
        George Walden เคยกล่าวไว้ว่า "A country losing touch with its own history is like an old man losing his glasses, a distressing sight,
at once vulnerable, unsure, and easily disoriented."
สวัสดีค่ะ น้องๆ ทุกคน ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งในคอลัมน์เพลินภาษาน่ารู้ จะเพลินหรือไม่ จะน่ารู้แค่ไหน ต้องลองอ่านดูค่ะ
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งกันมากมาย ที่เด่นๆ ก็คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกา ซึ่งลงข่าวกันเป็นเดือน
ในที่สุดก็จะมีประธานาธิบดีกับเขาแล้ว เมืองไทยก็ไม่น้อยหน้า มีประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งการเมือง และการเลือกตั้ง
พี่แนทไม่ได้จะยกคำกล่าวหาเสียง หรือนโยบายของใครมากล่าวหรอกค่ะ แต่อยากจะพูดถึงคำว่า "ประวัติศาสตร์" เท่านั้นเอง
ประวัติศาสตร์ หรือ "history" นั้น หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตค่ะ พอได้ยินคำนี้ น้องๆ หลายคนเริ่มกรนเสียงดัง พลางนั่งหัวโขกกันแล้ว คงนึกถึง
"ประวัติศาสตร์" ครั้งยังเป็นนักเรียนสิท่า วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนนี่เป็นยาขมหม้อใหญ่ พอๆ กับภาษาอังกฤษเลยใช่ไหมคะ พี่แนทอยากให้น้องๆ
คิดใหม่ว่า ประวัติศาสตร์คือเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ถือเป็นนิทานก็แล้วกัน เพราะว่าคนที่เขาบันทึกประวัติศาสตร์นั้น เขาก็เขียนตามที่เขาเห็น
ตามที่เขาคิด เขาอาจรู้ไม่หมดก็ได้ หรืออาจมีวัตถุประสงค์ในการเขียนบางอย่าง เช่นสรรเสริญผู้นำ เขาจะเขียนแต่ความดีความงามของคนผู้นั้น
ความผิดเล็กน้อยไม่ปรากฏ อย่าง "ยายแหม่มตอแหล" Anna (ขออนุญาตเรียกตามท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นะคะ)
เล่าเรื่องในราชสำนักในสมัยรัฐกาลที่สี่ เป็นวรรคเป็นเวร ทำเอานักวิชาการทั้งไทย และเทศกุมขมับตามจับโกหกแหม่มแก ที่จริงต้องโทษคนอ่านนิยาย
(Novel) ของแกถึงจะถูก ซึ่งเหมาเอาว่าเรื่องแต่ง (fiction) ของแหม่มเป็น historical documentไป เอาเป็นว่า เราลองทำสลับกัน
เรียนประวัติศาสตร์เหมือนฟังนิยายเรื่องยาวแล้วกันนะคะ
เขาว่ากันว่า ประวัติศาสตร์เป็นกระจกส่องอนาคต หรือที่เขากล่าวกัน ว่า History repeats itself. คำกล่าวนี้กล่าวโดย Karl Marx
คงไม่ต้องแนะนำกระมังคะว่าเขาเป็นใคร เขายังกล่าวต่ออีกว่า "
first as tragedy, second as farce." และ People who don't know history
tend to repeat it. Tragedy แปลว่าเรื่องเศร้า หรือโศขนาตกรรม ส่วน farce แปลว่า เรื่องตลกเย้ยหยันค่ะ Karl Marx
เปรียบประวัติศาสตร์เหมือนละครฉากหนึ่งนี่เอง
เราเรียนรู้ได้จากประวัติศาสตร์มากนะคะ มันเป็นบทเรียนค่ะ หากเราไม่ทราบประวัติศาสตร์ เราจะทำความผิดซ้ำกับในอดีตนะคะ
เช่นไม่ใกล้ไม่ไกล เหตุการณ์ช่วงเดือนตุลา 2516 และ2519 พวกที่ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่สนใจประวัติศาสตร์
หรือไม่เก่งประวัติศาสตร์ ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกในปี 2535 ผู้ชุมนุมกลุ่มเดิม และรัฐบาลใช้นโยบายแบบเดิม ทำผิดเหมือนเดิม
เขาเรียกว่าเจ็บไม่จำค่ะ
George Walden เคยกล่าวไว้ว่า "A country losing touch with its own history is like an old man losing his glasses,
a distressing sight, at once vulnerable, unsure, and easily disoriented."
ประเทศซึ่งศูนย์เสียประวัติศาสตร์ของตนไป นั่นคือไม่ใส่ใจประวัติศาสตร์ เปรียบเสมือนกับชายชราที่ทำแว่นตาหาย จะมองอะไรก็พล่ามัว อ่อนแอ เปราะบาง
T. S. Eliot เห็นด้วยกับ Walden และ Marx ค่ะ เขาเคยเขียนไว้ว่า
"A people without history
Is not redeemed from time, for history is a pattern
Of timeless moments."
Redeem เป็นคำกริยา แปลว่าไถ่บาป
Timeless แปลว่า ไร้กาลเวลาค่ะ คือทันเหตุการณ์อยู่ทุกเมื่อไม่ว่าเมื่อไหร่
รัฐบาลไหนต้องการเสถียรภาพคงต้องฟัง Georg Hegel ค่ะ เขากล่าวไว้ว่า "But what experience and history teach is this-that peoples
and governments have never learned anything from history, or acted on principles deduced from it."
สิ่งที่เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือ คนและรัฐบาลไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย
และไม่เคยกระทำอะไรโดยมีพื้นฐานมาจาการศึกษาประวัติศาสตร์เลย แปลง่ายๆ ว่า เราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะ
แต่บางคนกล่าวท้วงว่าจะเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม ในเมื่อมันไม่ค่อยตรงกับความจริงเท่าไหร่ (not accurate) มันเป็นเพียง History
หรือ His story (คนไทยชอบออกเสียงคำนี้ว่า "his story" เป็นคำสามพยางค์ ถ้าว่ากันตามความหมาย เราอาจอ่านถูกแล้วก็ได้ แต่หากจะอ่านตามฝรั่ง
ต้องอ่านเพียงสองพยางค์ว่า "his-try") มีคนแย้งว่าเมื่อไหร่จะมี her story บ้าง เล่าทีไรผู้ชายก็เล่าตามแบบผู้ชายทุกที ที่จริงแล้วคำว่า history
มาจากคำภาษากรีก ที่แปลว่าผู้รู้ค่ะ Learned man
เราควรสนใจประวัติศาสตร์ แต่อย่ายึดติดมากไป Napoleon Bonaparte ยังเคยกล่าวไว้ว่า "What's history but a fable agreed upon?"
นั่นคือ ประวัติศาสตร์เป็นเพียงนิยายที่หลายคนเห็นพ้องด้วยเท่านั้นเอง ว่าแต่ว่าในประวัติศาสตร์เคยมีนักเขียนคนไหนอับโชคเพราะปาก (กา)
ไหมเนี่ย ถ้ามีพี่แนทคงต้องศึกษาไว้บ้าง จะได้ไม่ทำตามเขา อย่าโทษปาก (กา) เลยนะคะ ต้องโทษนิ้วพล่อยๆ ที่พิมพ์ว่าอย่างนี้ค่ะ บัดนี้ ขอจรลีเจ้าค่ะ |