Harry Connick, Jr.
๕ พ.ค. ๔๓
สวัสดีครับ
Alphabetize
ลำดับที่ 14 มาถึงแล้วครับ คราวนี้จะเป็นเรื่องราวของชายหนุ่ม ผู้เก่งกาจทางด้านการดนตรีเป็นอย่างมหันต์
เท่านั้นยังไม่พอ ยังข้ามฟากมาเป็นดาราไปเสียเรียบร้อยแล้วอีกต่างหากด้วย และเนื่องจากว่ามีคนคุ้นๆ กันที่ขี้เกียจเข้าไปถามที่
bkk@bkkonline.com เพราะเห็นกันเจอกันในระยะประจันหน้า
ก็เลยถามกันด้วยปากนี่แหละ ง่ายดี เขาเกิดอยากรู้เรื่องของ HBO ใน Column นี้ ก็เลยนำมาเล่าสู่กันไปเสียในคราวเดียวเลย
เพราะฉะนั้น Alphabetize ตอนนี้กับตัวอักษร H ของเราก็เลยมีเรื่องมาให้อ่านกัน 2 เรื่องครับ
ลำดับที่ 14 กับตัวอักษร "H" นี้ เราจะเริ่มกันที่ชายหนุ่มที่เกริ่นนำไว้ก่อนนะครับ
ชื่อของชายหนุ่มคนนี้ถูกกล่าวถึงไปบ้างแล้วใน Alphabetize ตอนก่อนๆ แต่ตอนนี้เราจำเพาะเจาะจงไปที่ตัวเขากันเลยทีเดียว
ชายหนุ่มคนนี้ คนที่ (เขา) ว่ากันว่าเป็นอัจริยะบุคคลดนตรีอีกคนหนึ่ง ที่เก่งกาจสามารถมากอย่างหาคนเทียบเคียงยาก
ทั้งที่ยังหนุ่มยังแน่น และแมนเต็มร้อย เขาคือ Harry Connick, Jr.
ปีนี้ พ่อหนุ่ม Harry คนนี้เพิ่งจะอายุ 31 ปีนะครับ
แต่เขาประสบความสำเร็จ ในเรื่องการดนตรีเป็นอย่างมากมายมหาศาลบานตะไท
และแน่นอนว่าความสำเร็จนี้ย่อมต้องมีที่มา อันนี้ต้องเริ่มนิยมชมเชยกันมาตั้งแต่บุพการี ที่ไม่ได้เอาแต่ใจตัวเอง
ทั้งนี้เพราะทั้งคู่เป็นนักกฎหมาย คือเป็นนายและนางทนายความ !!! ขณะเดียวกันก็มีร้านขายแผ่นเสียงเป็นของตัวเองด้วย
ซึ่งอันนี้แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Harry น้อยนิยมชมชื่นทางดนตรี (โดยป๊ะป๋าและหม่ามี้ไม่ได้ลุกขึ้นมาโวยวาย ว่าทำไมไม่เอาดีทางกฎหมายเหมือนฉันยะ
แม้แต่น้อย)
พ่อหนูเริ่มสัมผัส Piano ตั้งแต่ 3 ขวบแล้วพอแค่ 6 ขวบก็เล่นได้แล้ว ไม่ใช่แค่เล่นเป็นเสียงตุ๊แหน่ว ตุ๊แหน่ว เอาน่ารักเข้าว่านะครับ
แต่แกเล่นเป็นเพลงๆ ไปเลย แล้วพอยังไม่ทันเต็ม 10 ขวบดี พ่อหนูน้อย Harry ก็สร้างความปลาบปลื้มและหน้าบานให้คุณพ่อคุณแม่
(ขณะเดียวกัน ก็สร้างความหมั่นไส้ให้นักดนตรีหลายคนที่แก่กว่าแต่เล่นไม่ได้ดีเท่า) เมื่อได้เข้าร่วมเล่นดนตรีกับวง New Orleans Jazz Band
ซึ่งเปิดการแสดงอยู่ที่ French Quarter ในขณะเดียวกันแกก็ศึกษาการดนตรีอยู่ที่ New Orleans Center for the Creative Arts
ซึ่งระหว่างนั้นก็คว้ารางวัลต่างๆ ที่เขาแข่งกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังร่วมเป็นสมาชิกเล่นดนตรีอยู่ในวง New Orleans Symphony ไปพลางๆ ด้วย
พออายุ 18 ปีพอดีพอดิบ คุณ Harry ก็ย้ายมาอยู่ที่ New York มาเรียนแบบรวบรัดระยะสั้นๆ
แต่จบเร็ว (เพราะเก่ง) ที่ Hunter college และต่อที่ Manhattan School of Music ระหว่างนั้น แกก็เชื้อเชิญคนจากค่าย Columbia มาดูแกเล่นดนตรี
ซึ่งก็ไม่เป็นที่ผิดหวังใดใด เพราะโดนจับทำสัญญาออก Album เพลงบรรเลง Jazz แบบมีเครื่องดนตรี 3 ชิ้นทันทีทันใด
เมื่อตอนอายุ 19 โดยใช้ชื่อ Harry Connick, Jr. เป็นชื่อชุดเพื่อแนะนำตัวเอง ซึ่งปรากฏว่างานชุดนี้
นักวิจารณ์ทั้งหลายชื่นชมยินดีตีฆ้องร้องป่าวกันไปทั่วว่า ดาวเด่นแห่งวงการเพลง Jazz ฉายประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกดวงหนึ่งแล้ว
พ่อหนุ่มน้อย Harry กลายเป็นนักดนตรีที่เด่นดังที่สุดที่ New York Clubs ผู้คนกระหน่ำซื้อตั๋วเข้ามาดูกันไม่ขาดสาย หนุ่มน้อยได้ที
รีบตีเหล็กขณะกำลังร้อน ออกงานชุดที่ 2 คราวนี้แนะนำอายุเพราะใช้ชื่อชุด 20 เท่าอายุจริง และที่สำคัญ ชุดนี้แกร้องเพลงด้วย
ผู้คนเริ่มรู้แล้วว่า เฮ้ย
เสียงก็เพราะ ร้องเพลงดีเหมือนกันนาเว้ยยย
.
ปีเดียวกันนั้น ผู้กำกับ Rob Reiner ก็มาขอให้ Harry ร้องและเขียนเพลงให้ในหนัง
When Harry Met Sally ซึ่งจากความสำเร็จของหนัง ก็เลยทำให้ชื่อเสียงของคนทำเพลงกระฉ่อนตามไปด้วย Harry ออกงานอีก 2 ชุด
ซึ่งทำรายได้ดีเด่นเป็นพิเศษ มีเพลงขึ้นอันดับ 1 ของ Jazz Chart และยังขึ้นอันดับต้นๆ ของ Top Chart ไปด้วยซึ่งคราวนี้
เขาไม่ได้เอาแต่งานเก่ามาร้องมาเล่นแล้ว คราวนี้มีเพลงที่แต่งเอง ร้องเองรวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เลยทำให้ชื่อเสียงในด้านความสามารถทางการดนตรี
มีเพิ่มเติมขึ้นอย่างหลากหลาย ทั้งในฐานะ คนเล่น คนร้อง คนเรียบเรียง คนแต่ง และคนควบคุมวง
ปี2533 (1990) ตอนที่อายุ 21 ปี พ่อหนุ่ม Harry ก็เล่นหนังเรื่องแรกในชีวิต
เรื่อง Memphis Belle ปีต่อมาเพลง Promise me you'll remember ที่เขาร้องถูกเสนอชื่อชิงทั้งลูกโลกทองคำและ Oscar
เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Godfather Part III อีกทั้งในปีเดียวกันนี้ ก็ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy สาขา
Best Performance in a Variety Special อีกด้วย ซึ่งชิงแล้วชิงอีกหลายสาขารางวัลไม่ได้ซะที เดี๋ยวจะเสียชื่อที่ใครต่อใครก็ว่าเก่งว่าดี
ดังนั้นปีนี้ที่รางวัล Grammy ก็เลยได้ Best Jazz Vocal ไปซะ 1 รางวัลเป็นการประเดิม และด้วยความที่ดีเด่นทางด้านนี้
ก็เลยได้ไปแสดงที่พระราชวัง Windsor ในงานวันเกิดปีที่ 70 ของเจ้าชาย Phillip พอกลับมาอเมริกาก็มาเล่นหนังเรื่องที่ 2 เป็นหนังของ
Jody Foster เรื่อง Little Man Tate และไปเป็นดารารับเชิญในหนังไม่ค่อยใหญ่นักเรื่อง Cheers
ต่อจากนั้นก็มีร้องเพลงในหนังการ์ตูน มีออก Album ต่างๆ
ที่ทั้งเขียนเพลงเองและควบคุมวงเองซึ่งแน่นอนว่าเข้า Chart ทั้ง Pop และ Jazz แล้วก็ขายดีเป็นเททิ้งไปตามระเบียบเช่นเคย
แต่ที่มีดีมีเด่นก็เห็นจะเป็นตอนปลายปี 2536 (1993) แกก็ลุกขึ้นมาออกงานชุด My Heart Finds Christmas
ซึ่งมีเพลงประเภท Holiday Song ที่แต่งใหม่ 4 เพลง โดยปกติพวก Holiday Song พวกนี้เขาก็ร้องๆ เล่นๆ ตามๆ กันมา
แต่สมัยโบราณอย่างที่เราเคยได้ยินพวก We wish you a Merry Christmas หรือ Silent night อะไรทำนองนั้น
แต่แกกลัวจะไม่เก๋
แกแต่งใหม่ แล้วปรากฏว่าฤดูกาลนั้น งานชุดนี้ขายดีที่สุดจ้ะ (สงสัยคนเบื่อเพลงเก่าๆ
.ร้องอยู่ได้ทุกปีอะไรทำนองเนี้ย)
แถมรายการพิเศษสำหรับเทศกาลคือ CBS-TV Christmas special ของเขาก็ rating สูงสุดด้วย
พอพ้นจากนั้นก็ออกงานชุดใหม่ที่แต่งเพลง และร้องเองทั้งชุด แล้วตระเวณ Tour Concert ทั้งรอบโลกและรอบอเมริกา
ผลก็คือคราวนี้แกมีแควนแควนเพิ่มขึ้นไปทั่วโลกทันควัน
นอกเหนือจากงานเพลงแล้ว พ่อหนุ่มของเราก็มีงานแสดงที่เด่นๆ ในหลากหลายบุคลิก
อย่างเรื่อง Copycat อันนั้นเล่นเป็นผู้ร้ายเต็มที่ เป็นฆาตกรโรคจิตอะไรทำนองนั้นแหละ (จำรายละเอียดหนังไม่ได้แล้ว)
เรื่อง Hope Floats นี่เล่นเป็นพระเอกเต็มๆ เลย ส่วนก่อนหน้านั้นก็มีไปแพลมๆ อยู่บ้างใน Independence Day
แล้วที่จะมีต่อไปก็จะประกอบไปด้วย Wayward Son ซึ่งเรื่องนี้จะรับหมดนำแท้ๆ เต็มๆ เป็นเรื่องแรก แล้วก็จะมีเรื่อง Simian Line
แล้วก็จะมีพากย์เสียงตัวการ์ตูนในเรื่อง Iron Giant แล้วก็หนังจากค่ายอิสระเรื่อง My Dog Skip
เห็นอย่างนี้แล้ว สาวๆ ทั้งหลายหยุดเช็ดน้ำลายที่ปลายคางเสียเถอะ
เพราะแกเป็น Family man เต็มตัว มีภรรยาไปแล้วชื่อ Jill กับคุณลูกอีก 2 คน แล้วยังถล่มตัวซะอีกนะว่า ตัวแกน่ะ
ไม่ได้เก่งเก๋ก๋ากั่นอย่างที่ใครๆ ยกย่องเชิดชูหรอก เพราะดนตรีน่ะ เป็นเรื่องยาก และก็เป็นเรื่องที่แกรักเป็นที่ 2 รองจากครอบครัว
เพราะงั้นแกเองยังคงต้องศึกษาเรียนรู้อีกต่อไปให้ถึงที่สุด ทุกๆ Album ที่ออกมาใหม่
จะเป็นการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมของแกไปเรื่อยๆ น่าน
.ถล่มตัวซะขนาดนั้น รางวัลเพียบ เงินพร้อม
แล้วยังมีสถานภาพทางสังคมสมบูรณ์แบบขนาดนี้ เฮ้อ
ไม่รู้ทำบุญอะไรมาเนอะ (อิจฉา)
เรื่องราวของพ่อหนุ่ม Harry Connick, Jr. ก็หมดลงเพียงเท่านี้
(เฉพาะในตอนนี้ เพราะต่อไปน่าจะรังสรรค์งานออกมาอีกเพียบ-เพิ่ง 31 เองนี่นา)
คราวนี้ก็เป็นของแถมพิเศษจาก Alphabetize สำหรับท่านที่ถามถึง HBO ว่ามันอะไร ทำไม ยังไงกันหรือ มันก็อย่างนี้ไง
.. HBO น่ะ
เป็นคำย่อของ Home Box Office ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทลูก แยกสาขามาจาก Time Warner Entertainment
ทำเป็นเครือข่าย Cable TV ไปทั่วๆ ทั้ง 50 รัฐ รวมไปถึง Puerto Rico, Guam, และ the United States Virgin Islands
ซึ่งนับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ที่สุด ในบรรดาธุรกิจเดียวกัน โดยเริ่มก่อตั้งกันเมื่อปี 2515 (1972) ที่ Wilkes-Barre, Pennsylvania
โดยเริ่มการแพร่ภาพดั่งว่านี้ไปทั่วๆ ผ่านดาวเทียมในปี 2518 (1975)
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีผลต่อการสื่อสาร Cable TV ทั่วประเทศใน 2 ปีต่อมาให้มีการนำดาวเทียมมาใช้ในเครือข่ายอื่นๆ อย่างน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด
(ในสมัยนั้น)
HBO เริ่มทำการแพร่ภาพตลอด 24 ชั่วโมงในปี 2521 (1978) โดยที่บริษัทแม่คือ Time Inc.
ยังเป็นเจ้าของเครือข่ายประเภทเดียวกันที่ชื่อ Cinemax ด้วย ซึ่งก็เลยทำให้รายการที่มีอยู่
จะประกอบไปด้วย commercial movies และ sports ตลอดจนหนังที่ทางบริษัทสร้างเอง ก็เลยมีหลากหลายชนิดของหนังไปหมดทั้ง
comedies, children's shows, documentaries, special series, และ music specials
ซึ่งแต่ละรายการจะมีการนำมาฉายซ้ำไปตามกำหนดที่วางไว้ ซึ่งอันนี้บ้านใครติด UBC ก็คงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีกันอยู่แล้วนะครับ
เอาล่ะ สัปดาห์นี้ก็พอกันแค่นี้ก่อน สัปดาห์ต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร ติดตามกันต่อไปได้จาก
Alphabetizeใน bkkonline.com นะครับ
สวัสดีครับ |