 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
| |
การจ่ายเงินปันผลนั้นเกิดจากมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นว่าให้จ่ายเงินปันผลได้
(ตามมาตรา ๑๒๐๑ วรรคหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ดังนั้น หากบริษัทมีผลกำไรก็ยังจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะมีมติจากที่ประชุมใหญ่อนุญาตให้ทำได้ |
|
| |
ธุรกิจย่อมดำเนินกิจการเพื่อหวังผลกำไร และแจกจ่ายกำไรที่ได้คืนแก่เจ้าของหรือผู้ถือหุ้น
การแบ่งปันผลกำไรดังกล่าว ตามกฎหมายเรียกว่า เงินปันผล (Dividend
Payment) การจ่ายเงินปันผลเป็นวิธีการแบ่งปันผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น
หลายๆบริษัทในบ้านเราประกอบกิจการโดยไม่เกิดผลกำไร บางแห่งพยายามทำบัญชีเพื่อให้เกิดผลขาดทุนเนื่องจากไม่ต้องการเสียภาษี
แต่กลับเกิดผลเสียทั้งในแง่ถูกตั้งข้อสงสัยจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรว่าทำไมจึง
ประกอบกิจการแล้วขาดทุน นอกจากนี้ ในแง่ของผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของกิจการแล้ว
ก็ดูไม่สมเหตุผลนักที่ไม่ทราบว่าจะประกอบกิจการไปทำไม ในเมื่อไม่เคยเกิดผลกำไรพอที่จะแบ่งปันผลกำไรนั้นคืนแก่ผู้ถือหุ้น
อาจเป็นความเข้าใจผิดและมองข้ามไปว่า จะได้ประโยชน์มากกว่าหากบันทึกบัญชีให้ขาดทุน
มองกันอย่างแท้จริงแล้ว น่าจะเป็นผลดีมากกว่า หากกิจการที่ทำนั้นมีผลการดำเนินงานที่ดี
และมีกำไร และหากบริหารกิจการอย่างถูกต้องแล้ว เมื่อมีกำไรก็ย่อมต้องมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเพียงพอในการประกอบกิจการ
และย่อมเพียงพอที่จะแบ่งผลกำไรคืนแก่เจ้าของด้วย
ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย การจ่ายเงินปันผลมีประเด็นและรายละเอียดที่ควรทราบ
เผื่อสำหรับกิจการที่มีผลประกอบการที่ดี แต่ลืมนึกถึงการจ่ายเงินปันผลมานาน
จะนึกทบทวนและพิจารณาจ่ายเงินปันผลออกไปบ้าง
การจ่ายเงินปันผลนั้นเกิดจากมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นว่าให้จ่ายเงินปันผลได้
(ตามมาตรา ๑๒๐๑ วรรคหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ดังนั้น
หากบริษัทมีผลกำไรก็ยังจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะมีมติจากที่ประชุมใหญ่อนุญาตให้ทำได้
ถ้าหากบริษัทมีผลขาดทุน กฎหมายจะห้ามไม่ให้จ่ายเงินปันผลจนกว่าจะได้แก้ไขให้หายขาดทุน
คำว่า กำไร หมายถึง กำไรสุทธิ มิใช่รายได้ เนื่องจากรายได้ หมายถึง
รายรับที่เมื่อหัก ต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายแล้วอาจมีผลขาดทุน
ก่อนที่จะจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องหักกำไรเก็บไว้ เป็นทุนสำรองอย่างน้อย
๑ ส่วนใน ๒๐ ส่วน หรือร้อยละ ๕ ของผลกำไร จนกว่าจะมีเงินสำรองเท่ากับร้อยละ
๑๐ ของทุนของบริษัท คำว่า ร้อยละ ๕ ของ กำไร นั้น กฎหมายไม่ได้ระบุว่าเป็นกำไรสุทธิ
หรือ กำไรสะสม นักกฎหมายเห็นว่า อาจหมายถึงตัวหนึ่งตัวใดก็ย่อมได้
หากบริษัทมีผลกำไร และประกาศจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันเงินสำรองไว้ร้อยละ
๕ ซึ่งหากจำนวนดังกล่าวยังไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของทุน ปีหนึ่งปีใดในอนาคตหากบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลอีก
ก็ต้องกันเงินสำรองไว้ร้อยละ ๕ อีก จนกว่าเงินสำรองนั้นจะครบร้อยละ
๑๐ ของทุน หลังจากที่ครบร้อยละ ๑๐ แล้วก็ไม่ต้องหักเงินสำรองอีก
(ยกเว้นข้อบังคับบริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น)
ในการกันเงินสำรองนี้ จะว่าไปก็คือการกัน กำไรสะสม ออกเป็น
๒ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรร ส่วนนี้สามารถนำไปจ่ายเงินปันผลในอนาคตได้
ส่วนที่สอง คือ ส่วนที่กันไว้ตามกฎหมาย และบริษัทไม่สามารถนำไปจ่ายเงินปันผลได้
ว่ากันว่า จุดประสงค์ของกฎหมายคือต้องการกันเงินสำรองไว้ เพื่อเป็นประกันแก่เจ้าหนี้ของบริษัท
โดยผู้ถือหุ้นจะเอาไปแบ่งกันไม่ได้จนกว่าจะมีการเลิกบริษัท
นอกจากนี้ ข้อบังคับของบริษัทจะกำหนดให้หักเงินสำรองไว้ในอัตราอื่นก็ได้
แต่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ หรือจะระบุว่าไม่ต้องหักเงินสำรองไว้ก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างหน้างบดุลในส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อมีการกันเงินสำรองตามกฎหมายไว้มีดังนี้
งบดุล (บางส่วน)

ตามตัวอย่างข้างต้น สมมติว่าทุนของบริษัทมีอยู่จำนวนเงิน ๑ ล้านบาท
ในปี ๒๕๔๘ มีผลกำไร ๒๐๐,๐๐๐ บาท บริษัทพิจารณาจ่ายเงินปันผล ๑ บาท
ต่อหุ้น จำนวนเงินที่จ่ายทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐ บาท บริษัทกันสำรองไว้ร้อยละ
๕ ของกำไรสุทธิ คือ ๑๐,๐๐๐ บาท หากคำนวณดูจะเห็นว่าร้อยละ ๑๐ ของทุน
เท่ากับจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในปีต่อๆไปหากมีการจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันเงินสำรองไว้ร้อยละ
๕ ของกำไรไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินสำรองนี้จะเท่ากับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อครบ
๑๐๐,๐๐๐ บาทในปีใด หากจะจ่ายเงินปันผล ก็ไม่จำเป็นต้องกันเงินสำรองไว้อีกต่อไป
การจ่ายเงินปันผลยังสามารถทำได้โดยอำนาจของกรรมการบริษัท
นอกเหนือจากโดยมติของที่ประชุมใหญ่ ในกรณีเช่นนี้จะเรียกว่า เงินปันผลระหว่างกาล
(Interim Dividend Payment)
ตามมาตรา ๑๒๐๑ วรรคสอง ระบุไว้ว่า กรรมการอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งคราว
ในเมื่อปรากฏแก่กรรมการว่าบริษัทมีกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้น การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลกรรมการจ่ายได้โดยไม่ต้องขออำนาจจากที่ประชุมใหญ่
ในแง่พิธีการเพื่อจ่ายเงินปันผล กฎหมายระบุว่าให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งสองครั้ง
เป็นอย่างน้อย หรือ จดหมายบอกกล่าวไปยังผู้ถือหุ้นทุกคน ซึ่งมีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท
การจ่ายเงินปันผลที่ผิดระเบียบ เช่น จ่ายเงินปันผลโดยไม่ได้ขอมติจากที่ประชุมใหญ่
การจ่ายเงินปันผลซึ่งไม่ใช่เงินกำไร หรือจ่ายโดยไม่ได้จัดสรรเงินสำรองตามกฎหมาย
เป็นต้น บริษัทอาจเรียกคืนการจ่ายเงินปันผลนั้นได้ ในกรณีเหล่านี้
เจ้าหนี้ของบริษัทอาจเรียกร้องให้มีการคืนเงินปันผลกลับมายังบริษัท
เพื่อกันไว้จ่ายคืนแก่เจ้าหนี้ก็ย่อมได้ (คืนแก่บริษัท แต่ไม่ใช่เรียกคืนเงินปันผลมาแก่เจ้าหนี้ที่เรียกร้อง)
เงินปันผลนั้น ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท
แต่เป็นเงินที่จ่ายออกจากกำไรของบริษัท ในทางบัญชีและภาษีอากร เงินปันผลไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า
ผลประโยชน์ทางภาษี (Tax Shield) กล่าวคือนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากบริษัทตั้งข้อรังเกียจที่จะจ่ายเงินปันผลแล้ว เท่ากับว่า
ผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเลย เหมือนกับที่มีผู้กล่าวว่า
หากบริษัทไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย ก็ไม่รู้จะถือหุ้นไปเพื่อประโยชน์อันใด
เนื่องจากไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนคืน
|
|
|