สำหรับกิจการโดยทั่วไป มักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้างว่า
เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งกิจการ และขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแล้ว
จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปพร้อมกัน
อันที่จริง กิจการควรต้องพิจารณาและวางแผนให้ดี ก่อนจะเริ่มต้นกิจการว่า
ประเภทของสินค้าหรือบริการของตนนั้น เป็นสินค้าหรือบริการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
ตามปกติแล้วสินค้าหรือบริการส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ยกเว้น สินค้าหรือบริการบางประเภทที่ไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เช่น สินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หนังสือเรียน นิตยสาร
หนังสือพิมพ์ ค่าวิชาชีพทนายความ ค่าวิชาชีพบัญชี การให้บริการของแพทย์
(ที่เรียกกันว่า การประกอบโรคศิลปะ) กิจการที่เป็นสถานศึกษา การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ
การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการวิจัย การขายสลากกินแบ่งรัฐบาล
เป็นต้น (ประเภทที่ได้รับยกเว้นมีทั้งหมดประมาณ ๒๘ หัวข้อใหญ่)
นอกจากนี้กิจการที่มีการขายสินค้าหรือบริการที่มีรายรับไม่เกิน
๑.๘ ล้านบาทต่อปี ก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อพิจารณาแล้ว หากพบว่าประเภทของสินค้าหรือบริการของกิจการนั้น
เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กิจการอาจเตรียมการจดทะเบียนเป็น
ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ไปในช่วงเวลาพร้อมๆ กับขั้นตอนการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรก็ย่อมทำได้
ประเด็นสำคัญก็คือ ระยะเวลาที่กิจการยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
กิจการจะนำ ภาษีซื้อ ที่จ่ายออกไปจากการซื้อสินค้าหรือบริการ มาเป็นเครดิตภาษี
ไม่ได้ เพราะถือว่า กิจการยังไม่ได้เป็น ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดังนั้น ภาษีซื้อ ที่รวมมากับค่าสินค้าหรือบริการในช่วงที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
กิจการจะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย หรือเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าต้นทุนสินทรัพย์
เสมือนหนึ่ง เป็น ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย
บางกิจการไม่ได้ตรวจสอบประเภทของกิจการก่อน มาทราบในภายหลังว่า
ประเภทของสินค้าหรือบริการของกิจการไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว จะทำอย่างไร
คำตอบมีอยู่ ๒ ทางเลือก คือ (๑) เลยตามเลย แต่ทุกคราวที่ขายสินค้านั้น
จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ก็สามารถนำ ภาษีซื้อ มาเป็นเครดิตภาษีได้เช่นเดียวกัน หรือ (๒)
ดำเนินการยกเลิกการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เนื่องจากโดยลักษณะและประเภทแล้ว
ไม่ใช่สินค้าและบริการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่ไม่เกิน ๑.๘ ล้านบาทต่อปี
หากจะขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติกรมสรรพากรมักจะไม่ขัดข้อง
ผู้ที่จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจการที่เป็นนิติบุคคลหรือ
บริษัทเท่านั้น บุคคล หรือ คณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วน หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกินกว่า
๑.๘ ล้านบาท ก็เข้าข่ายต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน
บางกิจการมีประเภทของสินค้าหรือบริการหลายอย่าง โดยมีทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำอย่างไร
คำตอบคือ หากกิจการสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่า ภาษีซื้อ ที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
กิจการก็สามารถนำภาษีซื้อส่วนนั้นมาถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
หากกิจการไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้ง ให้ใช้วิธี เฉลี่ยภาษีซื้อ
การเฉลี่ยภาษีซื้อนั้น ทำได้โดย
(๑) หากเป็นปีแรกที่ดำเนินการ
ให้ใช้วิธีประมาณการรายรับทั้งสองประเภท แล้วนำภาษีซื้อมาใช้ตามส่วนของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ต้องไม่เกินครึ่งของภาษีซื้อทั้งหมด
(๒) สิ้นปีที่เริ่มมีรายได้
กิจการต้องคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริง ตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
และปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาใช้ไปแล้ว (ที่คำนวณตามส่วนของประมาณการรายรับตามข้อ
๑) การปรับปรุงนั้นให้ทำในเดือนภาษีถัดจากเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้นั้น
โดยปรับปรุงไปทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่มีการเฉลี่ยภาษีซื้อ
ปีที่เริ่มมีรายได้ในที่นี้ หมายถึง ปีแรกที่กิจการมีรายได้เกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า
๖ เดือนภาษี
ทีนี้ หากยอดภาษีซื้อที่นำไปใช้ในปีแรก (ตามประมาณการ) สูงกว่าสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง
ให้ปรับปรุงยอดโดยกิจการนำภาษีส่วนที่นำมาใช้เกินนั้น ชำระคืนกลับให้กรมสรรพากร
โดยใช้การยื่นแบบเพิ่มเติม และนำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นกลับไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินทรัพย์
หรือรายจ่ายของกิจการ
หากยอดภาษีซื้อที่นำไปใช้ในปีแรก (ตามประมาณการ) ต่ำกว่าสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง
เท่ากับว่า กิจการสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น และนำภาษีซื้อส่วนที่ขาดซึ่งได้นำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินทรัพย์
หรือรายจ่ายของกิจการไปแล้วนั้น กลับออกมาเป็นภาษีซื้อที่ขอเรียกคืนจากกรมสรรพากร
ปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้ (หมายถึงรายได้ของปีก่อนรวม ๑ ปี) ให้กิจการเลือกว่า
จะเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีก
หรือ จะขอปรับปรุงตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทุกปี ก็สามารถทำได้
แต่หากเลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป
เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้
ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ
๙๐ ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้กิจการมีสิทธินำภาษีซื้อมาใช้ได้ทั้งหมด
กล่าวโดยสรุป คือ หากกิจการมีสินค้าหรือบริการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
อยู่ในกิจการแล้ว หากแยกได้ชัดแจ้งก็แยกส่วนที่ต้องเสียและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากกัน
ภาษีซื้อของส่วนที่ต้องเสียก็นำมาขอคืนได้ ภาษีซื้อของส่วนที่ไม่ต้องเสียไม่สามารถนำมาขอคืนได้
ต้องนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าสินทรัพย์ หรือ ค่าใช้จ่าย
หากไม่สามารถแยกได้ชัดแจ้ง ต้องนำหลักการของ การเฉลี่ยภาษีซื้อ
มาใช้ โดยปีแรกใช้ประมาณการรายรับทั้งสองส่วน แล้วนำภาษีซื้อมาใช้ได้เฉพาะตามส่วนของรายรับส่วนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ไม่เกินครึ่งหนึ่ง ปีต่อมา ให้ปรับปรุงยอดที่นำภาษีซื้อมาใช้ในปีแรก
ตามส่วนของรายรับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่เกิดจริง
โดยปรับย้อนไปทุกเดือนนั่นเอง และภาษีซื้อที่นำไปใช้ตามประมาณการหากสูงกว่าหรือต่ำกว่า
สัดส่วนตามรายรับจริง ก็ให้ปรับปรุงยอด โดยหากเคยนำภาษีซื้อมาใช้สูงกว่าที่เกิดจริง
ก็ให้จ่ายคืนให้กรมสรรพากร หากเคยนำภาษีซื้อมาใช้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ก็ขอคืนเพิ่มจากกรมสรรพากร ปีถัดมา ให้เลือกว่าจะใช้ตามส่วนของรายได้จริงของปีแรกนั้นใช้ไปตลอด
หรือ เลือกจะขอปรับปรุงทุกปีให้เป็นไปตามยอดรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละปี
ก็สามารถทำได้ แต่ต้องถือปฏิบัติอย่างเดียวกันไปโดยตลอด
โดยสรุปแล้ว ในบทความนี้กล่าวถึงภาษีมูลค่าเพิ่มใน
๒ ประเด็น ได้แก่ (๑) ประเภทของสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ซึ่งรวมไปถึงเงื่อนไขการเข้ามาเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
และ (๒) การใช้หลัก การเฉลี่ยภาษีซื้อ กรณีที่กิจการมีประเภทของสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย
และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในกิจการเดียวกัน