับฑูตด้วยการยกพวกเกย์มาต้อนรับ พระเจ้าโมโหมากจึงให้ลูกไฟเผาผลาญหมู่บ้านนี้จนราบเป็นหน้ากลองในช่วงเวลาข้ามคืน
แต่ตอนนี้พระองค์ไม่ได้สัญญาว่าจะไม่ใช้ไฟอีก
พอเอากลอนของ Frost กับเรื่องจากไบเบิลมารวมกัน ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะหมดมุขเสียแล้ว คราวหน้าจะหาอะไรมาทำลายโลกดี
ถ้าพระองค์คิดได้เมื่อไหร่เราคงได้รู้กันเองนะคะ คอยติดตามตอนต่อไปแล้วกันค่ะ |