| "การบัญชีที่เน้นประโยชน์ของกลุ่มที่อยู่ภายนอกองค์กรเป็นหลัก
เรียกว่า การบัญชีการเงิน ส่วนการบัญชีที่เน้นประโยชน์สำหรับการใช้ตัดสินใจภายในองค์กร
เอง เรียกว่า การบัญชีบริหาร หรือการบัญชีเพื่อการจัดการ
โอ๊ะๆ อย่าเพิ่งเข้าใจนะคะ ว่า งั้น แต่ละองค์กร ก็มีบัญชีคนละ
2 ชุดซี ไม่ใช่แน่นอนค่ะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นกรมสรรพากรเอาผิดตายเลย" |
|
วันนี้เราจะมาดูกันซิว่า มีใครได้รับประโยชน์จากตัวเลขบัญชีกันบ้าง
และประโยชน์ที่ว่านั้นคืออะไร |
 |

ผู้ใช้ประโยชน์จากตัวเลขบัญชี
แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้ใช้ที่อยู่ภายในองค์กร
เช่น ผู้บริหาร และพนักงานของกิจการ และผู้ใช้ที่อยู่ภายนอกองค์กร
เช่น เจ้าหนี้ ลูกค้า ผู้ลงทุน (ในกรณีที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์)
และรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่ควบคุมดูแลธุรกิจนั้นๆ |
ผู้ใช้ 2 กลุ่มนี้นักบัญชีถือว่าแตกต่างกันมาก แตกต่างกันมากในแง่ของความสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ลึกซึ้งต่างกัน
กลุ่มที่อยู่ภายในองค์กร ได้เปรียบกว่ากลุ่มที่อยู่ภายนอกองค์กร
เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการบัญชีได้โดยไม่มีข้อจำกัด
แถมยังเป็นผู้กำหนดนโยบาย และจัดทำบัญชีเองอีกด้วย เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของผู้ใช้ตัวเลขบัญชีกลุ่มที่อยู่ภายนอกองค์กร
จึงต้องมีหลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เคร่งครัดรัดกุม ในการจัดทำบัญชีอย่างพอเพียง
เพื่อให้ตัวเลขบัญชีนั้นน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ช่วยตัดสินใจได้อย่างแท้จริง
 |
|
การบัญชีที่เน้นประโยชน์ของกลุ่มที่อยู่ภายนอกองค์กรเป็นหลัก เรียกว่า
การบัญชีการเงิน ส่วนการบัญชีที่เน้นประโยชน์สำหรับการใช้ตัดสินใจภายในองค์กรเอง
เรียกว่า การบัญชีบริหาร หรือการบัญชี เพื่อการจัดการ โอ๊ะๆ
อย่าเพิ่งเข้าใจนะคะ ว่า งั้น แต่ละองค์กร ก็มีบัญชีคนละ 2 ชุดซิ
ไม่ใช่แน่นอนค่ะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นกรมสรรพากรเอาผิดตายเลย
ที่จริงแล้วการบัญชีทั้งสองประเภทนี้ ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐาน และหลักการเดียวกัน
เพียงแต่เมื่อมาถึงในส่วนที่เป็นการทำขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ภายในองค์กรเอง
ซึ่งอาจมีรายละเอียดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น หลักการที่เกี่ยวข้องในส่วนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัด
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบุคคลภายนอกอีกต่อไป องค์กรหนึ่งๆ จึงมีระบบบัญชีแต่เพียงระบบเดียวเท่านั้น
โดยยึดหลักการบัญชีการเงินเป็นแกนสำคัญ หลักการบัญชีที่เราจะนำมาคุยในที่นี้จึงเป็นเรื่องการบัญชีการเงิน
(ซึ่งที่จริงแล้วก็มีประโยชน์ใช้ในการตัดสินใจภายในองค์กรได้ด้วย)
เป็นส่วนใหญ่
ประโยชน์ของตัวเลขบัญชีนั้นมีแน่ๆ และมีมากเสียด้วย ไม่งั้นวิชาการบัญชีก็คงล่มสลายไม่อยู่มาได้จนป่านนี้แน่นอน
เรามาดูด้านกลุ่มผู้ใช้ที่อยู่ภายนอกองค์กรกันก่อนดีกว่า กลุ่มนี้เราอาจเรียกว่า
ผู้ใช้งบการเงิน ก็ได้ เพราะตัวเลขบัญชีที่จัดทำขึ้นสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้จะอยู่ในรูปของงบการเงิน
ซึ่งประกอบด้วย งบดุล (แสดงให้เห็นถึง ฐานะการเงินขององค์กร
ณ วันใดวันหนึ่ง ว่าองค์กรนั้นๆ มีฐานะเป็นอย่างไร มั่งคั่งแค่ไหน
หรือใกล้จะแย่แล้ว) งบกำไรขาดทุน (เป็นงบหรือรายงาน ที่แสดงผลการดำเนินงานขององค์กร
หรือฝีมือขององค์กร) และงบกระแสเงินสด (สรุปการเคลื่อนไหวด้านเงินสดขององค์กร)
งบการเงินเป็นผลผลิตของการบัญชี ที่แจกจ่ายอย่างเปิดเผยให้แก่คนทั่วไป
ใครๆ ก็สามารถดูได้ ซึ่งเป็นข้อกำหนดของกฎหมายให้องค์กร ต้องทำงบการเงินอย่างน้อยปีละครั้งส่งให้แก่ทางการ
และมีเก็บไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ก็จะต้องส่งงบการเงินนี้ให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย แถมยังต้องส่งงบการเงินรายไตรมาสเพิ่มเป็นพิเศษอีกด้วย
เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน และฐานะของกิจการให้ผู้ลงทุนได้มีโอกาสรับทราบเป็นระยะๆ
ในเวลาที่ไม่ห่างไกลกันเกินไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินผล
และติดตามการดำเนินงานของกิจการนั้นๆ ได้อย่างพอเพียง
ใครบ้างเอ่ยที่ต้องใช้งบการเงินประกอบการตัดสินใจ หรือประกอบการทำงาน
แน่นอนมาเป็นอันดับแรกต้องได้แก่ กรมสรรพากร ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีเงินได้
(เพื่อดูว่า จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีควรเป็นเท่าไร และการคำนวณภาษีนั้นได้กระทำอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่)
กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานควบคุมที่ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจบางประเภทเป็นเฉพาะพิเศษ
(เพื่อดูว่ากิจการนั้นๆ มีการดำเนินงานเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมายหรือไม่อย่างไร)
เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานประกันภัย
เป็นต้น
ผู้ใช้งบการเงินรายใหญ่ต่อมาก็ได้แก่เจ้าหนี้ โดยเฉพาะเจ้าหนี้เงินกู้
ซึ่งมักเป็นสถาบันการเงิน ก็จะดูว่ากิจการเจ้าของงบการเงินนั้นๆ
ควรได้รับการอนุมัติให้กู้เงินหรือไม่ อย่างไร คือจะดูว่าถ้านำเงินกู้เข้าไปรวมกับสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ของกิจการ
และด้วยฝีมือจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา จะสามารถดำเนินการตามโครงการที่ขออนุมัติ
ได้สำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ โดยจะมีเงินเหลือที่จะชำระดอกเบี้ย
และเงินต้นคืนกลับได้ในเวลาที่กำหนดหรือไม่ หรือเมื่อปล่อยกู้ไปแล้ว
ก็จะดูว่าสมควรจะเรียกหนี้คืนเร็วกว่ากำหนดหรือไม่ หรือตรงกันข้าม
ในกรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ใช้งบการเงินรายใหญ่สุด
คือผู้ลงทุนซื้อ/ขายหุ้น ที่ใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะซื้อหุ้นกิจการใดดี
ในราคาเท่าไร ซื้อเมื่อไร และควรจะขายเมื่อไร ในราคาเท่าใด แต่สำหรับในเมืองไทยแล้ว
คงมีผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ซื้อ/ขายหุ้น โดยไม่เคยเหลียวมองงบการเงินของกิจการที่ตนเข้าไปลงทุนเลยแม้แต่น้อย
จึงมีเหตุการณ์ที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากงุนงง สงสัยว่าเหตุใด
งบการเงินของบริษัทที่เพิ่งเปิดเผยวันนี้ก็แสนจะดีด้วยประการทั้งปวง
ทั้งผลการดำเนินงาน และสินทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกันมาโดยตลอด
อีกทั้งองค์ประกอบของสินทรัพย์ และหนี้สิน ก็มีเหตุมีผล และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม
ไม่มีวี่แววที่จะทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องได้เลย แต่ราคาซื้อ/ขายหุ้นในวันนั้นและต่อๆ
มากลับลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และบางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ด้านตรงกันข้าม
ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ผู้ลงทุนไม่ให้ความสำคัญกับตัวเลขในงบการเงิน
แต่ไปให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกงบการเงินมากกว่า แต่สำหรับผู้ลงทุนขนาดใหญ่
หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือกองทุนทั้งหลาย จำเป็นต้องใช้งบการเงินประกอบการตัดสินใจซื้อ/ขายหุ้น
อย่างแน่นอน
ผู้บริหารเองก็อาศัยงบการเงินประเมินสถานะของตนเองได้ ในทำนองเดียวกับบุคคลภายนอกเช่นกัน
หรือแม้แต่พนักงานขององค์การก็อาจจะชำเลืองมองงบการเงิน เพื่อดูว่ากิจการที่ตนทำงานด้วยนั้นมีสถานะการเงิน
และความสามารถขนาดใด จะหวังเป็นที่พึ่งได้ยาวนานเพียงไร ควรจะเตรียมทางหนีทีไล่ไว้บ้างดีหรือไม่
เพราะดีไม่ดีอาจถูกยื่นซองขาวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้
นอกจากงบการเงินที่เป็นผลผลิตที่สำคัญ
และเปิดเผยทั่วไปของการบัญชี แล้ว เรายังอาจใช้ประโยชน์จากตัวเลขบัญชี
ในรูปของรายงานต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจดำเนินงานขององค์กรได้อีกด้วย
รายงานเหล่านี้อาจมีรูปแบบแตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับลักษณะการดำเนินงาน
และการตัดสินใจของแต่ละองค์กร เป็นแต่ละกรณีไป จึงมักเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นใช้เองภายในองค์กร
และไม่เปิดเผยทั่วไป |

ตัวอย่างเช่น คุณสมศรี เจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ผู้ผลิตสินค้าสำหรับส่งออก
อาจอึดอัดเป็นกำลังเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามามามากมาย แต่ไม่มีเงินไปซื้อวัตถุดิบ
เพื่อทำงานตามคำสั่งซื้อที่ได้รับเข้ามา และนั่งสงสัยว่าเงินเราหายไปไหนหมด
ก็ในเมื่อขายดิบขายดีมาโดยตลอด จนผลิตแทบไม่ทัน แล้วมาเงินขาดมือได้อย่างไร
|
 |
คำตอบของปัญหานี้อาจหาได้จากการวิเคราะห์ตัวเลขบัญชี
ซึ่งอาจเกิดจากเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ มีอยู่ไม่มากพอที่จะรองรับการเก็บเงินจากลูกค้า
ที่มีระยะเวลาชำระหนี้ยาวมากกว่าปกติ หรือความสามารถในการเก็บเงินจากลูกค้าไม่ดีพอ
หรือไม่พอรองรับการมีวงจรการผลิตสินค้าที่ใช้เวลานาน ทั้งนี้เพราะเงินทุนส่วนใหญ่ที่มี
ได้ใช้ไปในการจัดหาเครื่องจักร และโรงงานจนเกือบหมด หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ
ราคาสินค้าที่ขายอาจไม่คุ้มค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่มี (เพราะมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่อาจมองเห็นไม่ชัดเจน
ทำให้ไม่ได้นำมาคำนึงในการกำหนดราคาสินค้า หรือในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้เอง
จำเป็นต้องคล้อยตามตลาด ราคาขายนั้นอาจไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมมาลงทุน
หรือเกิดจากประสิทธิภาพการผลิตที่ทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่ควร
ซึ่งบางครั้งก็เป็นปัจจัยที่กิจการสามารถควบคุมได้ และบางปัจจัยก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของกิจการ)
ฉะนั้นยิ่งขายมากก็ยิ่งขาดทุนมาก เงินก็ขาดมือได้ หรือในกรณีที่นำเงินส่วนตัว
และเงินของกิจการมาปะปนกันจนแยกไม่ออก ก็อาจเป็นได้ว่ามีการเบิกเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวมากกว่าที่ควร
หรือมากกว่าผลกำไรที่หาได้ ทำให้เงินหมุนเวียนในกิจการลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
|
|
หากองค์กรมีระบบบัญชีที่ดี สามารถใช้ประโยชน์จากตัวเลขบัญชีได้อย่างเต็มที่
บางทีอาจไม่จำเป็นต้องรอให้มีปัญหาเกิดขึ้นก่อน ก็สามารถจะมองเห็นแนวทางของปัญหาที่เริ่มก่อตัวได้แล้ว
ทำให้สามารถแก้ไขได้ทัน ก่อนที่ปัญหานั้นจะพอกพูนจนยากแก่การแก้ไข
|