เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า
บัญชีมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับทุกย่างก้าวของชีวิต
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของธุรกิจ |
|
คงเป็นเรื่องธรรมดาถ้าคุณจะถามว่า
เหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องมาสนใจที่จะรู้เรื่องบัญชีด้วย ถ้าตอบอย่างเรียบง่ายก็คือ
เพราะว่าบัญชีเป็นภาษาของธุรกิจ ถ้าเราไม่รู้จักภาษาที่ใช้เป็นสื่อกลางแล้ว
เราจะเข้าใจธุรกิจได้อย่างไร
|
คุณจะทราบและตัดสินใจเรื่องเงินๆทองๆ
ของกิจการของคุณ ของคู่แข่ง จะรู้ว่าควรลงทุนในโครงการใด จะทราบว่าบริษัทมีภาษีต้องเสียเท่าไร
แล้วที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปนั้น ผลเป็นอย่างไร โครงการที่ทำอยู่น่าจะทำต่อหรือไม่
จะต้องขยายอะไรเพื่อรองรับงานก่อนหรือเปล่า หรือว่าควรจะหยุดหรือชะลอโครงการใด
ปีแรกที่เราเริ่มต้นกิจการ เมื่อเทียบกับปีต่อๆมาแล้วเป็นอย่างไร
ดีขึ้นหรือแย่ลง แล้วระหว่างช่วงที่เศรษฐกิจกำลังดีหรือกำลังแย่เราควรจะทำอะไร
แค่ไหน ในทิศทางใด
|
ผมมีคำถามสั้นๆ
ให้คุณลองตอบ ลองคิดดูเล่นๆ ครับ |
- ทำไมกฎหมายกำหนดให้ทุกบริษัทต้องจัดทำบัญชี ไม่เช่นนั้นจะมีโทษทางกฎหมาย
- คุณเคยเห็นบริษัทที่ไม่มีการจัดทำบัญชีหรือไม่
- คุณมั่นใจตัวเลขทางบัญชีที่ฝ่ายบัญชีสรุปมาให้แค่ไหน แล้วบุคคลอื่นที่ต้องการใช้งบการเงินของคุณล่ะเห็นเหมือนกับคุณหรือเปล่า
- เวลากู้เงินธนาคาร หลักฐานสำคัญที่ต้องนำไปเสนอธนาคารมีอะไรบ้าง
- คุณตัดสินใจจากข้อมูลทางบัญชีของบริษัทหรือไม่ ถ้าไม่ใช่คุณใช้อะไรเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
- คุณทราบหรือไม่ว่า กรมสรรพากรเขากำหนดให้บริษัทเสียภาษี
โดยถือเกณฑ์ตัวเลขทางบัญชีเป็นพื้นฐานในการคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐบาล
- คุณกำหนดราคาขายของสินค้าหรือบริการจากอะไร
- คุณทราบตัวเลขต้นทุนการผลิตของสินค้าหรือไม่ และคิดว่าตัวเลขดังกล่าวมีผลต่อการตั้งราคาขายอย่างไร
- เวลาเพื่อนมาชวนคุณไปร่วมลงทุน คุณใช้อะไรเป็นตัวตัดสินใจว่าจะลงทุนด้วยหรือไม่
- ทำไมยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างอเมริกา จึงให้ความสำคัญกับบัญชี
นักบัญชีในอเมริกา มีรายได้ประจำปี ติดอันดับต้นๆเทียบเท่านักกฎหมาย
หรือแพทย์ (ทำไมไม่เห็นเหมือนในประเทศไทย)
- ทำไมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วง ๒ - ๓ ปีนี้ นักบัญชีจึงยังบ่นว่า
งานยุ่งมากกกกกกกก
- ทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงกำหนดให้นำส่งงบการเงินเป็นรายไตรมาส
และรายปี
- เวลาที่บริษัทต้องปรับโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ขอดูอะไรจากบริษัทเป็นสิ่งแรก
- ทำไมนักการเมืองต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง
- ทำไมในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในไทย ธนาคารโลกจึงเสนอให้งบประมาณก้อนโตแก่ไทย
เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนามาตรฐานการบัญชีของไทยเป็นลำดับแรก
ฯลฯ
|
คุณเชื่อหรือไม่ว่าคำตอบของคำถามข้างบนนี้
มีนัยที่ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่า บัญชีมีความสำคัญและเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเรามากพอสมควร
ถ้าจะให้ผมถามต่อก็คงมีอีกหลายคำถาม แต่เอาเป็นว่าเราหยุดด้วยเครื่องหมาย
ฯลฯ ดีกว่านะครับ
|
ในวงจรธุรกิจเริ่มตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเสร็จ
ก็ต้องมีการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร มีการโอนเงินทุนเข้ามา จากนั้นก็เริ่มสั่งซื้อทรัพย์สิน
อุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องเขียนไปจนถึงสั่งซื้อสินค้า ต้องจ่ายเงินค่าใช้จ่ายรวมทั้งซื้อสิ่งของเหล่านี้
ในช่วงเริ่มต้นกิจการก็ต้องวางแผนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน หรือที่เรียกว่ากระแสเงินสดเข้าออกว่าลำพังเงินทุนของบริษัทนั้นเพียงพอหรือไม่
ถ้าไม่พอก็ต้องทำเรื่องขอวงเงินสินเชื่อ ต่อมาบริษัทจะดำเนินงานได้ก็ต้องว่าจ้างพนักงานเข้ามา
จ่ายเงินเดือนให้ทุกๆเดือน ตอนจ่ายเงินเดือนบริษัทก็มีหน้าที่ต้องหักภาษีของพนักงานไว้แล้วนำส่งกรมสรรพากร
ตอนเริ่มขายสินค้า ต้องมีการออกใบกำกับสินค้า ใบวางบิล และเรียกเก็บเงิน
ทุกเดือนก็ต้องสรุปยอดขายและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทุกสิ้นปีก็ต้องสรุปตัวเลขภาษีเงินได้นำส่งรัฐบาล
วงจรที่ผมว่ามานี้เกิดขึ้นเป็นปกติทุกกิจการ แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกัน
หากแต่ทุกจุดในวงจรธุรกิจ บัญชีมีบทบาทที่สำคัญในการเข้าไปดูแลและบันทึกรายการที่เกิดขึ้น
แล้วแปรเปลี่ยนออกมาเป็นรายงานที่สรุปความเคลื่อนไหวเหล่านี้ออกมาในแต่ละช่วงเวลา
เป็นรายเดือน รายสามเดือน หรือรายปี
|
ไม่เพียงแต่องค์กรทางธุรกิจนะครับ
หน่วยงานในลักษณะอื่นเช่น มูลนิธิ สมาคม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ
หรือแม้แต่องค์กรเอ็นจีโอ (Non Government Organization) ก็ยังต้องมีการจัดทำบัญชีด้วย
ก็คงด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ เมื่อมีกิจกรรมเกิดขึ้น ก็ต้องมีการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
มีการรวบรวมแยกประเภท มีการวัดผล เพื่อให้รู้ถึงสถานะขององค์กร
ว่าได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไร และในปัจจุบันมีสถานะเป็นเช่นไร
|
คุณอาจจะถามต่อว่า
เอาล่ะแล้วถ้าบัญชีมันสำคัญขนาดนี้ คุณจะทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้าใจ
หรือนำบัญชีมาใช้ประโยชน์ได้ ผมคิดว่าคำตอบของเรื่องนี้ไม่เรียบง่ายเหมือนคำถามแรกที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เสียแล้ว
ผมเห็นว่าเรื่องนี้คำตอบจะอยู่ที่ทั้งตัวนักบัญชีเอง และผู้ใช้ประโยชน์จากบัญชี
อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายอย่างไร ผมอยากจะเปรียบเทียบให้คุณเห็นภาพอย่างนี้
คือ
|
ถ้าเปรียบงานบัญชีเป็นงานศิลปะ
นักบัญชีก็คือศิลปิน ผู้สร้างงานศิลป์ให้แก่ผู้มีสุนทรีในหัวใจ
ศิลปินต้องสะท้อนงานให้ผู้ชมเข้าใจ และลึกซึ้งกับงานศิลปะนั้นๆ
ได้อย่างแท้จริง ให้เห็นความงาม และสิ่งซึ่งศิลปินต้องการสื่อให้เห็น
ให้คิด ตัวศิลปินเองต้องมีฝีมือ รู้จักการใช้ทฤษฎีทางศิลปะ ผู้ชมงานเองถ้ามีพื้นฐาน
ความเข้าใจในเชิงศิลป์อยู่บ้างก็จะได้เปรียบ และเข้าใจงานว่าต้องการสื่ออะไรให้เห็น
นักบัญชีจึงมีบทบาทในลักษณะเดียวกับศิลปิน แต่มิได้แสดงออกโดยใช้ลายเส้น
สีสัน องค์ประกอบของรูปทรง แต่แสดงออกโดยใช้ตัวเลข และรูปแบบรายงาน
|