Money
๒๒ มิ.ย. ๔๓
สวัสดีครับ
Alphabetize
ลำดับที่ 21 นี้ จะเป็นเรื่องของสิ่งที่ใครๆ ต่างก็อยากได้อยากมี เพียงแต่ว่าไอ้การจะหามันมาเก็บเข้าพกเข้าห่อเป็นของตนเองนี่สิ
มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีมาไว้แล้วจำนวนหนึ่ง การจะเก็บมันเอาไว้กับเรานานๆ ก็ยากพอๆ
กับการจะหาทางทำให้มันเพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นมาจนกว่าเราจะพอใจ (ซึ่งไม่ใคร่มีใครจะรู้จักพอซักเท่าไหร่) วันนี้ใน
Alphabetize ของเราจะว่ากันถึงเรื่อง Money ที่แปลว่าเงินนั่นแหละครับ
ส่วนจะเป็นแง่มุมไหน ติดตามกันได้เลยครับ
ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า ไอ้เจ้าเรื่องของเงินตรานี่ มันก็จะมีทั้งที่ยุ่งยากและง่ายดายสลับสับปลับเอ๊ย ...สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปอยู่เป็นนิจศีล
เรื่องง่ายก็คือ เวลามีนี่มันใช้จ่ายให้หายสูญไปง่ายดายซะเหลือกำลังรับ แต่ไอ้ที่ยากก็คือ ทำอย่างไรมันถึงจะมีขึ้นมา แล้วพอมีแล้ว
ทำยังไงมันถึงจะเพิ่มเติมขึ้นไปให้เราหนำใจได้น่ะสิครับ แล้วยิ่งถ้าเป็นเรื่องราวในโลกบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นแขนงไหนก็ตามที
การนำเงินมาลงทุนเพื่อสร้างงานบันเทิงขึ้นมาเป็นเรื่องเสี่ยง ทั้งเสี่ยงเพื่อรุ่งและเสี่ยงเพื่อเละ
ทั้งนี้เพราะงานบันเทิงดีดสีตีเป่าร้องเต้นเล่นหนังเล่นละครทั้งหลายแหล่นั้น มันเป็นเรื่องของจินตนาการและความชอบส่วนบุคคล
จะมาบังคับกันเป็นแม่บังคับลูกกินยานั้นหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะยาน่ะ จะอยากหรือไม่อยากกิน จะชอบหรือไม่ชอบกิน
มันก็ต้องกินเพื่อให้หายเจ็บหายไข้ แต่ความบันเทิงหลากหลายในโลกนี้ที่มีให้เลือกยุ่บยั่บยั้วเยี้ยไปหมดนั้น ถ้าไม่อยากเสพก็ไม่ต้องเสพ
ขาดไปก็ไม่ตาย มันบังคับกันไม่ได้ ดังนั้นผู้ที่จะสร้างงานบันเทิงทั้งหลายออกมา เพื่อหวังผลทางการค้าด้วยนั้น มีเรื่องต้องคิดให้หนักหน่วงว่า
จะเอาเงินทุนที่มีไปใช้อีท่าไหน อย่างไร และที่สำคัญ ใช้กับอะไร มันถึงจะไม่หายต๋อมเป็นเขวี้ยงเหรียญสลึงลงทะเลไป
ธุรกิจบันเทิงที่เราจะพูดถึงกันในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับเงินใน
Alphabetize คราวนี้ จะไม่ใช่เรื่องของ "รายรับ" แต่จะเป็นเรื่องของ "รายจ่าย"
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายจ่ายที่จะเกิดขึ้นถ้าคิดจะทำหนังออกมาฉายสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า เราจะว่ากันถึงหนังฝรั่งเขาเท่านั้น
แล้วก็เป็นข้อมูลสุ่มกว้างๆ ไม่จำเพาะเจาะจงลงไปมากนัก เพราะมีหนังหลายเรื่องเชียวแหละ ที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลแบบนี้กันอย่างตรงไปตรงมา
ทั้งนี้ทั้งเพื่อไม่ให้ดูเป็นการโอ้อวดและเพื่อไม่ให้ถูกประณามหยามเหยียดดูถูกดูแคลน แล้วแต่ประเด็น!!!!
|
คุณ Harry Cohn เจ้าของค่าย Columbia (ที่ตายไปแล้วตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ 2501)
เขาเคยประกาศ (อย่างอหังการ์) เอาไว้ว่า "ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจภาพยนตร์ ล้วนเรียนรู้ได้ภายใน 6 เดือนทั้งสิ้น"
อันนี้เขาไม่ได้บอกด้วยนะครับว่า เรียนรู้อย่างสำเร็จสมบูรณ์หรือเรียนรู้ด้วยความเจ็บปวดทุกข์ระทมขมขื่น
ทั้งนี้เพราะเมื่อประมวลกฎเกณฑ์พื้นฐานสำหรับการลงทุนทำหนังขึ้นมาสักเรื่องแล้ว ปรากฏว่า เราจะสรุปออกมาได้ 3 ข้อ
หลักใหญ่ที่แสนจะเป็นสัจธรรมได้นั่นก็คือ
- ลงทุนทำแล้วล่ม (เพราะดวงดับหนังไม่ดัง)
- ลงทุนทำแล้วรวย (เพราะดวงดีหนังดัง)
- ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
(กำปั้นทุบดินดังตึ้บ!!!)
เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าไอ้ที่ว่ามานั้นมันเป็นอย่างไรกันบ้าง
ข้อแรกสุดคือลงทุนทำแล้วล่ม อันนี้แน่นอนว่าต้องเกิดขึ้นเพราะหนังที่ลงทุนสร้างไปนั้นไม่เด่นไม่ดังไม่มีคนดู
ทำให้เงินที่ลงทุนไปหายวับไปกับตา คือเงินทุนค่าใช้จ่ายที่ต้องถูกใช้ไปสำหรับธุรกิจบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างภาพยนตร์นั้น
มันมีแต่จะสูงขึ้น ไม่มีต่ำลงมาได้ เช่น ตั้งงบไว้ที่ 10 ล้าน ก็มักต้องจ่ายไปที่ 10 ล้านหรือมากกว่า ไม่มีที่จะจ่ายน้อยกว่านั้น ทีนี้ตามค่าเฉลี่ยเนี่ย
มันไม่ได้อยู่ที่ 10 ล้านน่ะสิครับ คือโดยเฉลี่ยแล้ว หนังอเมริกันเรื่องหนึ่งจะใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม นับตั้งแต่เริ่มคุยเริ่มเขียน Script
ไปจนถึงวันเปิดฉายวันแรกสุด ค่าใช้จ่ายการผลิตตลอดระยะเวลา 2 ปีนั้นก็จะตกอยู่ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ไม่ใช่บาทไทยนะครับ)
มีค่าทำการตลาดเข้าไปอีก 7 ล้านและอีก 3 ล้านสำหรับ Studio ซึ่งก็หมายความว่า 30 ล้านจมลงไปกับหนังเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว
โดยต้องมาลุ้นกันต่อว่าเมื่อหนังออกฉาย จะได้เงินคืนมาสัก 10 ล้าน (ขาดทุนป่นปี้) 100 ล้าน (กำไรเหนาะ ๆ) หรือ 1,000 ล้าน (ฝันไปเหอะ!!!)
ทีนี้ในกรณีที่หนังไม่ได้เด่นได้ดังตู้มต้ามตามใจฝันไว้แต่แรกเนี่ย
เขาก็มีการคิดเฉลี่ยกันออกมาแล้วว่า รายรับที่ได้กลับคืนมาจะต้องยังไงและเท่าไหร่กันบ้าง นั่นก็คือ เมื่อเริ่มออกฉายในโรง (ภายในประเทศ)
จะมีหนังเพียง 20% ที่ได้เงิน 30 ล้านกลับมาทันที แต่ไอ้หนังที่ว่านี้ต้องเก๋จนเกือบจะดังอยู่แล้วเชียวนะ (เพราะถ้าดังคงได้มากกว่านี้แน่)
ซึ่งในยอด 30 ล้านที่ว่านี้ ทางโรงฉายจะเอาไปแล้วกว่าครึ่งเป็นค่าฉาย คือเอาไปแล้ว 17 ล้าน เหลือมา 13 ล้าน
แล้วไปได้จากการออกฉายในต่างประเทศมาอีก 6 ล้าน (หักค่าใช้จ่ายทางการตลาดไปแล้ว) ก็แปลว่าจะมีรายได้มาที่ 19 ล้าน
ยังขาดทุนอยู่อีกตั้ง 11 ล้านเหรียญโน่นแน่ะ
คราวนี้จะมาเอาเงินคืนได้จากไหน
...ก็จากกิ่งก้านสาขาที่แตกแยกย่อยออกมาได้จากหนังเรื่องนั้นนั่นแหละ คือเอามาทำเป็นวิดีโอทั้งขายทั้งเช่าได้มาอีก 9 ล้าน
และขายลิขสิทธิ์ให้ทางเคเบิลทีวีได้อีก 2 ล้าน ซึ่งก็ยังแค่เสมอตัว จะมาเอากำไรได้ก็ตอนที่โทรทัศน์ช่องปกติซื้อไปฉาย ตอนนั้นถึงจะได้อีก 3 ล้าน
แต่นั่นก็คือ 2 ปีหลังจากหนังออกฉายโรงครั้งแรกหรือประมาณ 5 ปีนับแต่เริ่มโครงการจะสร้างหนังเรื่องที่ว่านี้
แล้วต่อมาก็อาจจะมีเงินเข้ามาอีกซัก 250,000-500,000 เหรียญจากการฉายในโทรทัศน์ครั้งต่อไปและการขายวิดีโอ (ถ้าโชคดียังขายได้เรื่อย ๆ )
คิดดูสิ ต้องรออีกตั้ง 5 ปี กว่าจะได้กำไร แล้วใน 5 ปีที่รออยู่นั้นก็ต้องกินต้องใช้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ...เจ๊งเจ้าค่ะคุณเอ๋ย
แอบแถมเรื่องของโทรทัศน์มาให้หน่อยนึง (ซึ่งโหดไม่แพ้กัน) รายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ในอเมริกานั้น
ทำปุ๊บขาดทุนปั๊บ คือการขายรายการครั้งแรกให้เครือข่ายโทรทัศน์นั้นจะได้เงินน้อยกว่าต้นทุนการผลิต 25% คือถ้ารายการ 1 ชั่วโมงลงทุนผลิตไป
1,200,000 เหรียญ เวลาขายจะขายได้ 900,000 คือขาดทุนไป 300,000 แล้วจะมาได้เงินอีกทีเมื่อมีการขายลิขสิทธิ์ให้ออกอากาศได้ในต่างประเทศ
ซึ่งก็ต้องรอเรื่องของการตลาด ตลอดจนสัญญาการออกอากาศครั้งแรกให้จบสิ้นกันไปเสียก่อน กว่าที่จะได้เก็บเกี่ยวดอกผลกัน
หลายคนเห็นอย่างนี้แล้วคงสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วจะทำกันไปทำไม ถ้ามันขาดทุนป่นปี้ ได้ไม่คุ้มเสียอย่างเนี้ย ก็ต้องขอบอกกันว่า อย่าลืมครับอย่าลืม
นี่เรากำลังคุยถึงหนังหรือรายการที่ไม่ดัง ถ้าดังน่ะ ได้เงินกันเห็นๆ ครับ ส่วนจะได้ยังไง มากน้อยแค่ไหน ไปดูกันต่อได้ครับ
|
กฎเกณฑ์ต่อมาว่าด้วยเรื่องหนังที่ลงทุนทำไป แล้วดังระเบิดเถิดเทิง คือว่ารู้อยู่แล้ว
ศึกษามาแล้ว ไอ้เรื่องนี้นี่พอทำไปมันต้องดังแน่ แล้วมันก็เป็นไปตามนั้นด้วย แต่ว่าหนังประเภทที่จะเป็นเช่นนี้ได้นั้นมีไม่มากและไม่บ่อยนักหรอก
จากรายงานที่ไปหามา ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) มีหนังดังเพียง 3% ที่ออกฉายในปีนั้น แต่ทำรายได้ไปถึง 1 ใน 3
ของรายได้จากหนังที่ออกฉายทั้งหมด ทั้งนี้เพราะ ไอ้ต้นทุนการผลิตน่ะมันตายตัว พอออกฉายแล้วดัง คนก็มาดูเยอะเข้าเรื่อยๆ
ไม่ต้องไปโฆษณาเพิ่มให้เสียเงินเสียทอง คนก็มาดูอยู่แล้ว หรือถ้าจะลงทุนเพิ่ม มีการ Promote ด้วยวิธีการต่างๆ เข้าไปอีก
เขาก็สำรวจกันออกมาแล้วว่า ลงทุนทางการตลาดเพิ่มอีก 10% จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีก 50% ทีเดียว (ทำไงได้ ก็หนังมันดังนี่นา)
ตัวอย่างหนังดังหนังเด่นเห็นกันจะๆ ก็อย่างเช่น Batman ของ Warner Brothers ลงทุนไป 75 ล้าน พอหนังฉาย
คนก็แห่ไปดูกันเพราะหนังมันดังเด็ดดวง ทางค่ายก็เลยทำเสื้อยืด ทำวิดีโอ ทำเพลง และขานลิขสิทธิ์ต่างๆ พ่วงเข้าไปอีก
ปรากฏว่าทำเงินรายได้กลับคืนมาทั้งสิ้น 1,000 ล้านเหรียญ หรือ 1,233% เป็นกำไรสบายใจเฉิบ ในขณะที่ Sex, Lies & Videotape นั้น
เป็นหนังผู้ใหญ่ที่ชื่อชวนชมอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนมากทั้งหนังและการ Promote คือลงทุนทั้งสิ้นทั้งปวงไป 1 ล้าน
ออกฉายได้กะตังค์กลับคืนมา 24 ล้าน คือกำไร 2,300% คุ้มสุดๆ
|
มาถึงข้อสุดท้าย อ้างอิงจากหนังสือ Adventures in the Screen Trade ของคุณพี่
William Goldman เขาบอกไว้ว่า nobody-knows-anything ซึ่งก็คือ ไม่มีใครรู้แจ้งแทงชัดไปได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้เพราะความนิยมหรือการสร้างสรรต่างๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าหนังเรื่องไหนจะดังหรือไม่ดัง ไอ้คาดการณ์น่ะ
คาดได้ แต่ผลที่ออกมาจะเป็นไปตามคาดหรือเปล่านี่อีกเรื่องหนึ่ง อย่างเรื่อง Batman ไม่ว่าใครก็ต้องคาดว่าเป็นหนังฮิตติดตลาดแน่นอน
แต่ poll จากผู้เชี่ยวชาญด้านการบันเทิง 1,500 คน กลับลงคะแนนความดังให้หนังเรื่องนี้เพียง 25 % เท่านั้น
ทั้งนี้เพราะผู้เชี่ยวชาญคิดว่ามันน่าจะเป็นการ์ตูนมากกว่าหนังที่คนเล่นจริงๆ แต่ผลปรากฏว่า ดังไปตามคาด
ในขณะที่พล็อตเรื่องของหนังแบบเดียวกัน คาดว่าจะดังแน่นอนเหมือนกัน เพราะใช้คนแสดงร่วมกับตัวการ์ตูนชื่อดังทั้งสองเรื่อง
ลงทุนมากมายทั้งสองเรื่อง ผู้สร้างยิ่งใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังทั้งสองเรื่อง แต่หนังของ Steven Spielberg เรื่อง Who Framed Roger Rabbit
กลับเป็นหนังดังทำเงินถล่มทะลาย ในขณะที่ Howard the Duck ของ George Lucas กลับพังไม่เป็นท่าไม่เป็นทางไป ...น่าเห็นใจยิ่งนัก
จากที่บอกมาทั้งหมด ทำให้เห็นว่า มีเพียง 2 สิ่งที่กำหนดบทบาทของอุตสาหกรรมบันเทิง
นั่นคือ พรสวรรค์หรือความสามารถที่คุณมี บวกเข้ากับเงินลงทุนจากค่ายใหญ่ หรือไม่ก็ชื่อเสียงจากคนดังที่มาร่วมงานด้วย
สำหรับเรื่องความสามารถหรือพรสวรรค์นั้น คงไม่มีอะไรต้องพูดถึง แต่องค์ประกอบหลักต่อมาจะเป็นส่วนช่วยที่สำคัญมาก
ถ้าจะเริ่มงานด้านนี้โดยที่ไม่เคยมาก่อนหรือไม่เป็นที่รู้จัก การได้ดาราดังๆ ผู้กำกับดีๆ หรือคนเขียนบทเก๋ๆ ที่ใครๆ ก็รู้จักอยู่แล้วมาร่วมงานด้วย
ก็นับว่าช่วยให้เริ่มต้นได้สวยขึ้นเยอะ
แต่ก็นั่นแหละ เงินลงทุนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างให้ผลงานนั้นเป็นที่นิยม
รวมทั้งการตลาดที่ดีที่จะช่วยส่งอีกแรง เมื่อผลงานปรากฏออกสู่สายตาประชาชน ถ้าสองอย่างนี้ดี ผลก็ออกมาสวยงาม ในปี 1988 (2531)
ค่ายใหญ่ทำหนังออกมาประมาณแค่ 1 ใน 3 ของหนังทั้งหมดในปีนั้น แต่กวาดรายได้ไปถึง 80% ของรายได้จากหนังทุกเรื่องทั้งปี ซึ่งค่ายใหญ่ๆ
ที่มีอิทธิพลสูง ๆ ก็มีอยู่เพียงประมาณ 5 ค่ายเท่านั้นเอง
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 80 (2513-2523) ผู้สร้างอิสระทั้งหลายเสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้ลงทุนว่า
ไม่ใช่แต่ค่ายใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะการันตีรายได้ แต่การ Pre-sale (การขายลิขสิทธิ์และการทำตลาดล่วงหน้า)
จะสามารถกำหนดรายได้ของผลผลิตและลดความเสี่ยงลงได้มาก ซึ่งทาง Wall Street ก็เห็นด้วย ในช่วงที่ดีที่สุด (ประมาณปี 2529)
นักลงทุนได้ลงเงินไปใน Hollywood ถึง 3,700 ล้านเหรียญ แต่ข้อตกลงไปยึดติดอยู่กับการที่ทางผู้สร้างจะต้องได้รายได้ล่วงหน้าจากผู้จัดจำหน่าย
(ซึ่งกลายเป็นคนรับเอาความเสี่ยงทั้งหมดไป) เนื่องจากต้องใช้เงินในการสร้างหนัง ปัญหาที่ตามติดต่อมาก็คือ
ผู้จัดจำหน่ายที่ซวยไปออกเงินล่วงหน้าให้หนังที่สร้างออกมาแล้วเจ๊ง ก็เลยต้องพลอยล้มละลายหายสูญไปตามๆ กัน
ปัจจุบันสถาบันทางการเงินทั้งหลายต่างก็ยึดคติที่ว่า "เล็กๆ มิต้าไม่
ต้องใหญ่ๆ
ถึงจะสน" แล้วก็พยายามที่จะออกข้อกำหนดกับบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงๆ ทั้งหลายว่า ไม่ให้ทำงานเล็ก แต่ให้ทำงานใหญ่ๆ ที่มีเครือข่ายเยอะๆ
เข้าไว้ อุตสาหกรรมบันเทิงทั้งหลายก็เลยต้องผูกพ่วงเข้าไว้ด้วยกันหลายๆ แขนง ทั้งหนังสือ เพลง ค่ายหนัง หรือแม้แต่เครื่องเสียงญี่ปุ่น
ซึ่งการผูกรวมเป็นกลุ่มก้อนอย่างนี้ (เขาว่ากันว่า) น่าจะพอยืนยันให้ช่วยกันดึงสถานภาพของบริษัทเอาไว้ได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการขาดทุนจนเกินไป
เห็นหรือยังว่า เงินทองของนอกกายเนี่ย มันไม่ใช่ก้อนเนื้องอกที่จู่ๆ
ก็โผล่ออกมาโดยไม่ได้นัดหมายแล้วก็โตวันโตคืนไปเรื่อย แต่อาจมีผลเป็นมะเร็งร้ายที่เอาแต่งอกหนี้มาไม่รู้จักหยุดได้
ยังไงก็ขออวยชัยให้พรกับผู้ที่วาดหวังว่าจะใช้เงินที่มีอยู่ (หรือไปกู้เขามา) ให้จัดการกับเงินนั้นได้อย่างสมใจอยากทุกประการเทอญ
.. |
สวัสดีครับ
ป.ล. ขอบคุณข้อมูลจากพี่ติ่ง |