Elektra Records
๒ มี.ค. ๔๓
สวัสดีครับ
Alphabetize
ลำดับที่แล้วๆ มาเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ติดต่อกันบ้างนะครับ ผ่านมาทาง
bkk@bkkonline.com ความคิดเห็นของทุกท่านเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ Column นี้ ไม่ว่าจะเป็นการติเตียน
วิพากษ์ใดใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะแนะนำเรื่องราวจากตัวอักษรใดมาก็จะยิ่งเลิศเลอเปอร์เฟค เพราะจะได้ไม่ต้องคิดเอง
!!! อย่าลืมติดต่อกับ
Alphabetize บ้างนะครับ
ลำดับที่ 5 นี้เราดำเนินมาถึง ตัวอักษร "E" กันแล้วนะครับ
และด้วยเหตุอันเนื่องมาจากการกำหนดไว้แต่เดิมเริ่มแรกว่า เรื่องราวต่าง ๆ จาก
Alphabetize ของเรา จะล้วนแล้วไปแต่เรื่องในแวดวงบันเทิงของต่างประเทศ
เขาเรียงกันไปตามลำดับอักษร ดังนั้นเราก็จะวนกันอยู่ที่ ตัวบุคคลบ้าง สถานที่บ้าง เหตุการณ์ต่างๆ บ้างแบบนี้แหละครับเรื่อยไปซึ่งที่อักษร
"E" ของเราในวันนี้ จะเป็นเรื่องของค่ายเพลงครับ
อันว่าความสำเร็จที่ได้มาง่าย ๆ นั้น เขาว่ากันว่ามักจะเป็นความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ถ้าได้มายากเย็นแสนเข็ญ นอกจากเราจะภาคภูมิใจกับการได้มันมาแล้ว
มันจะอยู่คู่เคียงเราไปเรื่อยประมาณคู่แต่งงานหวานฉ่ำนั่นเทียว แต่อันนี้ก็มีข้อยกเว้นนะครับ บางท่านไม่ทราบทำบุญอะไรมา
จะหยิบจะจับอะไรมันก็ง่ายดายสำเร็จสมไปเสียหมด ในขณะที่บางท่านก็เกิดมาใช้กรรม จะทำอะไรก็ให้มันเหลวเป๋วไม่เป็นท่า
เสพสมบ่มิสมไปซะสิ้น ไม่รู้จะไปโทษใครดีเหมือนกัน แต่ค่ายเพลงที่เราจะว่ากันใน
Alphabetize วันนี้ มีผสานผสม
หวานอมขมกลืนฝืนเปรี้ยวเซี้ยวใจกระไรเลย
.ไปชมกันครับ
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2493 คือเมื่อ 50 ปีที่แล้วนี่เอง กระทาชายนาย
Jac Holzman ซึ่งศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งใน Annapolis รัฐ Maryland ลุกขึ้นมาตัดสินใจแน่วแน่ว่า
จะต้องสร้างฝันให้เป็นจริงให้ได้ ว่าแล้ว
ลุย !!!
ฝันของคุณ Jac นั้น เป็นฝันที่ใครๆ เขาก็ฝันกัน แต่ก็เป็นฝันที่ไม่ได้เป็นจริงกันง่ายๆ
กล่าวคือ คุณ Jac เป็นผู้ที่หลงใหลในกระแสเสียงดนตรีและวิศวกรรมการบันทึกเสียงเป็นที่ยิ่ง จึงอยาก (ถึงอยากมาก)
ที่จะมีบริษัทบันทึกแผ่นเสียงหรือเอาง่ายๆ ก็คือ มีค่ายเทปเป็นของตนเอง (แต่ตอนนั้นรู้สึกจะยังไม่มีเทปนะ) พอถึงเดือนตุลาคม
ปี 2493 ก็ได้เวลาซะที คิดได้ดังนั้นแล้วก็รวบรวมเงินที่ได้จากพิธีรับขวัญเด็กหนุ่มชาวยิวมามีจำนวน $600 ซึ่งยังไม่พอ
ก็เลยไปขอยืมเพื่อนมาอีก $600 รวมกันเป็น $1,200 แล้วเปิดบริษัทบันทึกแผ่นเสียงชื่อ
Elektra Records ขึ้นในทันที (คิดดูละกันว่าใจรักขนาดไหน มีเงินพันสองก็เอามาเปิดบริษัทแล้วน่ะ)
Elektra Records ประเดิมเริ่ม Album แรกในปีแรกที่เปิดทันทีทันควัน โดย Jac
ได้ทาบทามนักแต่งเพลง John Gruen และนักร้องสาวเสียง Soprano ชื่อ Georgiana Bannister
เพื่อบันทึกเสียงการแสดงเดี่ยวของเธอ ผลปรากฏว่ามีการบันทึกออกแค่มาไม่กี่ร้อย Copies แต่ก็ขายไม่ได้เลยสักแผ่นเดียว
แล้วก็ถูกเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกในประวัติศาสตร์แห่ง Elektra Records
ในรหัส Elektra;101 ว่านี่คือแผ่นแรกของบริษัทแต่
ขายไม่ออกเลยซักกะแผ่นเดียว
คนเราจะมาย่อท้ออะไรกันง่ายๆ จ๊ะ
.ว่าแล้วคุณ Jac ก็เดินหน้าต่อไปด้วยการทำ
Album ที่ 2 เป็น Ballads จากเทือกเขาในอเมริกาเหนือ (Appalachian
Mountain Ballads) ปรากฏว่า ในระยะ 5 ปีแรกที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา มีงานออกมาทั้งสิ้น 30 Album
ซึ่งแต่ละ Album ใช้เงินในการผลิตไม่เกิน $45 และคุณ Jac ผู้เป็นประธานบริษัท
ก็ต้องออกไปทำงานรับติดตั้งอุปกรณ์เครื่องเสียงตามที่ต่างๆ เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเรื่องส่วนตัวและของบริษัท เรียกว่า
สู้สุดฤทธิ์ ว่างั้นเหอะ จนในที่สุดก็มาถึงจุดหักเหของ Elektra เมื่อคุณ Jac เซ็นสัญญารับ Josh
White และ Theodore Bikel เข้ามา ช่วงที่เหลือของทศวรรษนั้น
ก็เลยออกมาแต่เพลงประเภท Folk Music ล้วน ๆ
และแล้ว ความสำเร็จก็คืบคลานมาเยือน พร้อมๆ กับปริมาณศิลปินที่เพิ่มขึ้น
อันประกอบไปด้วย Tom Paxton, Phil Ochs, Tom Rush และ
Judy Collins ซึ่งคนสุดท้ายนี้เอง ที่นำเอางานเก่าของ Joni
Mitchell มาร้องใหม่แล้วกลายเป็นเพลงโด่งดังขึ้น Chart ได้จนติด Top 10 ในเดือนธันวาคม ปี 2511 เพลงนั้นคือ Both
Sides Now ซึ่งเธอทำเพลงนี้ออกมาเป็นแนว Folk-Rock และนั่นคือก้าวแรก (ซึ่งเป็นก้าวเล็กๆ) ของการข้ามจากค่ายที่ทำเฉพาะเพลง
Folk มาสู่เพลงแนวอื่นบ้าง แต่ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จบ้างก็ตามที ท่านประธาน Jac ก็ไม่ชะล่าใจ
แทนที่จะพุ่งพรวดเข้าไปเต็มตัวในทันที เขากลับเปิดบริษัทลูกของ Elektra ชื่อ
Bounty เพื่อออกงานแนวหนักขึ้นนี้โดยเฉพาะ ซึ่งศิลปินในสังกัด Bounty
ก็เช่น Beefeature ซึ่งชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นสำหรับนักฟังเพลงเท่าไหร่
แต่ต่อมาเมื่อกลุ่มนี้ย้ายสังกัดไปเซ็นสัญญาอยู่กับ Columbia ก็เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Byrds ไงล่ะ คุ้นขึ้นหรือยัง
(ถ้ายังก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะคุณ) ต่อจากนั้นก็บังเกิด Album ที่เป็นงาน Electric Guitar ชื่อ What's Shakin โดย
Paul Butterfield เป็นผู้มีส่วนร่วมในงานนี้ และเขาก็เซ็นสัญญาเข้าสังกัด
แล้วกลายมาเป็นศิลปินคนแรกที่ทำงาน Electric แต่มาเข้าสังกัดค่ายที่เป็น Acoustic อย่าง Electra Records
ในที่สุดท่านประธานก็ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เพลงแนว
Rock N' Roll อย่างเต็มตัวเต็มตีน เมื่อเขาได้มาพบ Arthur Lee
และวง Love ที่ Bito Lito Club ใน Los Angeles
ซึ่งเซ็นสัญญาเข้าค่ายด้วยความพิศวาสบาดใจซึ่งกันและกันอีท่าไหนไม่มีใครรู้ ต่อจากนั้น Paul Rotchild
ผู้เป็น Producer ในสังกัด ก็เกิดไป(เที่ยว)ที่ Club อีกที่หนึ่ง เป็น A-Go-Go ซะด้วยนะ แล้วเจอเข้ากับวง
The Doors และในทันใดทันด่วนนั้นก็เกิดอาการอยาก
..เป็น Producer ออก Album
ให้วงนี้ ก็เลยจีบกันมาเข้าสังกัด ซึ่งนับเป็นการตัดสินที่ถูกต้องที่สุด (ในท่ามกลางสาว A-Go-Go) ที่ทำเช่นนั้น เพราะ
Live Version ของเพลง Light My Fire กลายเป็น
Single อันดับ 1 แผ่นแรกของ Elektra Records
หลังจากล้มลุกคลุกคลานอยู่นับ 10 ปี จนในที่สุด
เมื่อได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ฉันก็ทำได้เหมือนกัน (แม้จะไม่ได้ดีได้เด่นรวดเร็วทันใจเหมือนใครอื่นเขาก็ตามที) ในปี 2513 คุณ Jac
ก็ขายบริษัทให้กับ Kinney National Services Corp. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Warner Brothers Picture ที่นี่มอบหมายให้
Joe Smith เป็นผู้ดูแลกิจการของ Elektra Records ซึ่งจากการจัดการของคุณ Smith
บวกเงินทุนหนาๆ ของทางบริษัท ปรากฏว่า Elektra เจริญเติบโตเด่นดังขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจ
(น่าแค้นแทนคนจนๆ อย่างคุณ Jac) มีศิลปินดังในค่ายมากมาย อย่าง The Cars, Eddie Rabbitt
และ Queen
เมื่อไม่นานมานี้ทาง Warner Music ได้เปลี่ยน Elektra Records
มาเป็น Electra Entertainment Group ภายใต้การบริหารของ Sylvia Rhone
และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดกับศิลปินแนว Modern Rock อย่าง Third Eye Blind และ
Rapper อย่าง Missy "Misdemeanor" Elliott และแล้วเรื่องราวการล้มลุกคลุกคลาน
ของอดีตประธานค่ายยักษ์ในปัจจุบัน Elektra Records คุณ Jac Holzman
ก็กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การดนตรีไป
..เฮ้อ เศร้า
เรื่องนี้ นอกจากจะสอนให้รู้ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" แล้ว
ยังบอกเราให้รู้อีกด้วยว่า "แข่งเรือแข่งพายน่ะมันพอแข่งกันได้ แต่ถ้าจะแข่งบุญแข่งวาสนากันล่ะก็
..ยากกกส์"
แล้วพบกันใหม่ใน
Alphabetize สัปดาห์หน้านะครับ
สวัสดีครับ |