ภาษีหัก ณ ที่จ่าย นั้น
กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงิน (ในกรณีที่กำหนดไว้) ทำหน้าที่หักเงินจากยอดที่ตนต้องจ่ายให้แก่ผู้รับเงิน
แล้วนำเงินนั้นส่งแก่รัฐบาล เงินที่ได้หักและนำส่งดังกล่าวถือเป็นเครดิตในการเสียภาษีเงินได้ของผู้รับเงินเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษี
ถ้ากรณีใดไม่มีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่ต้องหักภาษีไว้
ประเภทของเงินได้ที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้นั้น มีรายละเอียดค่อนข้างมาก
แต่หากอธิบายโดยมองในแง่ของผู้จ่ายเงิน ซึ่งมีหน้าที่ต้องหักภาษี
ณ ที่จ่ายแล้ว แบบแสดงรายการเพื่อนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่าย ดังกล่าว
หลักๆแล้วมีอยู่เพียง ๓ แบบ ได้แก่ แบบ ภ.ง.ด.๑, ๓ และ ๕๓
แบบ ภ.ง.ด. ๑ ใช้สำหรับหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ประเภท
เงินเดือน จากพนักงานของกิจการ การจัดทำตัวเลขในการจ่ายเงินเดือนแก่พนักงานในทุกๆเดือนนั้น
ก็ต้องคำนวณยอดเงินไว้ โดยปกติ เงินเดือนพนักงานจะถูกหักด้วย ภาษี
และ เงินประกันสังคม บางบริษัทอาจมียอด เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หากบริษัทมีสวัสดิการด้านนี้ให้แก่พนักงานเป็นการเพิ่มเติม (ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้)
จำนวนเงิน ภาษี ที่ว่านี้ จะถูกรวบรวมจากพนักงานแต่ละคน มากบ้าง
น้อยบ้าง และนำส่งกรมสรรพากร ภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป โดยใช้แบบ
ภ.ง.ด. ๑ ซึ่งประกอบด้วย ใบนำส่งที่สรุปยอดเงินภาษีทั้งสิ้นที่ต้องนำส่ง
พร้อมแนบด้วยรายละเอียดของเงินเดือน และภาษีที่หักไว้ สำหรับพนักงานแต่ละคน
แบบ ภ.ง.ด.๑ พร้อมใบแนบนี้ จึงเป็นเอกสารที่ต้องจัดเตรียม และเก็บรักษาโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล
หรือ ฝ่ายบัญชี โดยต้องถือปฏิบัติเป็น ความลับ เพราะมีข้อมูลอันเกี่ยวกับ
บุคคล อยู่ด้วย ที่เรียกว่าข้อมูลที่มีลักษณะ Private & Confidential
| เดบิต |
เงินเดือน |
500,000 บาท |
|
| |
ค่าล่วงเวลา |
12,000 บาท |
|
| |
เงินประกันสังคม (ค่าใช้จ่าย) |
15,000 บาท (๓) |
|
| |
เดรดิต เงินฝากธนาคาร |
|
487,000 บาท |
| |
ภาษี หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.๑) |
|
10,000 บาท (๑) |
| |
เงินประกันสังคมค้างจ่าย |
|
30,000 บาท(๒) |
(๑) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10,000 บาท ที่ว่านี้ คำนวณจากพนักงานแต่ละคนรวมกันทั้งบริษัท
(๒) ส่วนเงินประกันสังคม คำนวณจากฐานของเงินเดือน (ไม่รวมค่าล่วงเวลา)
ในอัตราร้อยละ ๕ จากเงินเดือนที่จ่ายจริง หรือไม่เกินฐานของ 15,000
บาท เช่น หากเงินเดือน 25,000 บาท ก็จะคำนวณร้อยละ ๕ จากยอด 15,000
บาท
ในตัวอย่างนี้ เงินประกันสังคมที่หักจากพนักงานทุกคน รวมต้องนำส่ง
15,000 บาท หากแต่ตามกฎหมายประกันสังคม กำหนดให้บริษัทต้องสมทบในจำนวนเท่ากัน
คืออีก 15,000 บาท รวมต้องนำส่ง 30,000 บาท
(๓) ขั้นตอนการบันทึกบัญชีต้องบันทึก เงินประกันสังคม
(ส่วนที่บริษัทสมทบ) เป็นค่าใช้จ่ายไว้ 15,000 บาท
เมื่อชำระภาษี หัก ณ ที่จ่าย (ภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป)
| เดบิต |
ภาษี หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.๑) |
10,000 บาท |
|
| |
เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร |
|
10,000 บาท |
เมื่อชำระเงินประกันสังคม (ภายใน ๑๕ วัน แต่ขยายเป็นภายในเดือนถัดไป)
| เดบิต |
เงินประกันสังคมค้างจ่าย |
30,000 บาท |
|
| |
เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร |
|
30,000 บาท |
แบบ ภ.ง.ด. ๓ และ ๕๓ นั้น ใช้สำหรับนำส่งภาษี หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ
ในลักษณะเดียวกัน ต่างกันที่ ผู้ถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่าย หากเป็นบุคคลธรรมดา
บริษัทจะหักภาษีโดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. ๓ ในขณะที่ หากผู้ถูกหักภาษี
ณ ที่จ่าย เป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจการร่วมค้า
เป็นต้น) บริษัทจะหักภาษีโดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. ๕๓
ในแบบแสดงรายการก็มีลักษณะเดียวกับแบบ ภ.ง.ด. ๑ กล่าวคือ จะมีใบสรุปยอด
และใบแนบซึ่งกรอกรายการของผู้ที่ถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นรายบุคคล
หรือ รายนิติบุคคล โดยแบบ ภ.ง.ด. ๓ และ ๕๓ มีกำหนดนำส่งภายในวันที่
๗ ของเดือนถัดไป เช่นเดียวกัน
การบันทึกรายการบัญชี
เมื่อจ่ายเงินค่าบริการ (ประเภทที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้)
| เดบิต |
ค่าบริการ |
20,000 บาท |
|
| |
เครดิต ภาษี หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.๓ หรือ ๕๓) |
|
600 บาท (๔) |
| |
เงินสด/เงินฝากธนาคาร
|
|
19,400 บาท |
เมื่อชำระภาษี หัก ณ ที่จ่าย (ภายในวันที่ ๗ ของเดือนถัดไป)
เดบิต
| เดบิต |
ภาษี หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.๓ หรือ ๕๓)
|
600 บาท |
|
| |
เครดิต เงินสด/เงินฝากธนาคาร |
|
600 บาท |
(๔) กรณีตามตัวอย่าง เป็นค่าบริการที่กำหนดให้หัก ภาษี
ณ ที่จ่ายไว้ ร้อยละ ๓ (คือ 20,000 บาท คูณร้อยละ ๓ เท่ากับ 600
บาท)
ในทางปฏิบัติ จะซับซ้อนขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจาก ค่าบริการ โดยทั่วไปกำหนดให้ต้องคำนวณ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม บวกเข้าไปในค่าบริการด้วย ทำให้มักเกิดปัญหา คำนวณเงินภาษีหัก
ณ ที่จ่ายไว้ไม่ถูกต้อง ให้เห็นอยู่เสมอ
ตามตัวอย่างเดิม หากบริษัทจ่าย ค่าบริการ ที่รวม ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ร้อยละ ๗ จะคำนวณ และบันทึกบัญชีดังต่อไปนี้
เมื่อจ่ายเงินค่าบริการ (ประเภทที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่ายไว้)
| เดบิต |
ค่าบริการ |
20,000 บาท |
|
| |
ภาษีซื้อ |
1,400 บาท |
|
| |
เครดิต ภาษี หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.๓ หรือ ๕๓) |
|
600 บาท |
| |
เงินสด/เงินฝากธนาคาร |
|
20,800 บาท (๕) |
(๕)ในกรณีนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยังคงคำนวณจากฐานของค่าบริการ
20,000 บาท เหมือนเดิม หากแต่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้ให้บริการนั้น
จะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปอีก 1,400 บาท (ร้อยละ ๗ ของ 20,000 บาท)
ทำให้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายแก่ผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นจากกรณีไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม
(กรณีตามตัวอย่างนี้ต้องจ่ายเงินรวมเท่ากับ 19,400 บวก 1,400 บาท)
จะเห็นว่า แม้จะมี ภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้ามาเกี่ยวข้อง
ก็ไม่ได้ทำให้ หลัก และ วิธีคิด เปลี่ยนไป เพียงแต่เพิ่มเติมการคำนวณส่วนของ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม เข้าไปเท่านั้น
หากลองไล่ประเภทของ เงินได้ ที่ต้องหักภาษี
ณ ที่จ่าย คร่าวๆ กล่าวโดยสรุปได้ว่า การซื้อสินค้านั้น ไม่เข้าข่าย
ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ส่วน ค่าบริการ ต่างๆ ที่มักเรียกกันในทางภาษีอากร
ว่า ค่าจ้างทำของ รวมทั้งค่าวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าวิชาชีพทางการบัญชี
การสอบบัญชี ค่าวิชาชีพทางกฎหมาย ค่าออกแบบ เป็นต้น กลุ่มนี้จะต้องหัก
ภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ ๓
ค่าเช่า ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ ๕
ค่าโฆษณา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ ๒
ค่าขนส่ง ค่าระวาง ค่าเบี้ยประกันภัยต่างๆ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
ร้อยละ ๑
เงินรางวัลจากการประกวด การชิงโชค ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ
๕
.....เป็นต้น
ส่วนอัตราภาษีสำหรับเงินเดือนพนักงานนั้น ต้องคำนวณกันในอัตราก้าวหน้า
หรือเรียกอีกอย่างว่า อัตราขั้นบันได กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับช่วงของเงินเดือน
หากเงินเดือนน้อย ก็ต้องคำนวณภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า เมื่อ เงินได้
มีจำนวนมากขึ้น โดยอัตราภาษีในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
| เงินได้สุทธิตั้งแต่ |
แต่ไม่เกิน |
ร้อยละ |
| 0 บาท |
100,000 บาท |
5 (๖) |
| 100,000 บาท |
500,000 บาท |
10 |
| 500,000 บาท |
1,000,000 บาท |
20 |
| 1,000,000 บาท |
4,000,000 บาท |
30 |
| 4,000,000 บาท |
ขึ้นไป |
37 |
(๖) ปัจจุบัน ยกเว้นภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ดังนั้น หากเงินได้สุทธิไม่เกิน
100,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี