บัญชีทีเบรค ความรู้ทางการบัญชีที่นำมาพูดคุยให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยนักบัญชีช่างเล่าและเข้าใจปัญหา


 
ทำบัญชีอย่างง่าย
Front Office & Back Office
เกร็ดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีของกิจการ SMEs
การแก้ไขมาตรฐานการบัญชี
ใบกำกับภาษี (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
 
บทเริ่มต้น ของรายงานบัญชี
มารู้จักสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกันดีกว่า
 


Download ตัวอย่างงบการเงิน

  งบการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548
  งบการเงิน บมจ. ยงไทย
 

   
แม่บทการบัญชี (๓) วิโรจน์ เฉลิมรัตนา
  ๑๘ ก.ย. ๔๔  

 
ดังที่ได้แสดงความเห็นไว้ว่า แม่บทการบัญชีที่ออกมานี้ไม่มีอะไรใหม่ เมื่อเทียบกับมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๑ เรื่อง ข้อสมมติขั้นมูลฐานของการบัญชี แต่ส่วนที่ผมคิดว่าใหม่ และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อ การจัดทำ และนำเสนองบการเงินในช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมานั้น ได้แก่หัวข้อ แนวคิดเกี่ยวกับทุนและการวัดมูลค่า

การวัดมูลค่านั้นได้แก่ การกำหนดจำนวนเงินที่จะบันทึกไว้ในงบการเงินนั่นเอง การใช้เกณฑ์การวัดที่ต่างกันจะทำให้ตัวเลขที่แสดงต่างกันด้วย

เดิมทีการบัญชีจะบันทึกมูลค่าด้วยราคาทุนเป็นหลัก มีบางกรณีเท่านั้นที่จะปรับปรุงราคาทุนเป็นราคาใหม่ เช่น การตีราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น แต่ในแม่บทการบัญชีนี้ได้เพิ่มเติมแนวคิด และวิธีการวัดมูลค่าไว้หลายแบบ ได้แก่ ราคาทุนเดิม ราคาทุนปัจจุบัน มูลค่าที่จะได้รับ และ มูลค่าปัจจุบัน เราจะเลือกใช้ตัวใดนั้น ต้องคำนึงความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดทำงบการเงิน

ตัวอย่างที่ ๑
สินค้าคงเหลือ จะบันทึกด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า

ความหมาย เราซื้อสินค้ามาในราคาหนึ่ง เช่น ๒๐,๐๐๐ บาท เราจะบันทึกบัญชีว่าเราซื้อมาสองหมื่นบาท อย่างนี้เรียกว่า ราคาทุน หรือราคาทุนเดิม หากต่อมาสินค้าดังกล่าวขายไม่ได้ และเก็บไว้ในคลังสินค้าเป็นเวลานาน จนคุณภาพ หรือสภาพ ด้อยลงไปจากเดิม เราจำเป็นต้องประมาณขึ้นมาว่า เราอาจขายสินค้าในราคาเดิมไม่ได้เสียแล้ว และจะต้องประเมินว่า ราคาทุนเดิมนั้น สูงเกินไป และบันทึกปรับปรุงราคาทุนเดิมให้ต่ำลงเป็นมูลค่าที่จะได้รับ หากเราขายสินค้านั้นได้ ซึ่งแน่นอนราคาดังกล่าวน่าจะต่ำกว่าราคาทุนเดิม ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่สินค้านั้นยังอยู่ในสภาพใหม่และสามารถขายได้ตามปกติ มูลค่าที่จะได้รับจะสูงกว่าราคาทุนเดิม ซึ่งเราต้องบันทึกราคาเปรียบเทียบที่ต่ำกว่าเสมอ ซึ่งได้แก่ราคาทุนเดิม

มูลค่าที่จะได้รับ นี้เรียกกันในทางปฏิบัติว่า มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NET REALIZABLE VALUE)

สินค้าใหม่และขายได้ในราคาตลาดตามปกติ
    ราคาทุนเดิม          <     มูลค่าที่จะได้รับ เราจะบันทึกบัญชีด้วย     ราคาทุนเดิม
สินค้าเก่าและอยู่ในสภาพที่อาจขายไม่ได้ในราคาตลาดตามปกติ
ถ้า ราคาทุนเดิม           >     มูลค่าที่จะได้รับ เราจะบันทึกบัญชีด้วย     มูลค่าที่จะได้รับ

ตัวอย่างที่ ๒
หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดแสดงด้วยราคาตลาด

ความหมาย เช่น บริษัทซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยราคา ๒๓๐,๐๐๐ บาท เมื่อราคาตลาดของหุ้นดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เราจะต้องปรับปรุงจาก ราคาทุนเดิม ให้เป็น ราคาตลาดกล่าวคือ ราคาต่อหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นที่ลงทุน ซึ่งด้วยจำนวนหุ้นที่เท่าเดิม ๑๐,๐๐๐ หุ้น แต่ราคาต่อหุ้นเปลี่ยนไป เช่น จาก ราคาหุ้นละ ๒๓ บาท เปลี่ยนเป็นราคาหุ้นละ ๑๔ บาท ก็จะทำให้จำนวนเงินของสินทรัพย์ของบริษัทลดต่ำลง จากราคาทุนเดิม ๒๓๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาตลาด ๑๔๐,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าเกิดผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ๙๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเราต้องรับรู้ไว้ในบัญชี เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลขาดทุนดังกล่าว

ตัวอย่างที่๓
หนี้สินเงินบำนาญแสดงด้วยมูลค่าปัจจุบัน

บริษัทมีโครงการ สวัสดิการที่เป็นเงินบำนาญที่ให้แก่พนักงานผู้เกษียณอายุ ซึ่งเวลาจะบันทึกนั้นต้องใช้ราคาปัจจุบัน (NET PRESENT VALUE) การที่บริษัทมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายเงินให้กับพนักงานของตนในอนาคต เท่ากับว่าบริษัทต้องรับรู้หนี้สินตัวนี้ไว้ในบัญชี คำถามก็คือแล้วจะบันทึกด้วยจำนวนเงินหรือมูลค่าเท่าไร คำตอบก็คือบริษัทต้องคำนวณว่า กระแสเงินสดจ่ายในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนั้นมีโครงสร้างอย่างไร แล้วจึงทอนกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน โดยในการคำนวณต้องหาอัตราดอกเบี้ยที่เรียกว่า EFFECTIVE RATE เมื่อได้มูลค่าดังกล่าวแล้วก็บันทึกหนี้สินด้วยวิธีการทางบัญชีปกติ แต่ใช้ราคาที่อิงมาจากมูลค่าปัจจุบันนั่นเอง

ตัวอย่างทั้งสามชี้ให้เห็นแนวคิดว่า เราไม่ได้บันทึกบัญชีด้วยราคาทุนแต่เพียงอย่างเดียว ในอดีตเรามักไม่มีโอกาสได้ใช้การวัดมูลค่าแบบอื่นๆ นอกจาก ราคาทุนเดิมมากนัก อาจจะเคยมีบางท่านเคยใช้การตีราคาสินทรัพย์เพิ่ม ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่เป็นราคาทุนเดิม เปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเหมือน ราคาทุนปัจจุบัน กล่าวคือเป็นราคาที่ต้องจ่ายในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน หรือสินทรัพย์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะต้องอาศัยผู้ประเมินราคาอิสระในการประเมินมูลค่าขึ้นมา (INDEPENDENT APPRAISAL)

ในแม่บทการบัญชีที่ได้ขยายแนวคิดเรื่องการวัดมูลค่านั้น ก็เนื่องจากในช่วงที่บ้านเราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นนั้น สินทรัพย์ส่วนใหญ่มีราคาต่ำลง ทั้งหุ้น ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การยึดราคาทุนเดิม จะทำให้ ตัวเลขทางการเงินไม่สะท้อนระดับราคาที่แท้จริง หรือมูลค่าของสินทรัพย์ที่แท้จริงนั่นเอง

เดิมมาตรฐานการบัญชีที่ถือเป็นแม่บทของการบัญชีที่อยู่ในชื่อว่า ข้อสมมติขั้นมูลฐานของการบัญชี นั้นใช้แนวคิดราคาทุนเดิมเป็นเกณฑ์ ทำให้มาตรฐานการบัญชีฉบับอื่นๆที่ออกมา ต้องเน้นแนวคิดในลักษณะเดียวกัน จะมีก็แต่มาตรฐานการบัญชีเรื่อง การบัญชีสำหรับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (เดิมเป็นมาตรฐานฉบับที่ ๙ ซึ่งยกเลิกไปและถูกแทนที่ด้วยฉบับที่ ๓๒ แล้วในปัจจุบัน) เท่านั้นที่มีฉีกออกไปใช้ราคาที่ตีใหม่ ด้วยพื้นฐานของแนวคิดการวัดมูลค่าดังกล่าวในแม่บทการบัญชี เราจึงมีมาตรฐานการบัญชีที่อาศัยแนวคิดนี้ เช่น

- มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๓๑ เรื่อง สินค้าคงเหลือ ที่มีการกล่าวถึงการใช้มูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ อย่างชัดเจนมากขึ้นจากเดิม ที่มีกล่าวไว้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการลดราคาสินค้าให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะขายได้
- มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๓๒ เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่มีการกล่าวถึงการด้อยค่าของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ จากที่เคยกล่าวแต่ด้านการตีราคาสินทรัพย์เพิ่มเท่านั้น
- มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๓๖ เรื่อง การด้อยค่าของสินทรัพย์ ซึ่งกล่าวถึง มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ราคาขายสุทธิ มูลค่าจากการใช้ ต้นทุนในการจำหน่าย มูลค่าเสื่อมสภาพ และราคาตลาด รวมทั้งการนำอัตราคิดลด (DISCOUNT RATE) มาคำนวณเกี่ยวกับการด้อยค่าของสินทรัพย์
- มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๔๐ เรื่อง การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน ซึ่งใช้กับเงินลงทุนประเภทต่างๆ และการวัดมูลค่าของเงินลงทุนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามาตรฐานการบัญชีฉบับที่ ๓๖ เรื่อง การด้อยค่าของสินทรัพย์ นั้นน่าจะเป็นมาตรฐานฉบับที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด เพราะเท่ากับว่า กิจการที่เคยมีสินทรัพย์อยู่ไม่ว่าเท่าใดก็ตาม ต้องกลับมาประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ของตนเองใหม่เกือบทั้งหมด และที่สำคัญก็คือ เมื่อเรามาประเมินราคากันใหม่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ มูลค่าของสินทรัพย์ ก็ย่อมจะลดต่ำกว่าราคาทุนเดิมที่เราเคยซื้อเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อให้เกิดผลขาดทุนอย่างทันทีทันใด และเป็นจำนวนเงินมหาศาล คงคล้ายกับมูลค่าของเงินบาท ที่เราเคยใช้เงิน ๒๕ บาทกว่าก็ แลกเงินดอลลาร์สหรัฐมาได้ ๑ เหรียญ แล้วต้องควักเงินเพิ่มเป็น ๔๐ กว่าบาท ในปัจจุบันนั่นเอง

 

ห้องสนทนา   เม้าท์ระเบิด : โลกกับธรรม : English Corner : ข่าวประชาสัมพันธ์ : BKK Blog : Work at Home : Fan Zone
เกมส์   Games Flash : Jigsaw : Hang Man : Tetris : Slider : จับคู่
รักและคิดถึง   พบเพื่อนใหม่ : E-Cards : Emotion : กลอนแทนใจ : ศาลาพักใจ : เยาวชนคนดี
สารพันบันเทิง   ฟังเพลงออนไลน์ : ภาพยนตร์ : VDO Clip : ซุบซิบดารา : สัมภาษณ์-เบื้องหลัง : เรื่องย่อละคร : ข่าวบันเทิง : ข่าวประจำวัน : ดวงประจำเดือน : ดวงประจำสัปดาห์ : มุมฟุตบอล
สารพัดความรู้   บัญชีทีเบรค : กระดูกและข้อ
ภาษาพาเพลิน   Everyday English : New Nanny : E-Dialog with Voice : รู้จักญี่ปุ่น : ท่องแดนอาทิตย์อุทัย :พี่เลี้ยงภาษาอังกฤษ
ห้องสมุด BKK   Business Letter : Song of the Week : On Khao San Road : เพลินภาษาน่ารู้ : E-Diary : ศัพท์ทันโลก : สืบสายนิยายดัง : Alphabetize : SEX : วัยรุ่น วัยดึก : นางาซากิ: นานานก : ชีวิตหลากสี : ยายวันวาน : พาชิมริมครัว : IT Audit : Chic & Trendy : Indy Zone : เกร็ดความรู้ไอที : Star Corner : New York! New York! : Did you know? : E-Dialog : เสวนาธุรกิจ
BKK Center   Hot Links : เบอร์โทรศัพท์ฉับไว : About us : ติดต่อ BKKonline : BKK Design : Site Map

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
.......................................................................................

Copyright © 1994 Bangkok Online Co.,Ltd.
All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form
ติดต่อเรา : บริษัท สยามคอนเนค จำกัด เลขที่ 40/141 หมู่11 ม.สุชา1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. 10160
TEL : 086-335-4404, 081-924-5742 FAX : 0-2806-3921
หมายเลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ : 0108314852961