Film III
๒๔ มี.ค. ๔๓
สวัสดีครับ
Alphabetize
ลำดับที่ 8 นี้เราก็ยังคงวนเวียนอยู่กับตัวอักษร "F" เรื่องราวของ "Film"
หรือภาพยนตร์อยู่นั่นเองนะครับ ก็เรื่องราวมันยาวเฟื้อยนี่นาจะให้จบกันง่ายๆ เป็นนิยายเล่มละ 3 บาทได้ไงครับ
อย่างไรก็ตามถ้าเห็นพ้องต้องกัน หรือขัดแย้งประการใดก็แจ้งมาได้นะครับ ติดต่อมาที่ bkk@bkkonline.com
ความคิดเห็นของทุกท่านเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ Column นี้ หรือหากจะแนะนำเรื่องราวจากตัวอักษรใดมาก็จะยิ่งเลิศเลอเปอร์เฟค
เพราะจะได้ไม่ต้องคิดเอง !!! อย่าลืมติดต่อกับ
Alphabetize บ้างนะครับ
ลำดับที่ 8 นี้เราจะดำเนินเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มาตั้งแต่ยุค
40's เรื่อยไปเลยนะครับ คือประมาณช่วงปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมาครับ คือเมื่อเริ่มต้นยุคนี้
Hollywood นั้นกลายเป็นสุดยอดโลกภาพยนตร์ไปเลย
คือไม่มีใครสามารถจะมาเทียบเคียงทั้งความหลากหลาย ความยิ่งใหญ่สุดยอดอิทธิพล
และความน่าสนใจในวงการนี้ คือเรียกง่ายๆ ว่าถ้ามีใครสักคนหนึ่งคิดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์
หรืออยากจะเข้ามามีบทบาทมีส่วนร่วมกับโลกภาพยนตร์ Hollywood คือชื่อแรกที่จะนึกถึง ชื่อที่ 2
ก็ยังเป็น Hollywood แล้วชื่อที่ 3,4,5 เรื่อยไปค่อยเป็นชื่ออื่น
.ขนาดนั้นทีเดียวเชียว
.
ช่วง พ.ศ. 2483 เรื่อยมา หนังต่างๆ ถูกนำเสนอในรูปแบบหลากหลายและรับใช้สังคม
(แต่จะรับใช้อย่างดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง)
ตัวอย่างเช่นในช่วงสงคราม ก็จะมีการสร้างหนังที่ผู้ชมจะได้ความรู้สึกหลากหลายกันไปกับสงคราม
คือมีทั้งสนับสนุน, ต่อต้าน, ปลุกระดม ตลอดจนโจมตีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกันไปอย่างจริงใจ และจริงจัง
ซึ่งถ้าผู้ชมเข้าชมหนังต่างๆ เหล่านี้ด้วยความรู้สึกร่วมทางการเมือง ก็จะสาแก่ใจกันไปต่างๆ
นานาที่หนังนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองต้องการพอดี แต่ถ้าผู้ชมเป็นพวกรักศิลปะ
ต้องการดูหนังเพราะเป็นศิลปะบันเทิงอย่างหนึ่ง จะต้องประสบความปวดกะบาลเป็นที่ยิ่ง
เพราะเรื่องนี้บอกฝ่าย A ดีล้ำ อีกเรื่องโจมตีฝ่าย A เสียยับเยิน (เพราะผลประโยชน์ทางการเมือง)
ไปอีกเรื่องสนับสนุนสงคราม แต่โรงติดๆ กันนั่นมันดันด่าสงครามเสียยับเชียว โอย
.น่าเวียนศีรษะมากเจ้าข้าเอ๋ย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นช่วงเด่นของหนังประเภท Film Noir ซึ่งจะนำเสนอด้านมืด หรือด้านลบของคนและสังคม
อย่างเช่น The Postman always ring twice (พ.ศ. 2489) ในขณะเดียวกันหนังเพลงหนังเต้นทั้งหลายก็ถูกสร้างออกมาอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับหนังประเภท Gangster และในช่วงนี้ มีหนังเรื่องหนึ่งที่มีดารา (ไม่ดัง) คนหนึ่งเล่นอยู่ด้วยไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนา
แต่ต่อมากลับถูกจารึกไว้ว่าเป็นหนังที่ควรจะจดจำกันไว้เป็นอย่างยิ่งนั่นคือเรื่อง King's Row (พ.ศ. 2485) สาเหตุก็เพราะดารา
(ไม่ดัง) คนนั้นแกชื่อว่า Ronald Regan ซึ่งต่อมาหันมาเอาดีทางการเมืองจนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในที่สุด
(ทั้งรวยและดังกว่าเป็นดาราเยอะเลย
)
ในช่วงนี้ค่าย RKO ลุกขึ้นมาสร้างหนังสยองขวัญต้นทุนต่ำกำไรสูงอย่าง
The Cat People และอื่นๆ ออกมาเพียบ ในขณะที่ Charlie Chaplin ก็เพิ่งจะมาสร้างหนังที่มีบทสนทนาเป็นครั้งแรก
(ตามหลังคนอื่นเขานานมาก) คือ The Great Dictator ส่วนทางด้าน Walt Disney ก็ประสบความสำเร็จกับการเปิดตัวการ์ตูนหลายตัว อย่างเช่น
Bugs Bunny กับนก Woody รวมทั้งหนังการ์ตูนอมตะเช่น Pinocchio, Fantasia และ Dumbo ส่วนทางด้าน
Universal Studio ก็รวมตัวกับ International Picture ในปี พ.ศ. 2490 ใช้ชื่อใหม่ว่า UIP (อย่างที่เห็นในปัจจุบัน)
สร้างหนังคุณภาพเลิศ เทคนิคล้ำ ทุนล้นหลาม เช่น The Great Expectations และ Hamlet ซึ่งเรื่องหลังนี้ได้
Oscar ทั้งหนังทั้งดาราคือ Laurence Olivier ซึ่งเป็นดาราดังในสังกัดของ UIP
คราวนี้ก็มาถึงช่วงเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกครั้งของหนังใหญ่
เพราะว่าในตอนปลายๆ ปี 2490 กว่าๆ หน่อยๆ ก็เกิดมีโทรทัศน์ขึ้นมา ทำให้บรรดาผู้ชมที่ขี้เกียจออกไปนอกบ้าน
พากันนั่งนอนๆ ดูโทรทัศน์อยู่บ้าน อันทำให้หนังใหญ่ยอดตกฮวบฮาบถึงขนาดที่ Studio ย่อยหลายแห่งปิดตัวไป
ตลอดจนดาราหลายคนประกาศเลิกอาชีพทางการแสดง ค่ายใหญ่ยักษ์ทั้งหลายก็ออกกฏมาบีบคั้นโทรทัศน์
คือห้ามดาราหนังไปออกทีวีไม่งั้นจะโดนโป้ง ในขณะเดียวกันดาราทีวีก็อย่าดันสะเออะโผล่หน้ามาบนจอหนังใหญ่เด็ดขาด
ดูซิว่ามันจะไปกันได้ซักกี่น้ำ ผลปรากฏว่ามันไปได้หลายน้ำมากเลยแหละ เพราะต่อมา ฤทธิ์ความแรง+ความดัง+ความใกล้ชิด
ของวิทยุกับโทรทัศน์มีผลต่อผู้ชมมากขึ้นทุกขณะจิต รายการวิทยุและดีเจเริ่มเข้ามาสู่โทรทัศน์
ดาราโทรทัศน์ขยับจะเข้าสู่หนังใหญ่จนค่ายทั้งหลายไม่สามารถต้านความแรงนั้นได้
ในที่สุดก็ต้องยอม และดาราโทรทัศน์ที่เข้ามาเป็นดาราหนังใหญ่คนแรกก็คือ Charlton Heston
ขณะเดียวกันทางค่ายก็ปล่อยให้ดาราหนังใหญ่มาปรากฏตัวในโทรทัศน์ได้ เพราะซึ้งแล้วว่า "รักแท้แพ้ใกล้ชิด"
จะมาทำเย่อหยิ่งหน้าเชิดคอตั้งหลังตรงอยู่ ท่าจะเมื่อยเปล่า
ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา
เป็นช่วงที่บรรดาคนหนุ่ม-สาวมีบทบาท และอิทธิพลต่อสังคมค่อนข้างสูง ซึ่งทาง Hollywood
ก็ขานรับกลุ่มนี้โดยผลักดันดาราที่มีบุคลิก Anti-Hero อย่าง Paul Newman, James Dean, Marlon Brando
ออกมา ส่วนดาราหญิงก็จะเน้น Sexy เป็นหลักอย่าง Marilyn Monroe เป็นต้น ซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยดีสามารถดึง
Rating กลับมาได้มากเชียว และอันเนื่องมาจากระยะนี้เป็นระยะที่ Rock n' Roll เป็นที่คลั่งไคล้ของผู้คน
ดารานักร้องทั้งหลายก็เลยเด่นดังกันทั้งการร้องเพลงและเล่นหนัง ที่นำหน้ามาแรงแซงทุกคนในโลกนี้ก็คือ
Elvis Presley ที่ตามๆ กันมาก็จะไม่ได้เน้น Rock n' Roll อย่างเดียว แต่จะมีอย่างอื่นควบไปด้วยเช่น
Bing Crosby, Dean Martin, Frank Sinatra, Doris Day, Debbie Reynolds เป็นต้น
ส่วนดาราที่ไม่ได้เป็นนักร้องแต่ก็เป็นที่นิยมเป็นอันดีในช่วงนี้ก็มี Elizabeth Taylor,
Audrey Hepburn, Grace Kelly เป็นต้น
และเพื่อต่อสู้กับโทรทัศน์ที่บังอาจมาแย่ง Rating
ไป หนังใหญ่ก็เริ่มมีการใส่สีเข้าไป ทำจอให้ใหญ่ขึ้น และมีการสร้างระบบหนังสามมิติ
รวมทั้งความยาวของหนังใหญ่ก็เพิ่มขึ้นจนบางเรื่องยาวถึง 3 ชั่วโมง มีการนำเรื่องราวของกรีกโรมันต่างๆ
มานำเสนอเพื่อใช้ความตู้มและบิ๊กบึ้มของ Production มาดึงความสนใจของผู้ชมซึ่งก็ได้ผล
ดังนั้นช่วงนี้ หนังอมตะเลิศหรูอลังการลบประมาณบานทะโล่จึงเกิดขึ้นมากมายอย่าง
Samson & Delilah, King Solomon's Mines, The 10 Commandments, Giant,
Around the world in 80 days, The Bridge on the River Kwai, Ben Hur
และ Spatacus ทางด้าน MGM ก็สร้างหนังเพลงรักโรแมนติคที่เป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้อย่าง
Singing in the rain, 7 Brides for 7 Brothers, Guys & Dolls, High Society และ
An American in Paris ในขณะที่หนังตะวันตกต้นทุนต่ำก็ถูกสร้างออกมาอย่างสม่ำเสมอ
และหนังการ์ตูนของ Disney ก็ยังคงออกมาสร้างความสนุกสนานน่ารักให้เด็กๆ ได้เรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็น Cinderella, Peter Pan และ Sleeping Beauty
แต่อย่างไรก็ดีคู่แข่งสำคัญอย่างโทรทัศน์ก็มีการพัฒนารูปแบบรายการ และคุณภาพอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
อิทธิพลของ Studio จึงเริ่มเสื่อมลง ดาราทั้งหลายเริ่มไม่เข้าสังกัดมากินเงินเดือนแล้วทำงานหัวปักหัวปำอีกแล้ว
แต่เริ่มคิดค่าตัวเป็นเรื่องๆ ไป (แล้วคิดแพงซะด้วย) ทางค่ายใหญ่เริ่มเห็นแจ้งแล้วว่า
ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็อยู่ในวงการบันเทิงเหมือนกัน การบีบคั้นกฏระเบียบต่างๆ ก็ค่อยๆ
หย่อนยานลงจนมีการขายหนังใหญ่ให้มาฉายทางโทรทัศน์ได้ในที่สุด
และหนังใหญ่เรื่องแรกที่ถูกนำมาฉายทางโทรทัศน์คือ Wizard of Oz ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2499
อีกทั้งยังยกเลิกการห้ามดาราหนังใหญ่มาออกทีวีอีกด้วย
ตั้งแต่นั้นมาหนังใหญ่ก็นำเสนอเรื่องราวความบันเทิงตลอดจน
Fashion และการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างเต็มที่ พร้อมๆ กันนั้นทางค่ายใหญ่ทั้งหลายก็มีการผลิตหนังส่งมาออกฉายในโทรทัศน์ไปด้วยเลย
หนังต่างประเทศ (ที่ไม่ใช่ของอเมริกา) ถูกยอมรับมากขึ้นเป็นลำดับ
รวมไปถึงดาราจากต่างประเทศด้วย ความหลากหลายของเนื้อหามีมากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งการนำเสนอเรื่องราวฆาตกรรม,
ย้อนยุค, ท่องเที่ยว, อวกาศ ฯลฯ ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะฉีกแนวคิดออกไปได้มากน้อยเท่าไหร่
รวมไปถึงเรื่องของคุณภาพหนัง ถูกเน้นเป็นพิเศษโดยไม่มีการกีดกันในเรื่อง Rate ของตัวหนังเอง
อย่างเช่นหนังดีเรื่อง Midnight Cowboy ถูกพิจารณาให้ติด Rate X แต่เมื่อมาประกวดเรื่องคุณภาพกัน
หนังเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัล Best Picture ไปครองเมื่อ พ.ศ. 2512 บรรดาผู้สร้าง,
ผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดหน้าฝน หนังแนวนั้นโน้นนี้ถูกนำมาสร้างภายใต้การประชาสัมพันธ์ที่ตีกระหน่ำจนไม่รู้จะเชื่อใคร
ผู้ชมมีหนังให้เลือกยลกันไม่หวาดไม่ไหว (แต่ก็เสียเงินไปดูกันโดยถ้วนทั่ว)
จุดสนใจของหนังแต่ละเรื่องถูกดึงออกมาประชันกันอย่างชัดเจน เช่นเรื่องนี้ดาราเลิศ,
เรื่องนั้นผู้กำกับล้ำ, เรื่องโน้น Production หรู, เรื่องนู้นทุนสร้างล้น แต่ท้ายสุดคนสร้างรวยกันทั้งนั้น
ส่วนดาราเดี๋ยวนี้และหนังในปัจจุบันเป็นอย่างไรกันแล้ว
เชิญเลือกชมกันได้ตามโรงภาพยนตร์ใกล้บ้าน ถ้าแถวบ้านไม่มีโรงหนังก็หาอ่านกันได้ตามนิตยสาร
หรือหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป แต่ถ้าร้ายไปกว่านั้น ที่บ้านน้ำไฟเข้าไม่ถึง การคมนาคมไม่พาดผ่าน
ก็ขอแนะนำว่าอย่าไปสนใจมันเลยเรื่องหนังเรื่องดารา เอาเวลามาทำมาหาเลี้ยงชีพจะเป็นมรรคเป็นผลกว่านะครับ
อ้อใช่ นี่กะว่าอยากจะเอาหนังทั้งหมดที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Academy Awards
มาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาใส่ไว้ที่ตัวอักษรใดใน
Alphabetize ดี ยังไงถ้าอยากรู้
อยากดู อยากอ่าน ก็ลองช่วยนึกๆ แล้วบอกมาบ้างก็จะยินดีเป็นที่ยิ่งนะครับ
สวัสดีครับ |