น้องๆ คะคำว่า subject นี้เช่นเดียวกับคำในภาษาอังกฤษอื่นๆ
ที่พี่แนทเคยเอ่ยมากินความหมายมากมายหลายอย่างเลยนะคะ คำว่า subject
แรกเริ่มเดิมทีที่น้องๆ ที่เรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษรู้จักกันคือคำ subject
ที่แปลว่าประธานของประโยคที่ตรงกันข้ามกับคำว่า object ที่แปลว่ากรรมของประโยคใช่ไหมคะ
ในความหมายอื่น subject ยังหมายถึงวิชาที่นัองๆ เรียนในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย
หรือหัวข้อการทำวิจัยก็ได้ หัวข้อ และเป้าของการทดลองเราก็เรียกว่า subject of experiment ค่ะ
นอกจากนั้น คำว่า subject ยังหมายถึง พสกนิกร ได้อีก
อย่างเช่นในเรื่องสั้นเรื่อง Mr. Know-All ของมอห์ม นักประพันธ์ชาวอังกฤษ
เขาต้องการบอกว่าพระเจ้าจอร์จมีพสกนิกรประหลาดๆหลากหลาย ( เพราะอังกฤษมีอาณานิคมมากมาย )
มอห์มก็พูดว่า King George has many strange subjects. เป็นต้น
ที่พี่กล่าวมาข้างต้นคือคำว่า subject ในฐานะที่เป็นคำนาม คำว่า subject
นี้เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ใช้ตามหลัง verb to be และตามด้วยคำบุรพบท
to เป็น to be subject to แปลทำนองว่าขึ้นอยู่กับ
อิงอยู่กับเงื่อนไขของ ดูตัวอย่างนะคะน้องๆ
The price of this merchandise is subject to changes.
ราคาของสินค้านี้อาจเปลี่ยนแปลงเมื่อไรก็ได้
คำว่า subject ยังมีรูปคุณศัพท์อีกตัวหนึ่งคือ
subjective แปลว่าเป็นไปในเชิงอัตวิสัย ตรงกันข้ามกับคำว่า objective
ซึ่งแปลว่าเป็นไปในเชิงภาวะวิสัย อัตวิสัยก็คือการอิงอยู่กับความคิดส่วนบุคคลของคนใดคนหนึ่ง การมองสิ่งต่างๆ
ผ่านสายตาของแต่ละบุคคล ในขณะที่ภาวะวิสัยคือความเป็นกลาง ไม่เป็นการมองผ่านสายตาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ถ้าจะยกตัวอย่างวิชาที่มีความเป็นอัตตวิสัยสูง คือวิชาทางสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์เช่นวรรณคดี
ประวัติศาสตร์ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในการเรียนวิชาเหล่านี้ ยากที่จะหาคำตอบตายตัวเป็นหนึ่งเดียวได้ เพราะแต่ละคนก็จะมีความเห็นต่างกัน
ในขณะที่วิชาที่มีความเป็นภาวะวิสัยก็ได้แก่ วิชาทางสายวิทยาศาสตร์ เช่นเคมี คณิตศาสตร์
ซึ่งความเห็นส่วนบุคคลจะไม่มีผลต่อคำตอบและเนื้อหาของวิชาเลย
|