 |
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
|
 |
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า |
| |

|
|
|
รายการปรับปรุงสิ้นปี ไม่ยากอย่างที่กลัว:
รายการค้าง |
ยุพา กาญจนดุล |
| |
๒๗ มิ.ย. ๔๙ |
yupha@bkkonline.com |
| |
รายการค้าง เป็นรายการลักษณะตรงกันข้ามกับรายการล่วงหน้า
คือ มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีการรับเงินหรือจ่ายเงิน
ฉะนั้นตลอดระยะเวลาที่มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจะไม่มีการบันทึกรายการใดๆ
เลย แต่เมื่อถึงวันสิ้นงวดที่ต้องมีการจัดทำงบการเงิน และเพื่อให้งบการเงินแสดงสถานะภาพที่ตรงกับความจริง
จึงต้องปรับปรุงบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เคยได้รับการบันทึก
|
|
| |
คราวที่แล้วเราได้พูดถึงรายการล่วงหน้าไปแล้ว
และคราวนี้จะได้พูดถึงรายการค้าง แต่เพื่อให้เกิดการต่อเนื่อง จึงนำบางส่วนมากล่าวถึงในครั้งนี้ด้วย
การปรับปรุงบัญชีในวันสิ้นงวดก็เพื่อให้
บัญชีรายได้ และบัญชีค่าใช้จ่าย ไปปรากฏในงบกำไรขาดทุนถูกต้องตามที่ควรจะเป็น
โดยอาจแยกเป็นรายการประเภท รายการล่วงหน้า และรายการค้าง ดังนี้
| |
(รับ/จ่าย) ล่วงหน้า |
ค้าง (รับ/จ่าย) |
| รายได้ |
รายได้รับล่วงหน้า |
รายได้ค้างรับ |
| ค่าใช้จ่าย |
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า |
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย |
รายการล่วงหน้า
ได้แก่รายการที่มีการรับเงิน และการจ่ายเงินเกิดขึ้นก่อน จึงต้องมีการบันทึกรายการรับล่วงหน้า
หรือจ่ายล่วงหน้าในขณะนั้นทันที แต่เมื่อถึงวันสิ้นงวดต้องมีการลดยอดรายได้รับล่วงหน้า
หรือค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าลงตามส่วนของระยะเวลาที่ผ่านไป และนำส่วนนี้ไปบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายสำหรับระยะเวลาที่ผ่านมานั้น
จึงถือว่ารายการล่วงหน้าเป็นรายการที่การรับหรือจ่ายเงิน เกิดขึ้นก่อนการบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่าย
รายการค้าง
เป็นรายการลักษณะตรงกันข้ามคือ มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีการรับเงินหรือจ่ายเงิน
ฉนั้นตลอดระยะเวลาที่มีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจะไม่มีการบันทึกรายการใดๆ
เลย แต่เมื่อถึงวันสิ้นงวดที่ต้องมีการจัดทำงบการเงิน และเพื่อให้งบการเงินแสดงสถานะภาพที่ตรงกับความจริง
จึงต้องปรับปรุงบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เคยได้รับการบันทึก
เพื่อให้ได้ยอดบัญชีที่ตรงกับความเป็นจริง อย่างนี้อาจมีคนนึกในใจว่านักบัญชีมีลักษณะหน้าไหว้หลังหลอก
ก็โถเวลายังไม่ต้องทำงบการเงินล่ะก็ ปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริงอยู่ได้เป็นนานสองนาน
พอจะต้องทำงบการเงินขึ้นเพื่อไปให้ใครต่อใครดูจึงค่อยรีบมาบันทึก ก็มีส่วนจริงอยู่บ้างหรอกค่ะ
แต่ว่าขืนนักบัญชีจะลุกขึ้นมาทำเป็นขยัน นั่งบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นรายวันทุกๆ
วัน ที่มีรายได้และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น จะทำให้เกิดภาระในการบันทึกมากมาย
แถมบันทึกไปแล้วก็ไม่มีการสรุปตัวเลขใดๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เลย นักบัญชีก็เลยสรุปว่า
เสียเวลาไม่คุ้มค่าค่ะ เมื่อไรที่จะต้องสรุปตัวเลขในบัญชีแยกประเภทเพื่อจัดทำงบการเงินจึงค่อยปรับปรุงน่าจะดีกว่า
(ตอนสิ้นงวดนี้ถ้ายังขืนไม่ยอมบันทึกอีกล่ะก็ หมดสิ้นกันเลยกับความเชื่อถือได้ของงบการเงิน
)
เมื่อบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงในด้านหนึ่งแล้ว
อีกด้านหนึ่งก็บันทึกเป็นรายการค้างรับ หรือ ค้างจ่าย แล้วแต่กรณีดังนี้ค่ะ
รายการรายได้
บัญชีแยกประเภทรายได้
มีลักษณะเดียวกับบัญชีทุน (เพราะรายได้ท้ายที่สุดก็ตกไปสู่เจ้าของกิจการ)
จึงมียอดด้านเครดิต บัญชีอีกด้านที่ต้องบันทึกก็คือบัญชีรายได้ค้างรับ
เพราะยังไม่ได้รับ มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ของกิจการ มียอดอยู่ทางด้านเดบิต
ด้านเดียวกับบัญชีลูกหนี้ รายได้ค้างรับมีลักษณะใกล้เคียงกับลูกหนี้มาก
เพราะเป็นสิทธิ์ของกิจการที่จะได้รับเงินสดเข้ามาในไม่ช้านี้ การบันทึกจึงเป็นดังนี้
เดบิต รายได้ค้างรับ
เครดิต รายได้
รายการค่าใช้จ่าย
บัญชีค่าใช้จ่ายมียอดทางด้านเดบิต
ตรงกันข้ามกับด้านรายได้ จึงเดบิตบัญชีค่าใช้จ่าย ส่วนอีกด้านก็เครดิตบัญชีค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
บัญชีค่าใช้จ่ายค้างจ่ายนี้มียอดอยู่ทางด้านเครดิต ด้านเดียวกับบัญชีเจ้าหนี้
ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเป็นหนี้สินของกิจการเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เหมือนกัน
เพราะเป็นภาระผูกพันของกิจการที่จะต้องชำระหรือจ่ายเงิน การบันทึกจะเป็นดังนี้
เดบิต ค่าใช้จ่าย
เครดิต ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
รายได้ค้างรับ
เช่นกิจการมีเงินสดเหลือเฟือ ไม่อยากเก็บไว้เฉยๆ หรือฝากออมทรัพย์ก็ได้ดอกเบี้ยไม่กี่สตางค์
และหากเศรษฐกิจยังทรงๆ อยู่อย่างนี้ก็ไม่อยากขยับขยายอะไรมากมาย ก็อาจจะนำเงินสดที่เหลือใช้อยู่นี้ไปลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ย
6 % หากพันธบัตรนี้ลงวันที่ 1 กันยายน 2544 จ่ายดอกเบี้ยทุกหกเดือน ในวันที่
1 มีนาคม และ 1 กันยายน ของทุกปี
วันที่
1 กันยายน 2544 เมื่อซื้อพันธบัตร 400,000 บาท จะบันทึกรายการตามปกติ
คือสินทรัพย์เงินสดลดลง แต่สินทรัพย์ประเภทพันธบัตร หรือเงินลงทุน เพิ่มขึ้น
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เมื่อเริ่มซื้อพันธบัตรเข้ามา
กิจการจะมีรายได้ดอกเบี้ยรับเกิดขึ้นทุกวัน โดยไม่มีการบันทึกรายการใดๆ
จนถึงวันสิ้นงวด ธันวาคม 2544 จึงต้องบันทึกรายได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ซื้อพันธบัตร
(1 ก.ย.44) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 เป็นรายได้ดอกเบี้ยรับ รวม 8,021.92
บาท สำหรับระยะเวลา 122 วัน และดอกเบี้ยรับทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รับเลย
จึงเป็นดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมดดังนี้
| เดบิต |
บัญชีดอกเบี้ยค้างรับ |
เครดิต |
| เดบิต |
บัญชีดอกเบี้ยรับ |
เครดิต |
บัญชีดอกเบี้ยรับเป็นบัญชีประเภทรายได้
ซึ่งเป็นบัญชีชั่วคราว จะถูกโอนปิดไปเข้าบัญชีกำไรขาดทุนเพื่อหาผลการดำเนินงานของกิจการ
ส่วนบัญชีดอกเบี้ยค้างรับ เป็นบัญชีสินทรัพย์จึงไม่ต้องปิดไปไหน แต่นำไปแสดงในงบดุล
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
เช่น พนักงานของกิจการไปต่างประเทศในช่วงสิ้นปีเป็นเวลานาน ไม่สามารถมารับเงินเดือนในวันสิ้นเดือนได้
ที่จริงแล้วกิจการได้ใช้แรงงานของพนักงานไปแล้ว จึงมีภาระที่ต้องชำระ
และถือเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเดือนธันวาคมได้แล้ว แต่เนื่องจากรายการนี้ยังไม่มีการจ่ายเงิน
จึงถือเป็นรายการค้างชำระ ที่ต้องปรับปรุงในวันสิ้นงวดดังนี้
| เดบิต |
บัญชีเงินเดือน |
เครดิต |
| เดบิต |
บัญชีเงินเดือนค้างจ่าย |
เครดิต |
แล้วรายการค้างจะจบลงแค่ตรงนี้เองหรือ
แน่นอนจะต้องมีการรับเงินสด และจ่ายเงินสดเกิดขึ้นในปีต่อไปอีก แต่ในชั้นนี้เราจะยังไม่กล่าวถึงรายการใดๆ
ทั้งสิ้นที่จะเกิดขึ้นในปีถัดมา เพื่อไม่ให้เรื่องง่ายๆ ต้องกลายมาเป็นเรื่องยากสร้างความสับสนมากมายให้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นนะคะ
........................................
|
|
|