บัญชีทีเบรค ความรู้ทางการบัญชีที่นำมาพูดคุยให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยนักบัญชีช่างเล่าและเข้าใจปัญหา


 
ทำบัญชีอย่างง่าย
Front Office & Back Office
เกร็ดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีของกิจการ SMEs
การแก้ไขมาตรฐานการบัญชี
ใบกำกับภาษี (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
 
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า
 


Download ตัวอย่างงบการเงิน

  งบการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548
  งบการเงิน บมจ. ยงไทย
 

   
เกร็ดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม วิโรจน์ เฉลิมรัตนา
  ๖ ธ.ค.๔๙ viroj@vas.co.th

ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อมที่รัฐเรียกเก็บจากมูลค่าของสินค้าและบริการที่มีการซื้อขายในทุกทอด เป็นภาษีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการสามารถผลักภาระโดยนำไปรวมอยู่ในมูลค่าของสินค้าหรือบริการ และเรียกเก็บจากผู้บริโภคขั้นสุดท้ายได้


สำหรับกิจการโดยทั่วไป มักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่บ้างว่า เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งกิจการ และขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแล้ว จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปพร้อมกัน

อันที่จริง กิจการควรต้องพิจารณาและวางแผนให้ดี ก่อนจะเริ่มต้นกิจการว่า ประเภทของสินค้าหรือบริการของตนนั้น เป็นสินค้าหรือบริการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตามปกติแล้วสินค้าหรือบริการส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ยกเว้น สินค้าหรือบริการบางประเภทที่ไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น สินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หนังสือเรียน นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ค่าวิชาชีพทนายความ ค่าวิชาชีพบัญชี การให้บริการของแพทย์ (ที่เรียกกันว่า “การประกอบโรคศิลปะ”) กิจการที่เป็นสถานศึกษา การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการวิจัย การขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น (ประเภทที่ได้รับยกเว้นมีทั้งหมดประมาณ ๒๘ หัวข้อใหญ่)

นอกจากนี้กิจการที่มีการขายสินค้าหรือบริการที่มีรายรับไม่เกิน ๑.๘ ล้านบาทต่อปี ก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อพิจารณาแล้ว หากพบว่าประเภทของสินค้าหรือบริการของกิจการนั้น เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กิจการอาจเตรียมการจดทะเบียนเป็น “ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม” ไปในช่วงเวลาพร้อมๆ กับขั้นตอนการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรก็ย่อมทำได้

ประเด็นสำคัญก็คือ ระยะเวลาที่กิจการยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น กิจการจะนำ “ภาษีซื้อ” ที่จ่ายออกไปจากการซื้อสินค้าหรือบริการ มาเป็นเครดิตภาษี “ไม่ได้” เพราะถือว่า กิจการยังไม่ได้เป็น “ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม”

ดังนั้น ภาษีซื้อ ที่รวมมากับค่าสินค้าหรือบริการในช่วงที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น กิจการจะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย หรือเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าต้นทุนสินทรัพย์ เสมือนหนึ่ง เป็น “ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย”

บางกิจการไม่ได้ตรวจสอบประเภทของกิจการก่อน มาทราบในภายหลังว่า ประเภทของสินค้าหรือบริการของกิจการไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว จะทำอย่างไร

คำตอบมีอยู่ ๒ ทางเลือก คือ (๑) เลยตามเลย แต่ทุกคราวที่ขายสินค้านั้น จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสมือนหนึ่งเป็นสินค้าที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็สามารถนำ ภาษีซื้อ มาเป็นเครดิตภาษีได้เช่นเดียวกัน หรือ (๒) ดำเนินการยกเลิกการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เนื่องจากโดยลักษณะและประเภทแล้ว ไม่ใช่สินค้าและบริการที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการที่ไม่เกิน ๑.๘ ล้านบาทต่อปี หากจะขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติกรมสรรพากรมักจะไม่ขัดข้อง

ผู้ที่จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจการที่เป็นนิติบุคคลหรือ บริษัทเท่านั้น บุคคล หรือ คณะบุคคล หรือ ห้างหุ้นส่วน หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกินกว่า ๑.๘ ล้านบาท ก็เข้าข่ายต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน

บางกิจการมีประเภทของสินค้าหรือบริการหลายอย่าง โดยมีทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำอย่างไร

คำตอบคือ หากกิจการสามารถแยกได้อย่างชัดแจ้งว่า ภาษีซื้อ ที่เกิดจากสินค้าหรือบริการดังกล่าวเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการก็สามารถนำภาษีซื้อส่วนนั้นมาถือเป็นภาษีซื้อของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น

หากกิจการไม่สามารถแยกได้อย่างชัดแจ้ง ให้ใช้วิธี “เฉลี่ยภาษีซื้อ”

การเฉลี่ยภาษีซื้อนั้น ทำได้โดย
        (๑) หากเป็นปีแรกที่ดำเนินการ ให้ใช้วิธีประมาณการรายรับทั้งสองประเภท แล้วนำภาษีซื้อมาใช้ตามส่วนของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องไม่เกินครึ่งของภาษีซื้อทั้งหมด

        (๒) สิ้นปีที่เริ่มมีรายได้ กิจการต้องคำนวณภาษีซื้อที่หักได้จริง ตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และปรับปรุงภาษีซื้อที่ได้นำมาใช้ไปแล้ว (ที่คำนวณตามส่วนของประมาณการรายรับตามข้อ ๑) การปรับปรุงนั้นให้ทำในเดือนภาษีถัดจากเดือนภาษีสุดท้ายของปีที่เริ่มมีรายได้นั้น โดยปรับปรุงไปทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่มีการเฉลี่ยภาษีซื้อ

ปีที่เริ่มมีรายได้ในที่นี้ หมายถึง ปีแรกที่กิจการมีรายได้เกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า ๖ เดือนภาษี

ทีนี้ หากยอดภาษีซื้อที่นำไปใช้ในปีแรก (ตามประมาณการ) สูงกว่าสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง ให้ปรับปรุงยอดโดยกิจการนำภาษีส่วนที่นำมาใช้เกินนั้น ชำระคืนกลับให้กรมสรรพากร โดยใช้การยื่นแบบเพิ่มเติม และนำภาษีซื้อส่วนที่เกินนั้นกลับไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินทรัพย์ หรือรายจ่ายของกิจการ

หากยอดภาษีซื้อที่นำไปใช้ในปีแรก (ตามประมาณการ) ต่ำกว่าสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริง เท่ากับว่า กิจการสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีซื้อส่วนที่ขาดนั้น และนำภาษีซื้อส่วนที่ขาดซึ่งได้นำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินทรัพย์ หรือรายจ่ายของกิจการไปแล้วนั้น กลับออกมาเป็นภาษีซื้อที่ขอเรียกคืนจากกรมสรรพากร

ปีถัดจากปีที่เริ่มมีรายได้ (หมายถึงรายได้ของปีก่อนรวม ๑ ปี) ให้กิจการเลือกว่า จะเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ของปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องปรับปรุงภาษีซื้ออีก หรือ จะขอปรับปรุงตามส่วนของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทุกปี ก็สามารถทำได้ แต่หากเลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้ว ก็ให้ถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลงได้

ถ้ารายได้ของปีที่ผ่านมาของกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐ ของรายได้ของกิจการทั้งหมด ให้กิจการมีสิทธินำภาษีซื้อมาใช้ได้ทั้งหมด

กล่าวโดยสรุป คือ หากกิจการมีสินค้าหรือบริการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในกิจการแล้ว หากแยกได้ชัดแจ้งก็แยกส่วนที่ต้องเสียและไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากกัน ภาษีซื้อของส่วนที่ต้องเสียก็นำมาขอคืนได้ ภาษีซื้อของส่วนที่ไม่ต้องเสียไม่สามารถนำมาขอคืนได้ ต้องนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าสินทรัพย์ หรือ ค่าใช้จ่าย

หากไม่สามารถแยกได้ชัดแจ้ง ต้องนำหลักการของ “การเฉลี่ยภาษีซื้อ” มาใช้ โดยปีแรกใช้ประมาณการรายรับทั้งสองส่วน แล้วนำภาษีซื้อมาใช้ได้เฉพาะตามส่วนของรายรับส่วนที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่เกินครึ่งหนึ่ง ปีต่อมา ให้ปรับปรุงยอดที่นำภาษีซื้อมาใช้ในปีแรก ตามส่วนของรายรับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่เกิดจริง โดยปรับย้อนไปทุกเดือนนั่นเอง และภาษีซื้อที่นำไปใช้ตามประมาณการหากสูงกว่าหรือต่ำกว่า สัดส่วนตามรายรับจริง ก็ให้ปรับปรุงยอด โดยหากเคยนำภาษีซื้อมาใช้สูงกว่าที่เกิดจริง ก็ให้จ่ายคืนให้กรมสรรพากร หากเคยนำภาษีซื้อมาใช้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ก็ขอคืนเพิ่มจากกรมสรรพากร ปีถัดมา ให้เลือกว่าจะใช้ตามส่วนของรายได้จริงของปีแรกนั้นใช้ไปตลอด หรือ เลือกจะขอปรับปรุงทุกปีให้เป็นไปตามยอดรายได้ที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละปี ก็สามารถทำได้ แต่ต้องถือปฏิบัติอย่างเดียวกันไปโดยตลอด

โดยสรุปแล้ว ในบทความนี้กล่าวถึงภาษีมูลค่าเพิ่มใน ๒ ประเด็น ได้แก่ (๑) ประเภทของสินค้าหรือบริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งรวมไปถึงเงื่อนไขการเข้ามาเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ (๒) การใช้หลัก “การเฉลี่ยภาษีซื้อ” กรณีที่กิจการมีประเภทของสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อยู่ในกิจการเดียวกัน



ห้องสนทนา   เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home : Fan Zone
เกมส์   Games Flash : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
รักและคิดถึง   พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : Emotion : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง   ฟังเพลงออนไลน์ : ภาพยนตร์ : VDO Clip : ซุบซิบดารา : สัมภาษณ์-เบื้องหลัง : เรื่องย่อละคร : ข่าวบันเทิง : ข่าวประจำวัน : ดวงประจำเดือน : ดวงประจำสัปดาห์ : มุมฟุตบอล
สารพัดความรู้   บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน   Everyday English : New Nanny : E-Dialog with Voice : รู้จักญี่ปุ่น : ท่องแดนอาทิตย์อุทัย :พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ห้องสมุด BKK   Business Letter : Song of the Week : On Khao San Road : เพลินภาษาน่ารู้ : E-Diary : ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก : ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone : เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York! : Did you know? : E-Dialog : เสวนาธุรกิจ
BKK Center   Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline : BKK Design : Site Map

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
.......................................................................................

Copyright © 1994 Bangkok Online Co.,Ltd.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form
ติดต่อเรา : บริษัท สยามคอนเนค จำกัด เลขที่ 40/141 หมู่11 ม.สุชา1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
TEL : 086-335-4404, 081-924-5742 FAX : 0-2806-3921
หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0108314852961