James Bond
๒๕ พ.ค. ๔๓
สวัสดีครับ
Alphabetize
ลำดับที่ 17 กับตัวอักษร "J" ของเราจะเป็นเรื่องต่อไปของสายลับมือหนึ่งจากอังกฤษ เจ้าของรหัส 007 นามว่า James Bond นะครับ
เมื่อตอนที่แล้วเราว่ากันถึงผู้แต่งก็คือ Fleming, Gardner และ Benson มาคราวนี้เราจะว่ากันถึงภาพยนตร์ชุดนี้
และดารานำแสดงตั้งแต่ภาคแรกสุดจนล่าสุดกันเลย อ้อ
แล้วที่พลาดไม่ได้ก็คือเพลงประจำของแต่ละภาคนะครับ ไปดูกันเลยดีกว่าครับ
James Bond 007 ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคแรกสุดนั้น
ไม่ใช่ตอนแรกของหนังสือนิยายชุดนี้ มีการแซงหน้าเอาตอนหลังมาสร้างก่อน ซึ่งก็ไม่เป็นที่แปลกประหลาดอะไร ทั้งนี้เพราะเรื่องมันจบในตอนอยู่แล้ว
ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเรียงลำดับให้วุ่นวาย โดยเริ่มต้นสร้างเป็นหนังใหญ่แรกสุดเมื่อ 2505 (1962) ประเดิมกันด้วย Dr. No
ดาราที่มารับบท James Bond คือป๋า Sean Connery และแน่นอนว่าทุกภาคของสายลับ 007 คนนี้จะต้องมีหญิงสาวมาเอี่ยวด้วยเสมอ
(ทั้งดีและร้าย) ในภาคแรกสุดนี้ หญิงสาวของ Mr. Bond แสดงโดย สาวเซ็กซ์ Ursula Andress โดยมี
Joseph Wiseman เล่นเป็นตัวโกง กำกับการแสดงโดย Terrence Young ใช้งบประมาณในการสร้างไป $900,000
หนังทำรายได้ไปทั้งสิ้น 23 ล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่า กำไรถล่มทะลายไปเลย
.ภาคนี้ยังไม่มีเพลงร้องประจำเรื่องแต่มีเพลง Theme ของเรื่อง
ประพันธ์โดย Monty Norman
ภาคต่อมาคือ From Russia with Love
สร้างออกฉายปีต่อมา ภาคนี้เริ่มมีเพลงร้องประจำเรื่อง
ชื่อเพลงเดียวกันกับชื่อหนัง ร้องโดย Matt Monroe ซึ่งกลายเป็นเพลงเด่นเพลงดังกันต่อมา พระเอกกับผู้กำกับเป็นคนเดิม
แต่เปลี่ยนนางเอกมาเป็น Daniala Bianchi และตัวโกงก็เป็น
Robert Shaw กับ Lotte Lenya ภาคนี้เพิ่มทุนสร้างเข้าไปเป็น 2 ล้าน
แล้วได้รายรับคืนมา 32 ล้าน 6 แสน
.คุ้มจ้ะคุ้ม ปีต่อมาเลยรีบสร้าง Gold Finger ต่อทันควัน พระเอกเปลี่ยนไม่ได้แล้ว
ต้องเป็นป๋า Sean คนเดิมเท่านั้น คนติดแล้วนี่ นางเอกคราวนี้ฟาดไป 3 ประกอบด้วย
Honor Blackman, Tania Mallet และ Shirley Eaton
ตัวโกงคือ Gert Frobe เปลี่ยนผู้กำกับใหม่ด้วย คราวนี้คือ Guy Hamilton ส่วนเพลงใช้ชื่อเดียวกับหนัง ร้องโดย Shirley Bassey
ภาคนี้ลงทุนไป 3 ล้าน หนังฉายเสร็จได้ตังค์กลับคืนมา 66 ล้าน 3 แสน
อื้อซ่ากว่าครั้งที่แล้วซะอีก
ปีต่อมา 2508 (1965) Thunderball ภาคนี้ลงทุนไปถึง 5.5 ล้านเหรียญ
แน่นอนว่าไม่มีการเปลี่ยนพระเอก ส่วนเพลงนั้น มีแต่คนรอฟังพอๆ กับรอดูเสียแล้ว ดังนั้นต้องคิดมากกันว่า
จะเอาเพลงอะไรให้ใครร้องมาเป็นเพลงประจำเรื่อง ซึ่งภาคนี้ Tom Jones มารับหน้าที่ร้องเพลงชื่อเดียวกันกับหนัง
คราวนี้ Terrence Young กลับมากำกับเหมือนเดิม สาวของ Bond ภาคนี้มี 2 คือ Claudine Auger กับ
Luciana Paluzzi ตัวโกงคือ Adolfo Celi
ภาคนี้ได้กะตังค์ไป 74 ล้าน 8 แสนเหรียญซึ่งนับได้ว่าสูงสุดของหนัง Bond ทุกภาค แต่ว่ายิ่งทำก็ยิ่งกำไรแบบนี้
ทำไมเว้นไปปีนึงก็ไม่รู้ ปี 2509 ไม่มีหนัง James Bond ออกฉาย แต่ปีต่อมาภาคที่ 5 ก็คลอดโดยนำเอาตอน
You Only Live Twice มาสร้าง ลงทุนไป 8.5 ล้าน ใช้พระเอกคนเดิม ที่เหลือเปลี่ยนหมด เพลงร้องโดย Nancy Sinatra เพลงดังไปเช่นเคย หญิงสาวของคุณ Bond
คือ Akiko Wakabayashi กับ Mie Hama ผู้ร้ายคือ
Donald Pleasence ส่วนผู้กำกับคือ Lewis Gilbert ภาคนี้ทำเงินไปได้แค่ 36 ล้าน 2 แสน
น้อยกว่าภาคที่แล้วตั้งครึ่ง แล้วไม่ใช่แค่นั้นนะ คุณป๋า Sean Connery แกลุกขึ้นมาประกาศด้วยว่า เบื่อจะตายอยู่แล้ว ไม่เอาแล้ว ไม่เล่นแล้ว
ขี้เกียจเป็นสายลับวิ่งไล่จับผู้ร้ายแล้ว งานนี้เหล่าผู้สร้างทั้งหลายใจหายวาบ เพราะหน้าป๋าแกกลายเป็น Logo หนังไปซะแล้วนี่นา แต่ทำไงได้ล่ะ
ก็แกไม่ยอมเล่นนี่นา ภาคที่ 6 ที่ชื่อ On Her Majesty's Secret Service
ปี 2512 (1969) ก็เลยต้องเปลี่ยนพระเอกมาเป็น George Lazenby
พร้อมกันนั้นในภาคนี้ Diana Rigg มารับบทเป็นสาวของ Bond และเป็นภาคเดียวที่ Bond แต่งงานแต่งการเป็นหลักเป็นฐาน
ตัวโกงคือ Telly Savalas ผู้กำกับคือ Peter Hunt ภาคนี้ได้ Louis Armstrong มาร้องเพลง We have all the time in the world ไว้ในเรื่อง
ลงทุนสร้างไป 7 ล้าน ออกฉายได้เงินคืนมา 16 ล้าน น้อยกว่าเดิมไปอีกเท่าตัว แถมคนดูก็ด่า นักวิจารณ์ก็ว่า ทำเอาคุณ George
พระเอกใหม่ตายไปเลย เล่นภาคเดียวเลิก !!!
เอาไงดีล่ะทีนี้ จะเลิกสร้างไปเลยก็ใช่ที่ เพราะเท่าที่ผ่านมามันก็ดีอยู่ มาแย่เอาตอนที่ป๋า Sean
แกเลิกเล่นไปนี่ล่ะ อย่ากระนั้นเลย ไปง้อแกกลับมาดีกว่า ว่าแล้วก็มีการงอนง้อขอคืนดีกันเกิดขึ้น ซึ่งป๋า Sean ก็ใจดีมาก
ยอมกลับมาเล่นให้อีก 1 ภาคสุดท้ายเพื่อกู้ชื่อ James Bond กลับมาด้วยข้อแม้เล็กน้อยคือ ขอค่าตัว 1 ล้าน 2 แสน 5 หมื่นเหรียญ
(ซึ่งสมัยนั้นก็มากโขอยู่) พร้อมเปอร์เซ็นต์รายได้ของหนังด้วย นอกจากนั้นยังต้องได้สัญญาเล่นหนังอื่นที่ไม่ใช่ 007 นี้อีก 2 เรื่อง
และถ้าถ่ายทำนานเกินกว่าที่กำหนดไว้ คิดตังค์เพิ่มสัปดาห์ละ 1 หมื่น เอากะแกสิเอ้า !!! ทางผู้สร้างก็ต้องยอม
ดังนั้น Diamonds Are Forever ในปี 2514 (1971) ซึ่ง Shirley Bassey กลับมาร้องเพลงชื่อเดียวกันนี้เป็นที่โด่งดังไปนั้น
พระเอกของเราก็เลยกลับมาเป็น Sean Connery อีกครั้ง ควบสาว 2 คนคือ
Jill St. John กับ Lana Wood หน้าที่ผู้ร้ายตกเป็นของ
Charles Gray
ส่วนผู้กำกับคือ Guy Hamilton คราวนี้ลงทุนไปประมาณ 10 ล้าน ได้คืนมา 26 ล้าน 5 แสน
แถมด้วยความนิยมในสายลับอังกฤษเจ้าเก่าก็กลับคืนมาด้วย
ในภาคที่ 8 ความเสี่ยงเริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Live and Let Die ในปี 2516 (1973)
ต้องเปลี่ยนพระเอกอีกครั้ง เพราะคราวนี้ป๋าแกเอาแน่ที่จะไม่กลับมาเล่นหนังชุด James Bond 007 อีก พระเอกขี่ม้าขาวของเราคือ Roger Moore
มาพร้อมนางเอกสาวสวยหวานหยด Jane Seymour มี
Yaphet Kotto เป็นตัวโกงและ Paul McCartney & Wings ร้องเพลงภาคนี้ไว้ ซึ่งปรากฏว่าพี่
Moore สอบผ่านฉลุย ประชาชนยอมรับด้วยดี ภาคนี้ลงทุนไปเกือบ 12 ล้าน ได้ตังค์คนดูกลับคืนมา 20 ล้าน 1 แสน ถึงจะไม่มากนัก
แต่คนไม่ด่าก็เอาแล้ว
..
ปีต่อมา Roger Moore ก็เล่นภาคต่อมาคือ
The Man with the Golden Gun
อีกแล้วที่เพลงชื่อเดียวกันนี้จาก Lulu กลายเป็นเพลงดังไป ภาคนี้สาวของ Bond มี 2 คนคือ Britt Ekland กับ
Maud Adams และตัวโกงคือ Christopher Lee
ลงทุนไป 13 ล้าน หนังฉายเสร็จเก็บกะตังค์ได้ 11 ล้าน 1 แสน ขาดทุนย่อยยับ
นักวิจารณ์ด่าเละ แถมผู้สร้างทะเลาะกันอีกต่างหาก อะไรกันนี่
.หายนะครับ อย่างนี้เขาเรียกหายนะ
ทีมสร้างหลบเลียแผลใจกันไปเกือบ 3 ปีก็เข็นตอนใหม่ที่ชื่อ The Spy Who Loved Me
ขึ้นมาโดยพระเอก Moore เช่นเดิม ลงทุนไป 14 ล้าน
เพลงร้องโดย Carly Simon เป็นเพลงดังไปตามระเบียบ นางเอกของเรื่องแสดงโดย Barbara Bach
ตัวโกงคือ Curt Jurgens หนังทำเงินไปได้ 21 ล้าน
เรียกชื่อของ Moore และ Bond กลับมาได้เป็นผลสำเร็จ เย้
..
ในภาคที่ 11 ของหนังชุด James Bond เลือกเอาตอนที่ชื่อ
Moonraker มาสร้างในปี 2522 (1979) ซึ่งพอดี๊พอดีกับที่ช่วงนั้น
เป็นช่วงหนังอวกาศกำลังมาแรง ภาคนี้กับเนื้อหาที่ออกไปท่องอยู่ในอวกาศ ก็เลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้ดีไปกับเขาด้วย Shirley Bassey
มาร้องเพลงไว้อีกแล้ว พระเอกนั้นยังไม่เปลี่ยน นางเอกคราวนี้เป็น Lois Chiles
โดยมีพี่ Michel Lonsdele เล่นเป็นตัวโกง
ลงทุนไปเกือบ 30 ล้าน ได้เงินคืนมา 25.5 ล้าน ซึ่งถึงจะไม่ได้กำรี้กำไรใดใดนัก แต่ผู้คนเขาชื่นชม ไม่มีใครบ่นด่าก็เลยถือว่ารอดตัวไป
พอถึงปี 2524 (1981) For Your Eyes Only และพระเอก
Moore ก็มาสร้างความสนุกสนานให้ผู้ชมอีกครั้ง โดยมี 3 สาว Carole Bouquet,
Lynn Holly Johnson และ Cassandra Harris มาสร้างสีสันให้ภาคนี้และ
Julian Glover มารับเล่นเป็นตัวร้ายของเรื่อง
ส่วนเพลงเป็นหน้าที่ของ Sheena Easton ซึ่งแน่นอน เป็นเพลงดังไปทันที ภาคนี้ลงทุนไปเกือบ 28 ล้าน พอหนังฉาย ได้เงินคนดูมาทั้งสิ้น
19 ล้าน 8 แสน ทีมสร้างกุมขมับกันไปตามๆ กัน แต่
.ขอโทษ คนเราจะมาเข็ดขามอะไรกันง่ายๆ ว่าแล้วก็สร้าง
Octopussy
ออกมาในปี 2526 (1983) โดยพระเอกคนเดิมที่ไม่ค่อยจะทำเงินสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ หน้าแกเป็น Logo แทนป๋า
Sean ไปเรียบร้อยแล้วนี่นา ภาคนี้สาวๆ ของสายลับของเราคือ
Maud Adams กับ Kristina Wayborn ตัวโกงเล่นโดย
Louis Jourdan
เพลงภาคนี้ชื่อ All Time High ร้องโดย Rita Coolidge ซึ่งแน่นอน
เด่นดังไปก่อนหนัง เรื่องนี้ลงทุนไป 25 ล้าน
ได้เงินค่าตั๋วกลับมา 25.5 ล้านถือว่าเสมอตัวเรื่องเงิน แต่ตีตื้นขึ้นมาได้เรื่องความนิยม
บอกไปแล้วว่าเมื่อตอน
The Man with the Golden Gun ออกมาล้มระเนนระนาดนั้น ทางผู้สร้างเขาตีกัน
พอมาถึงตอนนี้คนที่แยกตัวออกไปก็เลยกลับมาแก้แค้นด้วยการนำเอา
Never Say Never Again มาสร้างออกฉาย โดยไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ไปดึงเอาป๋า
Sean Connery กลับมารับบท James Bond ได้อีกครั้ง แต่ไม่มีข้อมูลว่าลงทุนไปเท่าไหร่
ได้กำไรหรือขาดทุนอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ นี่เป็นภาคสุดท้ายแล้วที่ป๋าแกรับบทสายลับอังกฤษคนดังคนนี้
เพราะหลังจากนี้แล้วแกก็ไม่เคยรับเล่นบทนี้อีกเลย
ปี 2528 (1985) James Bond โดยพระเอก
Roger Moore ก็กลับมาอีกครั้งใน A View to a Kill โดยมีสาวสวย
Tanya Roberts มาเป็นนางเอกและ Christopher Walken
กับ Grace Jones เป็นตัวโกง คราวนี้เพลงใช้วง
Duran Duran ลงทุนไป 25 ล้านแต่ได้เงินกลับมาแค่ 16 ล้าน 6 แสนเท่านั้น
ทั้งนี้เพราะพระเอกของเราแก่เหี่ยวจนจะวิ่งไม่ไหวอยู่แล้ว คนดูไม่มีใครเชื่อแล้วว่าสายลับคนนี้มีประสิทธิภาพจริง
ดังนั้นในภาคต่อมาอันเป็นภาคที่ 15 (ไม่นับ Never Say Never Again)
ที่ชื่อ The Living Daylights ก็เลยต้องเปลี่ยนพระเอกกันอีกครั้ง
คราวนี้ดาราหนุ่ม Timothy Dalton ได้เข้ามารับบทนี้บ้าง นางเอกภาคนี้คือ Maryam D'Abo ส่วนตัวโกงคือ
Joe Don Baker เพลงร้องโดยวง A-ha ลงทุนไปถึง 30 ล้าน แต่ได้เงินคืนกลับมาเพียง 14 ล้านกว่าๆ เท่านั้น
ซึ่งถึงแม้จะทำใจไว้แล้วว่า เปลี่ยนพระเอกใหม่ที เงินต้องลดลงทีแน่นอน แต่ลดลงแยะขนาดนี้ก็หนาวเหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องลองให้โอกาสพระเอกใหม่ของเราหน่อย ดังนั้นภาคต่อที่ชื่อ
Licence to Kill พระเอก Timothy Dalton
ก็ยังได้เล่นอยู่คู่กับ Carey Lowell กับ Talisa Soto
แล้วให้ Robert Davi มาเป็นตัวโกง
มอบหน้าที่ร้องเพลงประจำเรื่องให้ Gladys Knight ใช้ทุนสร้างไป 36 ล้าน ผลปรากฎว่ายิ่งหนักไปกว่าเดิม
เพราะได้เงินคืนกลับมาแค่ 11 ล้าน 7 แสน ก็เลยมีอันต้องเปลี่ยนคนมารับบทนี้แทนกันเสียได้แล้ว
ในภาคที่ 17 ที่ชื่อ Golden Eye
พระเอกที่มารับบทสายลับอังกฤษ James Bond คือดาราอังกฤษ Pierce Brosnan
(บทนี้สงวนสิทธิ์เอาไว้ที่ดาราอังกฤษเท่านั้น) เล่นคู่ดาราสาว Izabella Scorupco
และ Famke Janssen โดยมี Sean Bean
มารับบทตัวโกง เพลงร้องโดย Tina Turner คราวนี้ไม่มีการเปิดเผยว่าลงทุนไปเท่าไหร่ แต่รายรับที่เข้ามานี่ปิดไม่อยู่เพราะต้องเอาเข้า
Chart ซึ่งตัวเลขคือ 24 ล้านเหรียญ นับว่ากู้หน้ากู้ชื่อ James Bond กลับมาได้ด้วยดี
ขณะเดียวกันผู้ชมทั้งหลาย ก็ให้การยอมรับพระเอกคนนี้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นภาคต่อมา
Tomorrow Never Dies พระเอก Bond ของเราจึงรับบทโดย
Brosnan ขณะที่สาวของ Bond ในภาคนี้เป็นหน้าที่ของ
Michelle Yeoh หรือ หยางจื่อฉุนดาราฮ่องกงอดีตนางงามมาเลเซีย กับสาวสวย
Teri Hatcher ส่วนตัวโกงนั้น
รับบทโดย Jonathan Pryce เพลงร้องโดย Sheryl Crow และภาคล่าสุด
The World is Not Enough ซึ่งมี Sophie Marceau
เป็นตัวโกงพร้อมงานเพลงจาก Garbage นั้นคนดูต่างก็ยอมรับความเป็นสายลับ Bond ของคุณ Pierce Brosnan
ไปเต็มตัวแล้ว ทั้ง 2 ภาคนี้ไม่มีการเปิดเผยต้นทุนเช่นกัน ส่วนรายได้นั้นยังสรุปกันไม่เสร็จครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
แต่ว่า
รายได้ที่บอกมาทั้งสิ้นนั้น ล้วนเป็นรายได้จากการออกฉายตามกำหนดปกติภายในประเทศเท่านั้นนะครับ
ไม่รวมที่ออกฉายทั่วโลก เพราะถ้ารวมทั่วโลกแถมวิดีโอเข้าไปด้วยแล้ว หนังชุด James Bond นี้ไม่เคยมีขาดทุนเลยซักกะตอนเดียวจ้า
.
สำหรับภาคต่อไปซึ่งจะเป็น Bond 20
คือภาคที่ 20 ของภาพยนตร์ชุดนี้แล้วนั้น คาดว่าจะได้ดูกันประมาณปี 2545-2546 (2002-2003)
ทั้งนี้เพราะพระเอกของเราขอเพลาๆ เรื่องของ Bond ลงซักระยะ ประกอบกับแกรับหนังไว้อีก 2 เรื่องแล้ว
ซึ่งก็คงต้องรอคิวกันไปก่อน แต่ถ้าได้ออกฉายปี 2545 (2002) ล่ะก็ จะเป็นการครบรอบ 40 ของภาพยนตร์ชุดนี้นับตั้งแต่
Dr. No เป็นต้นมา
และ ก็ยังครบรอบ 50 ปีของนิยายเรื่องนี้จาก Ian Fleming นับตั้งแต่
Casino Royal เป็นต้นมาอีกด้วยครับ
ก็เป็นอันว่าครบถ้วนกระบวนความกันไปแล้วนะครับ กับเรื่องราวของสายลับอังกฤษที่ชื่อ James Bond จากการสร้างสรรค์ของ
Ian Fleming สำหรับแฟนๆ พี่ Bond ก็คงต้องรอกันไปอีกซักปี 2 ปีนะครับ แต่คิดว่าคงไม่มีการเปลี่ยนพระเอกไปอีกนาน
เพราะดูท่าคุณ Pierce แกคงจะไม่ยอมแก่ง่ายๆ แล้วก็ไม่น่าจะเบื่อบทนี้แบบป๋า Sean
ด้วยอันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคงต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับ
แล้วพบกันกับ
Alphabetize ฉบับหน้าครับ
สวัสดีครับ
|