ใบกำกับภาษีของกิจการอาจมีข้อความนอกเหนือจาก ๘ ข้อนี้ได้ เช่น มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ
ชื่อตรา ยี่ห้อ โลโก้ สโลแกน ข้อความที่เป็นบันทึก หรือหมายเหตุเกี่ยวกับการส่งมอบสินค้า
นอกจากนี้ หมายเลขอ้างอิงอื่นใดนอกเหนือจากหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี
และลำดับที่ของเล่ม ก็สามารถระบุไว้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น หมายเลขอ้างอิงของเอกสารเพื่อเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของกิจการเอง
เป็นต้น ข้อความนอกเหนือจากที่กำหนดเหล่านี้ สามารถระบุไว้รวมอยู่ในใบกำกับภาษีได้
ในข้อ ๘ ที่กล่าวถึง ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด นั้น หากกล่าวโดยย่อแล้ว
ประกาศของอธิบดีกรมสรรพากร มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด
เพิ่มเติม คือ
กรณีจัดทำใบกำกับภาษีเต็มรูป รวมกับอกสารทางการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน
ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับอยู่ในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีมิใช่เอกสารฉบับแรกของเอกสารดังกล่าว
ฉบับที่ ๖ คือ สำเนาใบเสร็จรับเงิน
(ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) (เอกสารออกเป็นชุด)
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง
ซี่งหากสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ
จะต้องมีข้อความว่า "สาขาที่ออกใบกำกับภาษีคือ"
ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวโดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์
ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
ส่วนกรณีบริษัทเป็นผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยที่สามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้นั้น
หากกิจการนั้นเข้าข่ายเป็นผู้ประกอบการรายย่อยตามคำนิยามของกรมสรรพากรแล้ว
กิจการสามารถออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ในการขายปลีกแก่ผู้ซื้อสินค้าได้
โดยต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในสิ้นวัน โดยรวมยอดทุกรายการที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อนั้นไว้เป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปเพียงใบเดียว
ยกเว้น ผู้ซื้อรายใดร้องขอให้กิจการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป กิจการก็มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแก่ผู้ร้องขอนั้น
เงื่อนไขที่ถือว่าเข้าข่ายผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยนั้น
ให้ดูในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยพอสมควร
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวโดยย่อ และรวบรัดเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจแล้ว
กิจการที่ถือเป็นผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยนั้น
ได้แก่ กิจการที่มีฐานภาษีไม่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ตัวอย่างได้แก่
ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ภัตตาคาร ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า
กิจการที่การขายสินค้าแต่ละแห่งเป็นรถเข็น แผงลอย หรือหน่วยขายในลักษณะเดียวกัน
การให้บริการการแสดง การเล่น การกีฬา การแข่งขัน ที่จัดขึ้นเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ดู
ผู้ฟัง ผู้เล่น การประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ ให้บริการทางพิเศษ
หรือทางหลวง กิจการให้บริการสนามบิน กิจการบริการสาธารณะที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการขนส่งมวลชน
เช่น การให้บริการที่จอดรถ เป็นต้น
กิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
โดยปกติต้องนำส่งภาษีขายเมื่อความรับผิดในการขายสินค้า หรือ การให้บริการ
เกิดขึ้นแล้ว คำถามคือ แล้วกิจการที่ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
มีข้อแตกต่างอย่างไร
กิจการที่ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
ปกติแล้วไม่สามารถออกใบกำกับภาษีแก่ลูกค้าของตนได้ และย่อมหมายถึง
ไม่สามารถนำภาษีซื้อ จากการซื้อสินค้า หรือจากการรับบริการ มาเป็นเครดิตภาษีได้
แต่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน คำว่า ทั้งจำนวน หมายถึง
ค่าใช้จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในค่าสินค้า พูดง่ายๆคือ
กิจการที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องจ่ายค่าสินค้าและบริการในลักษณะเดียวกับ
ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย (End User) นั่นเอง
หากกิจการที่ไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ออกใบกำกับภาษี แก่ลูกค้า ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
มีบางกิจการที่ประเภทของสินค้า และบริการมีทั้งส่วนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำอย่างไร
ถ้ากิจการสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ให้ถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
ๆ ถ้าไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทใด
ให้ เฉลี่ยภาษีซื้อ ตามส่วนของรายได้ของแต่ละกิจการ
กิจการจะต้องตรวจสอบว่า รายได้ จากส่วนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และ ส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของปีที่ผ่านมาเป็นสัดส่วนเท่าไร
แล้วนำอัตราส่วนดังกล่าวมาเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ เท่ากับว่า
กิจการที่มีประเภทของสินค้าและบริการทั้งส่วนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จะนำภาษีซื้อที่กิจการมีอยู่มาใช้ทั้งหมดไม่ได้
คงสามารถนำมาใช้ได้เฉพาะตามส่วนของรายได้ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเอง
........................................