บัญชีทีเบรค ความรู้ทางการบัญชีที่นำมาพูดคุยให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยนักบัญชีช่างเล่าและเข้าใจปัญหา
บัญชีทีเบรค ความรู้ทางการบัญชีที่นำมาพูดคุยให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยนักบัญชีช่างเล่าและเข้าใจปัญหา
accounting
Accounting
บัญชี
หลักการบัญชี
ความรู้ทางบัญชี
ทำบัญชีอย่างง่าย
Front Office & Back Office
เกร็ดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีของกิจการ SMEs
การแก้ไขมาตรฐานการบัญชี
ใบกำกับภาษี (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า
Download ตัวอย่างงบการเงิน
งบการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548
งบการเงิน บมจ. ยงไทย
การรับรู้รายได้ (1)
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา
๘ ต.ค. ๔๕
"รายได้"
นั้นหมายถึง ผลของกิจกรรมที่บริษัทดำเนินการแล้วได้รับเป็นผลตอบแทน และทำให้บริษัทมีส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของลงทุนเพิ่มเข้าไปในบริษัท นั่นเอง
หากจะจัดลำดับว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับใดที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด นอกจากแม่บทการบัญชีแล้ว ผมคงต้องยกให้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้ ว่าเป็นฉบับที่เป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญและมีประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติมากที่สุดฉบับหนึ่ง
คำว่า
"รายได้"
ในมาตรฐานการบัญชีได้ให้นิยามไว้ว่า "กระแสเข้าของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) ในรอบระยะเวลาบัญชี โดย
1. เกิดขึ้นจากกิจกรรมตามปกติของกิจการ
2. ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น
3. ไม่รวมถึงเงินทุนที่ได้รับจากเจ้าของกิจการ"
อ่านแล้วเข้าใจหรือไม่ครับ
ในมาตรฐานการบัญชีต้องการนิยามให้ชัดเจนเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดการเข้าใจที่ไม่ตรงกันว่า
"รายได้"
นั้นหมายถึง ผลของกิจกรรมที่บริษัทดำเนินการแล้วได้รับเป็นผลตอบแทน และทำให้บริษัทมีส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น และไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของลงทุนเพิ่มเข้าไปในบริษัท นั่นเอง
ถ้าเราดูจากลำดับเวลาของการเริ่มต้นของกิจการ เมื่อจัดตั้งบริษัทแล้ว มีการลงทุนจากผู้ถือหุ้นเข้ามาเป็นเงินทุน ส่วนนี้ยังไม่ถือว่าบริษัทมีรายได้ ต่อเมื่อบริษัทดำเนินธุรกิจแล้ว ได้รับผลตอบแทนเข้ามาจึงจะถือว่าบริษัทมีรายได้ ซึ่งรายได้ดังกล่าว จะไปเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นในบัญชีให้สูงขึ้น (ตรงข้ามกับค่าใช้จ่ายซึ่งไปลดส่วนของผู้ถือหุ้น)
กิจกรรมที่ว่านี้ ได้แก่ การขายสินค้า การให้บริการ และการให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์
ปัญหาสำคัญของการรับรู้รายได้มีอยู่ 2 ข้อ ได้แก่
1. จะรับรู้รายได้ด้วยมูลค่าเท่าไร และ
2. จะรับรู้รายได้เมื่อใด
การรับรู้รายได้ในเวลาและจำนวนที่ถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลการดำเนินงานที่แสดงในงบการเงินถูกต้องตามที่ควรจะเป็น
ปัญหาข้อแรกนั้น เขาว่าต้องใช้
มูลค่ายุติธรรม
หรือที่เรียกว่า FAIR VALUE กล่าวคือ เป็นจำนวนเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กันในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีความรอบรู้และเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนกัน ที่สำคัญคือ สามารถต่อรองราคากันได้อย่างเป็นอิสระ
ปัญหาข้อต่อมาว่า
จะรับรู้รายได้เมื่อใด
นั้น ต้องดูว่ากิจกรรมที่กิจการทำลงไปนั้น เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า การให้บริการ หรือ การให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์ เนื่องจากกิจกรรมทั้งสามประเภทนี้ มีปัจจัยที่ทำให้ เวลาของการรับรู้รายได้ไม่เหมือนกัน
โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่จะรับรู้รายได้นั้น มีปัจจัยสำคัญประการหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ในแม่บทการบัญชี คือ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่า ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของรายการจะเข้าสู่กิจการ และกิจการสามารถวัดมูลค่าได้
การรับรู้รายได้จากการขายสินค้าจะเกิดขึ้นเมื่อขั้นตอนการขายได้บรรลุผลสำเร็จ โดยมีเงื่อนไข 5 ข้อ และจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขครบทุกข้อ ดังนี้
1. กิจการได้โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสำคัญในการเป็นเจ้าของสินค้าไปให้กับผู้ซื้อแล้ว
2. กิจการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารสินค้าอย่างต่อเนื่องในระดับที่เจ้าของพึงกระทำ
หรือไม่ได้ควบคุมสินค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
3. กิจการสามารถวัดมูลค่าของจำนวนรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ
4. ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากรายการค้านั้น
5. กิจการสามารถวัดมูลค่าของต้นทุนที่เกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไปแล้ว การโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เป็นสาระสำคัญนั้น หมายถึงว่า กิจการได้โอนกรรมสิทธิ การครอบครองสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ในประเด็นนี้ จะยังรับรู้รายได้ไม่ได้หาก ความเสี่ยงที่เป็นสาระสำคัญ ยังคงอยู่ เช่น กิจการมีภาระผูกพันที่สินค้าอาจไม่เป็นที่พอใจแก่ลูกค้า ที่กิจการต้องรับผิดชอบ นอกเหนือจากเงื่อนไขการรับประกันตามปกติ
ตัวอย่าง
เช่น บริษัทขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่ายนำไปขายต่อให้บุคคลที่ 3 ตัวแทนนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าสินค้าให้บริษัท จนกว่าจะได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ ถ้าภายใน 6 เดือนที่ตัวแทนนั้นได้สินค้ามา และไม่สามารถขายสินค้านั้นได้ ตัวแทนนั้นสามารถเลือกที่จะคืนสินค้ากลับไปยังบริษัท หรือเก็บสินค้าไว้ก็ได้ ในกรณีนี้บริษัทไม่ควรจะรับรู้รายได้จนกว่าตัวแทนจะได้รับเงินจากผู้ซื้อที่เป็นบุคคลที่ 3 หรือ จนกว่าตัวแทนนั้นเลือกจะเก็บสินค้านั้นไว้ ภายหลังผ่านไปแล้ว 6 เดือน
จากตัวอย่างข้างต้น บริษัทยังคงบอกไม่ได้แน่นอนว่าตนจะขายสินค้านั้นได้หรือไม่ เท่ากับว่าไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 4 และทำให้ไม่สามารถระบุมูลค่าของรายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เท่ากับไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 3 การส่งมอบสินค้านั้นอาจจะบอกได้ว่าบริษัทได้ส่งมอบสินค้าไปให้ตัวแทนแล้วแต่ ผู้ซื้อที่แท้จริง ในกรณีนี้ไม่ใช่ตัวแทนขาย หากแต่เป็นผู้ซื้อที่เป็นบุคคลที่ 3 ทำให้เงื่อนไขข้อที่ 1 นั้นยังไม่สมบูรณ์ และในแง่การควบคุมและบริหารสินค้านั้น คงต้องบอกว่าบริษัทยังมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่หากตัวแทนขายไม่เลือกที่จะเก็บสินค้านั้นไว้เมื่อครบกำหนด 6 เดือนแล้ว และยังหาผู้ซื้อไม่ได้
ส่วนเงื่อนไขข้อ 5 นั้น ในกรณีทั่วไปแล้ว กิจการต้องสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของสินค้าได้ และจับคู่กับรายได้นั้นในรอบบัญชีเดียวกัน
ถามว่า
หากไม่สามารถวัดต้นทุน หรือ ค่าใช้จ่าย ดังกล่าวได้
ทั้งที่เข้าเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อแรก
บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้ได้หรือไม่
คำตอบ
ก็คือ ยังรับรู้รายได้ไม่ได้ แต่ให้บันทึก
"สิ่งตอบแทนที่ได้รับนั้น"
เป็น
หนี้สิน
แทน เช่น ได้รับชำระเงินค่าสินค้า แต่หากยังไม่มีการส่งมอบสินค้า การบันทึกบัญชีก็ต้องบันทึกเป็น
"เงินรับล่วงหน้าค่าสินค้า"
หรือ
"เงินมัดจำค่าสินค้า"
ซึ่งเป็น หนี้สิน ในงบดุล และเมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขการรับรู้รายได้ข้างต้นสมบูรณ์แล้ว จึงกลับรายการ เงินมัดจำค่าสินค้า และโอนไปรับรู้รายได้ในเวลาต่อมา
ตามปกติ หากบริษัทขายสินค้า และมีการส่งมอบสินค้า โดยผู้ซื้อตกลงใจแน่นอนว่าจะซื้อ และไม่มีเงื่อนไขอื่นเหมือนตัวอย่างแรก หากว่าเราสามารถวัดมูลค่าต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ บริษัทก็ควรจะบันทึกต้นทุนดังกล่าวในงวดบัญชีที่ขาย ตามหลักการจับคู่รายได้และค่าใช้จ่าย
แต่หากว่าในการขายนั้น บริษัทมีข้อตกลงที่จะคืนเงินให้กับลูกค้า หากไม่พอใจในสินค้าที่ขาย กรณีมีการรับประกันสินค้าหรือค่าใช้จ่ายหลังการขาย ถ้าบริษัทสามารถประมาณการรับคืนสินค้า ค่าใช้จ่ายในการรับประกัน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากการส่งสินค้าได้ บริษัทก็ควรจะรับรู้หนี้สินที่เกิดจากรายการดังกล่าว ในทางปฏิบัติจะใช้ประสบการณ์ และปัจจัยในอดีตมาเป็นตัวประมาณการ ในกรณีนี้ก็จะสามารถบันทึกรายได้จากการขาย และจับคู่กับต้นทุนซึ่งประกอบด้วย ต้นทุนของสินค้า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายในการรับประกัน หรือ ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการรับคืนสินค้า ไว้ในงวดเดียวกัน
คงต้องมาว่ากันต่อสำหรับ การรับรู้รายได้จากการให้บริการ และการให้ผู้อื่นใช้สินทรัพย์ รวมทั้งตัวอย่างนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการรับรู้รายได้สำหรับกิจกรรมแต่ละประเภท
ห้องสนทนา
เม้าท์ระเบิด
:
โลกกับธรรม
:
English Corner
:
ข่าวประชาสัมพันธ์
:
BKK Blog
:
Work at Home
:
Fan Zone
เกมส์
Games Flash
:
Jigsaw
:
Hang Man
:
Tetris
:
Slider
:
จับคู่
รักและคิดถึง
พบเพื่อนใหม่
:
E-Cards
:
Emotion
:
กลอนแทนใจ
:
ศาลาพักใจ
:
เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง
ฟังเพลงออนไลน์
:
ภาพยนตร์
:
VDO Clip
:
ซุบซิบดารา
:
สัมภาษณ์-เบื้องหลัง
:
เรื่องย่อละคร
:
ข่าวบันเทิง
:
ข่าวประจำวัน
:
ดวงประจำเดือน
:
ดวงประจำสัปดาห์
:
มุมฟุตบอล
สารพัดความรู้
บัญชีทีเบรค
:
กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน
Everyday English
:
New Nanny
:
E-Dialog with Voice
:
รู้จักญี่ปุ่น
:
ท่องแดนอาทิตย์อุทัย
:
พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ห้องสมุด BKK
Business Letter
:
Song of the Week
:
On Khao San Road
:
เพลินภาษาน่ารู้
:
E-Diary
:
ศัพท์ทันโลก
:
สืบสายนิยายดัง
:
Alphabetize
:
SEX
:
วัยรุ่น วัยดึก
:
นางาซากิ
:
นานานก
:
ชีวิตหลากสี
:
ยายวันวาน
:
พาชิมริมครัว
:
IT Audit
:
Chic & Trendy
:
Indy Zone
:
เกร็ดความรู้ไอที
:
Star Corner
:
New York! New York!
:
Did you know?
:
E-Dialog
:
เสวนาธุรกิจ
BKK Center
Hot Links
:
เบอร์โทรศัพท์ฉับไว
:
About us
:
ติดต่อ BKKonline
:
BKK Design
:
Site Map
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
.......................................................................................
Copyright © 1994 Bangkok Online Co.,Ltd.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form
ติดต่อเรา : บริษัท สยามคอนเนค จำกัด เลขที่ 40/141 หมู่11 ม.สุชา1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
TEL : 086-335-4404, 081-924-5742 FAX : 0-2806-3921
หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0108314852961