 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
โลกของบัญชี VS โลกของภาษี
|
วิโรจน์ เฉลิมรัตนา |
| |
๒ ต.ค. ๔๔ |
|
| |
บันทึกตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ได้ตัวเลขเท่าไร นั่นคือตัวเลขที่แสดงผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง
แต่การจะนำตัวเลขนั้นไปใช้คำนวณภาระภาษีนั้น ต้องแยกออกมาคำนวณใหม่
โดยใช้ตัวเลขทางบัญชีเป็นตัวตั้ง รายการที่จะต้องปรับปรุงนั้น
ก็คือรายการตาม ๒ มาตราที่ได้กล่าวถึงนั้น
ได้อ่านหนังสือ RICH DAD POOR DAD หรือที่ภาคแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า
"พ่อรวยสอนลูก" ตอนหนึ่งของหนังสือได้กล่าวไว้ทำนองว่า วิชาบัญชีเป็นวิชาที่นอกจากเข้าใจยากแล้ว
ยังสับสนมากที่สุด แต่หากคิดจะมีความมั่นคงทางการเงิน ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องบัญชี
และภาษีอากร ทำให้ผมนึกอยากจะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับระบบบัญชี
และภาษีอากรของบ้านเราขึ้นมาเผื่อว่าคุณผู้อ่านจะสนใจ
 |
ตามที่เคยว่าไว้ในแม่บทการบัญชีว่า การบันทึกบัญชีจะใช้เกณฑ์คงค้างเป็นหลัก
ทีนี้เวลาเราปิดบัญชีตอนสิ้นปีเสร็จแล้ว เราจะนำตัวเลขรายได้และรายจ่ายมากรอกในแบบฟอร์มเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อยตามกระบวนการ แต่ปัญหาก็คือ ในการเสียภาษีมีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ไม่เหมือนทางบัญชี
|
| จึงมีความแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างตัวเลขกำไรสุทธิทางบัญชี
กับ ตัวเลขกำไรสุทธิที่นำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี |
เพื่ออธิบายความแตกต่างดังกล่าว ผมจะแยกหลักเกณฑ์ออกเป็น ๒ ส่วน
โดยถือว่า หลักเกณฑ์ทางบัญชีเป็นจุดเริ่มต้น และถือเป็นหลัก
ส่วนหลักเกณฑ์ทางภาษีเป็นการนำตัวเลขทางบัญชีมาปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์เพื่อการเสียภาษี
เกณฑ์ที่เราจะนำมาใช้ในการคำนวณตัวเลขเพื่อเสียภาษีนั้น เกิดขึ้นจากกฎหมายทางภาษีอากร
หรือที่เรียกว่า "ประมวลรัษฎากร" นั่นเอง
ซึ่งกำหนดไว้เป็นมาตราต่างๆ เหมือนกฎหมายอื่นๆ และทางกรมสรรพากรจะถือเป็นไม้บรรทัดเพื่อใช้บังคับกับบุคคลธรรมดา
และนิติบุคคล
ในประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้
เกณฑ์สิทธิ ซึ่งก็เหมือนกับเกณฑ์ทางบัญชีนั่นเอง ความหมายตามกฎหมายก็คือ
รายได้ที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบบัญชีนั้น
ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบบัญชีนั้น ด้านรายจ่ายก็เช่นกัน
รายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น
แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบบัญชีนั้น ก็ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบบัญชีนั้น
เมื่อได้ลงรายการตามเกณฑ์สิทธิข้างต้นแล้ว ก็ให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิในอัตราร้อยละ
๓๐ เช่น บริษัทมีรายได้ตามเกณฑ์สิทธิ 2,000,000 บาท มีรายจ่ายตามเกณฑ์สิทธิ
1,900,000 บาท ก็เท่ากับว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 100,000 บาท ก็ต้องเสียภาษี
30,000 บาท
หากประมวลรัษฎากรกำหนดไว้แค่นั้น บริษัทก็คงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยเกณฑ์ง่ายๆ
แบบนี้ครับ แต่ความเป็นจริงแล้วประมวลรัษฎากรมีการกำหนดเงื่อนไข
และรายละเอียดต่างๆ เพิ่มอีก ทำให้เวลาคำนวณไม่ง่ายอย่างที่เกริ่นมาครับ
ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่าให้ใช้กำไรสุทธิตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
โดยมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับ การบันทึกรายการบางรายการเป็นพิเศษ รวมถึง
มีรายจ่ายบางตัวที่บันทึกตามบัญชีได้ แต่ทางภาษีไม่อนุญาตให้นำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายครับ
ถ้ามองภาพรวมเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว ข้อยกเว้นทั้งสองส่วนนั้นจะอยู่ในส่วนของมาตรา
๖๕ ทวิ และ ๖๕ ตรี ในประมวลรัษฎากร ตามลำดับ
ผมจะใช้ตัวอย่างแบบง่ายเพื่ออธิบายให้เข้าใจแนวความคิด และวิธีคำนวณดังนี้ครับ
ตัวอย่าง บริษัทมีรอบบัญชี
ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔
| บริษัท |
มีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว |
1,500,000 บาท |
| |
มีรายได้ |
2,000,000 บาท |
| |
มีรายจ่าย |
1,900,000 บาท |
| |
ดังนั้นกำไรสุทธิ เท่ากับ |
100,000 บาท |
ในรายจ่าย 1,900,000 บาทนี้ ในสมุดบัญชีจะมีรายละเอียดว่า ประกอบด้วย
เงินเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าไปรษณีย์ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง
ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าภาษีโรงเรือน ค่ารับรอง ค่าปรับภาษีอากร
เป็นต้น
หากในรายละเอียดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ มีค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามแล้ว
(มีอะไรบ้าง ต้องไปดูมาตรา ๖๕ ตรี ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบัน มีค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งหมด
๒๐ รายการ)
จากตัวอย่างสมมติว่า เรามีค่ารับรอง 10,000 บาท ค่าปรับภาษีอากร
2,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือน 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น
เงินเดือน ฯลฯ สมมติว่าไม่เข้าเกณฑ์ว่าต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี
จากตัวอย่างสมมติว่า เรามีค่ารับรอง 10,000 บาท ค่าปรับภาษีอากร
2,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือน 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น
เงินเดือน ฯลฯ สมมติว่าไม่เข้าเกณฑ์ว่าต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี
เวลาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณดังนี้
หน่วย: บาท
| รายได้ |
2,000,000 |
|
| รายจ่าย |
1,900,000 |
|
| กำไรสุทธิ เท่ากับ |
100,000 |
เป็นกำไรสุทธิทางบัญชี |
ปรับปรุง
| - บวก |
ค่ารับรองส่วนที่เกิน |
| |
กว่าที่กฎหมายอนุญาต |
4,000 |
| - บวก |
ค่าปรับภาษีอากร |
2,000 |
กำไรสุทธิทางภาษี |
106,000 |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ ๓๐ |
31,800 |
ส่วนที่หนึ่ง
ในมาตรา ๖๕ ตรี (๔) ระบุไว้ว่า ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ โดยถือเป็นค่ารับรองได้ในส่วนที่ไม่เกิน
ร้อยละ 0.3 ของรายได้รวมหรือจำนวนเงินทุนที่ได้รับชำระแล้ว
แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า |
 |
ดังนั้นตามตัวอย่างนี้ ค่ารับรองที่จ่ายออกไปจริงจำนวนเงิน 10,000
บาท จึงนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้เพียง 6,000 บาท (คำนวณจาก
2,000,000 x 0.3% = 6,000) ส่วนที่เกินกว่า 6,000 บาท (คือ 4,000
บาท) ต้องนำมาปรับปรุงเวลาคำนวณภาษีครับ ซึ่งก็คือต้องบวกกลับเข้าไปให้กำไรมีมากขึ้นกว่า
ตัวเลขทางบัญชี ส่วนที่สอง
ในมาตรา ๖๕ ตรี (๖) ระบุไว้ว่า เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร
ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
ตามตัวอย่างนี้ บริษัทมีค่าปรับภาษีอากรจำนวนเงิน 2,000 บาท จึงนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีไม่ได้
ต้องนำมาปรับปรุงเวลาคำนวณภาษี กล่าวคือต้องบวกกลับเข้าไปให้กำไรมีมากขึ้นกว่า
ตัวเลขทางบัญชี
ส่วนค่าภาษีโรงเรือน 5,000 บาทที่ยกมาด้วยนั้น เพื่อให้เห็นว่ากฎหมายกำหนดเพียงว่า
ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น ที่ไม่สามารถนำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้
ภาษีจากกฎหมายอื่นๆนั้นถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ครับ
มักมีความเข้าใจว่า ถ้าเช่นนั้นค่าใช้จ่ายทั้งสองรายการนี้ไม่สามารถบันทึกบัญชีได้หรืออย่างไร
ก็ต้องตอบว่า ลงได้ครับ ถ้าหากมีเอกสารอันเที่ยงธรรม ทางบัญชีถือว่าบันทึกได้
และบริษัทก็มีกำไรสุทธิ 100,000 บาท แต่ในทางภาษี ต้องปรับปรุงตัวเลข
ซึ่งหลังจากปรับปรุงแล้ว ตัวเลขกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีจะเท่ากับ
106,000 บาท และภาษีเงินได้แทนที่บริษัทจะต้องเสีย 30,000 บาท
ที่ถูกต้องแล้ว บริษัทต้องเสียภาษี 31,800 บาท
การปรับปรุงรายการดังกล่าวนั้น จะทำในกระดาษทดหรือที่เรียกว่า
ตารางการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (Tax computation worksheet)
เท่านั้นนะครับ ไม่มีการลงบัญชี เดบิต เครดิต ครับ หลายคนอาจจะงง
ผมจึงใช้คำว่า โลกของบัญชี กับ โลกของภาษี เพื่อให้เห็นภาพว่า
ให้แยก ๒ ส่วนนี้ออกจากกัน โดยขั้นตอนก็คือ บันทึกตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ได้ตัวเลขเท่าไร นั่นคือตัวเลขที่แสดงผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง
แต่การจะนำตัวเลขนั้นไปใช้คำนวณภาระภาษีนั้น ต้องแยกออกมาคำนวณใหม่
โดยใช้ตัวเลขทางบัญชีเป็นตัวตั้ง รายการที่จะต้องปรับปรุงนั้น
ก็คือรายการตาม ๒ มาตราที่ได้กล่าวถึงนั้น (ในตัวอย่างไม่ได้ยกตัวอย่างตามมาตรา
๖๕ ทวิ เนื่องจากรายการตามมาตรานี้ จะเป็นรายละเอียดประกอบกับหลักเกณฑ์ทางบัญชีเพิ่มเติมมากกว่า
จะเป็นรายการที่ปรับปรุงตัวเลขโดยตรง เช่น อัตราค่าเสื่อมราคาที่กฎหมายยอมให้คิดคำนวณสำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท)
ตัวอย่างที่ยกนั้นเพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจตามที่กล่าวนี้ ไม่ต้องบอกคุณก็คงรู้แล้วนะครับว่า
รายละเอียดของมาตรา ๖๕ ทวิ และ๖๕ ตรี นั้น ต้องหาประมวลรัษฎากร
มาอ่านดูครับ แล้วจะทราบว่า มีประเด็น แง่มุม การตีความ รวมทั้งรายละเอียดมากจนทำให้คุณหัวหมุนได้ง่ายๆ
เลยครับ แต่คุณคงเห็นจากตัวอย่างแล้วว่า ผลกระทบของตัวเลขที่ต้องปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ทางภาษีอากรนั้น
เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากทีเดียว เพราะหากเราปฏิบัติไม่ถูกต้องแล้ว
มีผลต่อภาระภาษีและโอกาสที่จะถูกประเมินจากกรมสรรพากรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
| |
|
|